ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 566 เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!
บทที่ 566 เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!
ภายในสุสานมีสายลมปริศนาไม่รู้ที่มาพัดผ่านกายของหลี่เยว่หานไปเบา ๆ นางรีบกลั้นหายใจนิ่งสนิท ไม่กล้าแม้แต่จะขยับเขยื้อนกาย ส่วนสวีซิ่งอี้ที่อยู่ข้างนางได้ตั้งท่าตั้งรับอย่างรัดกุม สายตาจับจ้องไปยังเงาดำเขม็ง
หลี่เยว่หานยังคงถือเทียนเอาไว้ในมือ พอมองเห็นเค้าโครงของเงาดำนั้นได้ราง ๆ แต่สวีซิ่งอี้ที่มีสายตาดีเยี่ยมในที่มืดกลับมองเห็นได้ชัดเจนกว่ามาก
เขาเห็นเงาดำนั้นค่อย ๆ เคลื่อนกายอย่างเชื่องช้า พลางสั่นสะท้านไปทั้งร่างขณะรุกคืบเข้ามาหาพวกเขา
เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พลางกันหลี่เยว่หานไว้ข้างหลังอย่างแน่นหนา มือที่ถือพลั่วกระชับมั่น พร้อมที่จะฟาดลงไปให้ฝ่ายตรงข้ามแหลกละเอียดได้ทุกเมื่อ
“จี๊ด——!” เสียงแหลมสูงนับไม่ถ้วนพลันดังระงม ฝูงค้างคาวที่หายตัวไปเมื่อครู่กลับย้อนคืนมาอีกครั้ง พวกมันพุ่งตรงมายังทิศทางของประตูหินอย่างบ้าคลั่ง
หลี่เยว่หานตกตะลึงจนทำตัวไม่ถูกอยู่กับที่ แต่สวีซิ่งอี้กลับมีปฏิกิริยาว่องไว เขาเอื้อมมือไปดับเทียนในมือของหลี่เยว่หานจนมืดมิด แล้วคว้าตัวนางพากันกลิ้งลงกับพื้นทันที ฝูงค้างคาวพุ่งผ่านจุดที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่ไปอย่างเฉียดฉิว ทำให้ทั้งคู่รอดพ้นจากภัยพิบัติมาได้อย่างหวุดหวิด
เมื่อไร้ซึ่งแสงเทียน ดวงตาของหลี่เยว่หานก็มืดบอด มองไม่เห็นสิ่งใดเลย ทว่าสวีซิ่งอี้ที่อาศัยแสงรำไรจากเทียนอีกสามเล่มที่เหลือในห้องสุสาน กลับได้เห็นภาพที่ชวนให้ขนหัวลุกยิ่งกว่าเดิม
เมื่อพวกค้างคาวจู่โจมพลาดเป้าและสูญเสียแสงสว่างที่เป็นจุดสนใจ พวกมันจึงหันไปรุมทึ้งเงาดำนั้นแทน
ทว่าเงาดำยักษ์กลับไม่ขยับหนีหรือปัดป้อง มันยอมปล่อยให้ฝูงค้างคาวเหล่านั้นรุมล้อมจนท่วมมิดตัว
ในจังหวะที่เขากำลังจะบอกข่าวดีกับหลี่เยว่หานว่าเงาดำถูกฝูงค้างคาวจัดการแล้วนั้น ดวงตาของเขากลับต้องเบิกโพลงด้วยความตกตะลึง จ้องมองไปยังทิศทางนั้นด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา เขาขยับกายบังหลี่เยว่หานให้มิดชิดกว่าเดิมโดยสัญชาตญาณ
หลี่เยว่หานมองไม่เห็นสิ่งใด แต่นางสัมผัสได้ว่าสวีซิ่งอี้ในยามนี้มีความเครียดเขม็งยิ่งกว่าเมื่อครู่นับหมื่นเท่า นางจึงเอื้อมมือไปดึงเสื้อของเขาเบา ๆ จากด้านหลัง
สวีซิ่งอี้เอื้อมมือไปข้างหลัง คว้ามือของนางมากุมไว้แน่น พลางดันร่างของหลี่เยว่หานให้ค่อย ๆ ถอยหลังไปช้า ๆ
เมื่อสัมผัสได้ว่าสถานการณ์เกิดการเปลี่ยนแปลง หลี่เยว่หานจึงไม่กล้าเอ่ยปากหรือส่งเสียงใด ๆ ทำเพียงก้าวถอยตามแรงผลักของสวีซิ่งอี้อย่างระมัดระวัง
ในสายตาของสวีซิ่งอี้ เงาร่างสีดำที่ควรจะถูกฝูงค้างคาวรุมทึ้งจนสลายไป กลับมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว จนส่วนหัวเกือบจะจดเพดานห้องสุสาน แรงกดดันมหาศาลจู่โจมเข้ามา จนต่อให้เป็นคนใจกล้าอย่างสวีซิ่งอี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนกจนเหงื่อซึมเต็มฝ่ามือ
คนทั้งสองและเงาดำยักษ์ดำเนินตามกันไปในลักษณะถอยหนึ่งก้าวรุกหนึ่งก้าว จนในที่สุดก็มาถึงจุดที่เป็นทางออกฉุกเฉินซึ่งพวกเขาใช้เข้ามาในตอนแรก
