ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 581 ฟื้นฟูสำนักจางอัน
บทที่ 581 ฟื้นฟูสำนักจางอัน
ก่อนหน้านี้ หลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนได้ส่งตัวถังเป่ยฝานไปยังเมืองเทียนซิงอู่เหอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บัดนี้คนตระกูลถังที่เหลืออยู่จึงถือว่าได้กลับมาพร้อมหน้ากันอีกครั้ง จะขาดก็เพียงถังหนานฝานที่ล่วงลับไปนานแล้วเท่านั้น
จดหมายฉบับนี้ส่งมาจากถังเป่ยฝาน หลังจากที่เขาเดินทางถึงเมืองเทียนซิงอู่เหอและพักผ่อนเพียงสองวัน เขาก็รีบควบม้าเดินทางต่อไปยังเหลียวปี้เลี่ยตงทันที
ก่อนหน้านี้ ทุกคนเคยเล่าสถานการณ์ของเหลียวปี้เลี่ยตงให้เขาฟังบ้างแล้ว แม้จะรู้ว่าตระกูลถังล่มสลายไป แต่ถังเป่ยฝานก็มิได้แสดงท่าทีสะเทือนใจรุนแรงนัก เพียงแต่เมื่อรู้ว่ายังมีทายาทเหลือนามว่า ฝานเอ๋อร์ เขาก็รอไม่ไหวที่จะเดินทางไปหาที่นั่น
แน่นอนว่าเขาเดินทางไปพร้อมกับพี่ชายและพี่สาว รวมถึงจงเจิ้งมู่ชวนเองก็ร่วมเดินทางไปด้วย
ในขณะที่เมืองเทียนซิงอู่เหอเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เหลียวปี้เลี่ยตงที่เพิ่งถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นตงฮั่นกลับยังไร้ผู้ปกครอง เนื่องจากราชสำนักยังมิอาจจัดสรรผู้ดูแลมาจัดการได้ พื้นที่แถบนั้นจึงตกอยู่ในความดูแลของกองทัพรักษาชายแดนมาโดยตลอด
ทว่าพวกทหารกล้ามโตเหล่านั้น แม้จะเชี่ยวชาญการศึกแต่กลับมิได้เรื่องในการปกครองราษฎรเอาเสียเลย
กระนั้นก็นับว่ายังพอมีข้อดีอยู่บ้าง เพราะการที่กองทัพเคลื่อนไหวอยู่ในเหลียวปี้เลี่ยตงอย่างต่อเนื่อง ทำให้กลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือที่ถูกจับเป็นเชลยไม่มีโอกาสก่อจลาจล เมื่อเวลาล่วงเลยมาครึ่งปี ชนเผ่าเร่ร่อนจำนวนไม่น้อยจึงเริ่มปักหลักสร้างครอบครัวอยู่ในเหลียวปี้เลี่ยตง
ภายใต้การสนับสนุนของถังเป่ยฝาน แม่นางเสี่ยวถังเอ๋อร์ได้รวบรวมสมาชิกตระกูลถังที่กระจัดกระจายให้กลับมาสร้างตระกูลขึ้นใหม่ และด้วยความช่วยเหลือจากจงเจิ้งมู่ชวน ผู้ที่เคยเป็นถึงฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแคว้น ทำให้สถานการณ์ในเหลียวปี้เลี่ยตงเริ่มกลับเข้าสู่ความสงบและเป็นระเบียบได้อย่างรวดเร็ว
เรื่องของจงเจิ้งมู่ชวนนั้น เมิ่งฉีฮ่วนมิได้ทูลบอกแก่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋น เพราะการที่จู่ ๆ จะบอกว่าคนที่ตายไปเกือบสามร้อยปีก่อนยังมีชีวิตอยู่นั้น ด้วยนิสัยขี้ระแวงของฝ่าบาท ดีไม่ดีอาจจะหันคมดาบมาจัดการบรรพบุรุษของตนเองเสียก่อน
ใจความสำคัญในจดหมายของถังเป่ยฝานครั้งนี้ คือการขอความเห็นจากหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วน เรื่องที่หานป๋อ ศิษย์ตัวน้อยของสำนักจางอันที่หลี่เยว่หานเคยทำให้สลบไปนั้น มีความประสงค์จะกอบกู้ชื่อเสียงและฟื้นฟูสำนักขึ้นมาใหม่ในเหลียวปี้เลี่ยตง เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์และคำสอนของสำนักต่อไป
ทางด้านถังซีฟานนั้นมิได้ขัดข้อง เพราะอย่างไรนั่นก็เคยเป็นสำนักของนาง แต่ถังตงฝานกลับไม่เห็นด้วย เขาคิดว่าสำนักจางอันควรเลือนหายไปจากโลกนี้อย่างสงบ มิควรปรากฏขึ้นมาอีก
ส่วนจงเจิ้งมู่ชวนนั้นย่อมตามใจถังซีฟานอยู่แล้ว เมื่อเห็นฝ่ายหนึ่งเห็นด้วย อีกฝ่ายคัดค้าน ถังเป่ยฝานที่อยู่ตรงกลางจึงไม่รู้จะทำอย่างไรดี
หากจะตามใจพี่สาว ก็เกรงว่าพี่ใหญ่จะคิดว่าตนอยากมีอายุยืนยาวเหมือนพวกสำนักจางอันจึงทำเช่นนี้ แต่หากจะเห็นตามพี่ใหญ่ ก็กลัวว่าจะทำให้พี่สาวที่เพิ่งได้พบหน้ากันต้องผิดใจไปเสียอีก
ถังเป่ยฝานยังระบายในจดหมายอีกว่า มีชีวิตมาหลายร้อยปี เพิ่งจะมีเรื่องให้หนักใจขนาดนี้เป็นครั้งแรก
เมื่ออ่านจดหมายจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็หัวเราะอยู่นาน
“แม่ทัพใหญ่ถังตงฝานมิใช่คนไร้เหตุผล หากคุยกันดี ๆ ก็น่าจะตกลงกันได้ ข้าเองก็คิดว่า ในเมื่อสมัยก่อนสำนักจางอันสามารถก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่ได้ ย่อมต้องมีข้อดีอยู่บ้าง แม้วิชาขั้นสูงสายในจะมิยอมถ่ายทอดแก่คนนอก แต่เคล็ดวิชาศิษย์สายนอกนั้นลูกศิษย์ทั่วไปก็สามารถฝึกฝนได้ บัดนี้เมื่อไร้พลังปราณแล้ว การให้ผู้คนได้ฝึกวิชาเพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงก็มิใช่เรื่องเสียหาย” หลี่เยว่หานเอ่ยยิ้ม ๆ หลังจากอ่านจดหมาย
“ข้าก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า เพียงแต่ถังตงฝานเป็นคนหัวแข็ง สำหรับเขาแล้ว เรื่องที่สำนักจางอันทรยศถังซีฟานในอดีตคือปมที่เขายังวางไม่ลง การจะโน้มน้าวเขาในเวลาอันสั้นคงไม่ง่ายนัก” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวพลางหยิบกระดาษและพู่กันเตรียมเขียนจดหมายตอบ
“แล้วนายท่านมีแผนอย่างไรเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานถามด้วยความอยากรู้ แม้นางจะเคยพบถังตงฝานเพียงไม่กี่ครั้งและยังไม่เข้าใจนิสัยเขาดีนัก แต่เมิ่งฉีฮ่วนนั้นมองคนเฉียบคม นางเชื่อว่าเขาต้องมีข้อเสนอแนะที่ดีแน่
“ใช้หอกของเขา ทิ่มแทงโล่ของเขาเอง” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มกริ่มขณะจรดพู่กันเขียนจดหมาย
หลี่เยว่หานมองดูเขาทีละคำแล้วก็อดพยักหน้าตามไม่ได้: “ข้าก็นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ที่ถังตงฝานจงเกลียดจงชังสำนักจางอันก็เพราะเรื่องของถังซีฟาน ขอเพียงให้ถังซีฟานเป็นคนออกหน้าไปเกลี้ยกล่อมพี่ชายด้วยตนเอง พร้อมรับปากว่าจะไม่เผยแพร่เคล็ดวิชาศิษย์สายในออกไปก็สิ้นเรื่อง! ที่ถังตงฝานไม่ยอมให้หานป๋อฟื้นฟูสำนัก ก็เพราะใจเขายังข้ามผ่านความแค้นที่น้องสาวถูกใส่ร้ายไม่ได้ หากถังซีฟานวางมันลงได้แล้ว ถังตงฝานก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องดื้อรั้นอีก”