สวีซิ่งอี้ปล่อยมือจากหลี่เยว่หาน กระชับพลั่วในมือทั้งสองข้างเตรียมพร้อมสู้ตาย โดยไม่ต้องรอให้เขาบอก หลี่เยว่หานรีบหันหลังกลับไปคลำหาจุดที่เป็นกลไกบนผนังหินทันที
เงาดำยังคงรุกคืบเข้ามาทีละก้าวอย่างเงียบเชียบ มันเคลื่อนไหวโดยไร้สุ้มเสียงประหนึ่งวิญญาณ
ตามหลักแล้ว หากมันเป็นมนุษย์ที่มีร่างมหึมาขนาดนี้ ยามก้าวเท้าลงพื้นย่อมต้องมีเสียงดังสนั่น แต่นี่กลับเงียบงันจนน่าใจหาย อีกทั้งฝูงค้างคาวที่รุมล้อมมันอยู่ก่อนหน้านี้ก็พากันเงียบเสียงไปอย่างปริศนา ไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับพวกมันกันแน่
ในวินาทีนั้นเอง สวีซิ่งอี้พลันนึกถึงบันทึกในตำราเล่มหนึ่งที่เขาเคยอ่านผ่านตา
ในสุสานโบราณหลายแห่งมักจะใช้ค้างคาวในการเลี้ยงสัตว์ประหลาด เพราะค้างคาวชอบที่อับชื้นและไอหยิน เล่ากันว่ามันสามารถสื่อสารกับภพภูมิแห่งความตายได้ จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดีที่สุดในการ ‘เลี้ยงวิญญาณ’ การเลี้ยงค้างคาวไว้ในสุสานจะช่วยสร้าง ‘อสูรเฝ้าสุสาน’ ขึ้นมาได้
ซึ่งอสูรกายชนิดนี้มักมีร่างสูงใหญ่และเคลื่อนไหวไร้เสียง ฝูงค้างคาวจะออกไปล่าเหยื่อและนำเลือดสด ๆ มาหล่อเลี้ยงอสูรกายจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อมีผู้บุกรุกเข้ามาในสุสาน ค้างคาวและอสูรกายก็จะรวมร่างกันเพื่อสังหารผู้บุกรุก และให้ฝูงค้างคาวได้รุมทึ้งกินเนื้อเป็นอาหารต่อไป
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ใบหน้าของสวีซิ่งอี้ก็ซีดเผือดลงหลายส่วน หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลหยดลงมาจากขมับด้วยความหวาดวิตก
ในตำรายังกล่าวอีกว่า แม้ค้างคาวจะมีสายตาไม่ดี แต่มันสามารถหาตำแหน่งเหยื่อในความมืดได้แม่นยำ และค้างคาวในสุสานยังสามารถจับตำแหน่งเหยื่อได้จากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกาย
หากเป็นเช่นนั้น ตอนที่พวกเขาสลับกันเปิดประตูห้องสุสาน ฝูงค้างคาวที่พุ่งพรูออกมาคงเป็นเพราะความร้อนจากการที่พวกเขาจุดเทียนจนสว่างไปทั่วทั้งโถงก่อนหน้านี้นี่เอง
ค้างคาวที่ถูกขังอยู่หลังประตูหินสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป จึงพากันมารวมตัวกันที่หลังประตู เมื่อประตูเปิดออก พวกมันจึงพุ่งออกมาพร้อมกันทันที
แต่หลังจากวนเวียนสำรวจอยู่รอบหนึ่ง กลับไม่พบสิ่งใด
ทว่าในจังหวะนั้นเอง หลี่เยว่หานและสวีซิ่งอี้กลับก้าวออกจากประตูหินย้อนกลับมาที่นี่ ในตอนนั้น อุณหภูมิในห้องสุสานถูกไอเย็นยะเยือกกัดเซาะจนมอดไหม้ไปหมดแล้ว ฝูงค้างคาวจึงหาที่อยู่ของคนทั้งสองเจอได้ในเวลาไม่นาน
เมื่อดูจากเหตุการณ์ตรงหน้า ค้างคาวเหล่านี้คงรวมร่างกับอสูรกายเงา เตรียมจะสังหารคนทั้งสองเพื่อใช้เป็นอาหารและเครื่องเซ่นสังเวยให้แก่อสูรตัวนี้
ยิ่งคิด สวีซิ่งอี้ก็ยิ่งเครียดจัดจนเหงื่อกาฬไหลเข้าตา แต่เขาก็ไม่กล้าแม้จะกะพริบตา ทำได้เพียงเฝ้าระวังอสูรกายที่รุกคืบเข้ามาอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น
แม้เขาจะไม่รู้ว่าตนเองมีโอกาสชนะอสูรกายเงานี้มากน้อยเพียงใด แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เขาก็ต้องปกป้องหลี่เยว่หานที่อยู่ข้างหลังให้จงได้
ต่อให้รู้ดีว่าหากเริ่มลงมือต่อสู้ ฝูงค้างคาวที่แฝงร่างอยู่อาจจะกระจายตัวออกมาโอบล้อมโจมตี แต่สวีซิ่งอี้ก็ไม่มีความคิดที่จะถอยหนีแม้แต่น้อย
อสูรกายเงาขยับเข้าใกล้มาทุกที สายตาของสวีซิ่งอี้ก็ยิ่งแน่วแน่ขึ้น ทว่าในจังหวะที่เขาคิดว่าต้องแลกชีวิตกับฝูงค้างคาวและอสูรกายเงานี้เอง พลันมีเสียง “กริ๊ก” ดังขึ้น พร้อมกับประตูหินอีกบานหนึ่งที่เปิดออกอย่างกะทันหัน
อสูรกายเงาชะงักงันเพราะถูกเสียงนั้นรบกวน มันยืนนิ่งอยู่กับที่คล้ายกับกำลังสงสัย หลี่เยว่หานไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากสิ่งใด หัวใจของนางแทบจะร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความกังวลว่าจะเป็นเมิ่งฉีฮ่วน แต่นางก็ไม่กล้าส่งเสียงเรียก
นางยังไม่รู้ว่ามีเงาดำยักษ์คอยเดินตามหลังนางและสวีซิ่งอี้มาตลอด นางเกรงว่าหากส่งเสียงออกไปจะเป็นการกระตุ้นให้อสูรกายโจมตี จึงชะงักไปเพียงอึดใจก่อนจะเร่งลงมือจัดการกลไกประตูตรงหน้าอย่างสุดกำลัง
“ครืด——” กลไกถูกกดลง หลี่เยว่หานลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นช่องว่างของประตูหินค่อย ๆ เปิดออก นางก็รีบกระชากแขนสวีซิ่งอี้แล้วตะโกนเข้าไปในความมืดมิดของห้องสุสานว่า “ถอยกลับไป! มีอสูรกาย! มีค้างคาว!”
สิ้นคำ หลี่เยว่หานก็ดึงแขนเสื้อสวีซิ่งอี้พากันกลิ้งลอดผ่านประตูหินออกมาได้สำเร็จ
จากนั้นสวีซิ่งอี้ก็ไม่รอช้า รีบจัดการปิดกลไกประตูจากด้านนอกทันที
ทั้งคู่รอดพ้นความตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่หลี่เยว่หานกลับกระวนกระวายใจยิ่งนัก “คนที่ออกมาจากประตูอีกบานเมื่อครู่ ท่านเห็นหรือไม่ว่าเป็นใคร?”
เมื่อได้ยินคำถาม สวีซิ่งอี้ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า “ไม่เห็น… ระยะมันไกลเกินไป ข้ามองไม่ชัดหรอก”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ตรงประตูบานนั้นยังมีเทียนเหลืออยู่อีกเล่มหนึ่งนะ” หลี่เยว่หานไม่ปักใจเชื่อ
“ข้ามัวแต่พะวงเรื่องความปลอดภัย ไม่ทันได้ยินเสียงประตูอีกบานเลยด้วยซ้ำ พอเจ้าโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน ข้าเองก็ขวัญหนีดีฝ่อไปไม่น้อย” สวีซิ่งอี้กล่าวพลางถอนใจ เขาหยิบตะบันไฟออกมาจุดเทียนที่หลี่เยว่หานกำไว้แน่นจนสว่างขึ้นอีกครั้ง
เมื่อมีแสงสว่าง หลี่เยว่หานจึงค่อยสงบใจลงได้บ้าง
“ไม่รู้ว่าจะเป็นเมิ่งฉีฮ่วนหรือไม่…” ความกังวลระลอกใหม่จู่โจมหัวใจของนางทันที
นางไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบยัดเทียนใส่มือสวีซิ่งอี้แล้วแย่งพลั่วมาจากเขา ตั้งท่าจะกลับไปกดกลไกประตูหินอีกครั้ง
“เจ้าจะทำอะไร?” สวีซิ่งอี้ชูเทียนขึ้นขวางทางนางไว้ “กว่าจะหนีรอดออกมาได้ เจ้ายังจะกลับเข้าไปหาที่ตายอีกหรือ?”
“ปล่อยข้า!” หลี่เยว่หานสะบัดมือสวีซิ่งอี้ออกอย่างไม่เกรงใจพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าต้องไปดูให้แน่ใจว่าคนผู้นั้นคือเมิ่งฉีฮ่วนหรือไม่!”
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! ข้างในนั่นมีแต่อสูรกายและฝูงค้างคาว!” สวีซิ่งอี้คว้าข้อมือของนางไว้แน่นอีกครั้งอย่างไม่ยอมลดละ “ต่อให้คนข้างในคือฉีอ๋อง ด้วยวรยุทธ์ของเขา ย่อมสามารถเอาตัวรอดออกมาได้อย่างปลอดภัย เจ้าเข้าไปยามนี้ก็มีแต่จะไปหาที่ตาย และเป็นการไปเพิ่มภาระให้เขาเสียมากกว่า!”