“แม้คำพูดจะฟังดูง่าย แต่ถังตงฝานเป็นคนเถรตรง ชอบคิดเล็กคิดน้อย เรื่องวาทศิลป์ในการเจรจาคงต้องฝากให้ท่านผู้อาวุโสจงเจิ้งช่วยชี้แนะ” ระหว่างที่พูดคุยกัน เมิ่งฉีฮ่วนก็เขียนจดหมายตอบเสร็จสิ้นพอดี
ในจดหมาย เขาแนะนำให้ถังเป่ยฝานส่งจงเจิ้งมู่ชวนและถังซีฟานไปเจรจากับถังตงฝาน เรื่องราวผ่านมานานแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป ถังตงฝานย่อมจะเข้าใจได้เอง
นอกจากนี้ เมิ่งฉีฮ่วนยังได้ตอบคำถามสำคัญอีกสามเรื่องที่ถังเป่ยฝานระบุมาในจดหมายด้วย
เรื่องแรกคือ ถังเป่ยฝานถามว่าดินในเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่รู้ว่าพอจะมีพืชพรรณชนิดใดที่เหมาะแก่การเพาะปลูกในแดนเหนือบ้าง
เรื่องที่สองคือ ถังเป่ยฝานอยากจะสร้างนาเกลือในเหลียวปี้เลี่ยตง จึงถามความเห็นว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่
เรื่องที่สามคือ เขาได้รวบรวมรายการของดีที่เป็นเอกลักษณ์ของเหลียวปี้เลี่ยตงมาให้ดู เพื่อหวังจะเปิดการค้ากับเมืองเทียนซิงอู่เหอ แม้ภายหลังจงเจิ้งมู่ชวนจะมีส่วนช่วยดูแลเมืองเทียนซิงอู่เหอไปมากกว่าครึ่ง แต่ที่นั่นย่อมเป็นเขตอิทธิพลของเมิ่งฉีฮ่วน การจะทำสิ่งใดจึงต้องมาปรึกษาเขาก่อน
เมิ่งฉีฮ่วนเขียนตอบทั้งสามหัวข้ออย่างละเอียดถี่ถ้วน
หลังจากส่งจดหมายออกไปแล้ว เขายังเขียนจดหมายอีกหลายฉบับเพื่อส่งกลับไปยังเมืองหลวง
ฉบับแรกทูลรายงานฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเรื่องความคืบหน้าการสร้างนาเกลือ ฉบับที่สองเขียนถึงตระกูลเวินเพื่อให้เตรียมตัวเริ่มเจรจาการค้ากับเหลียวปี้เลี่ยตงโดยเร็ว ส่วนฉบับที่สามส่งถึงจวนจิ้นกั๋วกง เชิญให้หลี่เจี้ยนโบเดินทางไปยังเมืองเทียนซิงอู่เหอ เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างสองพื้นที่
กว่าจะเขียนจดหมายเสร็จสิ้น ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัวลง
ในระหว่างที่เขายุ่งอยู่กับการเขียนจดหมาย ผู้ช่วยนายอำเภอโจวแวะมาหาหลายครั้ง ซึ่งหลี่เยว่หานเป็นผู้รับหน้าพูดคุยแทนทั้งหมด
ขณะนี้การสร้างนาเกลือเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว หลี่เยว่หานต้องเดินทางไปชี้แนะการทำงานที่นาเกลือแทบทุกวัน การมีกังหันน้ำช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำได้อย่างมหาศาล เพราะนอกจากจะช่วยผันน้ำทะเลเข้าสู่แปลงเกลือได้มากขึ้นแล้ว ยังเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำจืดในบริเวณใกล้เคียง ช่วยทุ่นแรงงานคนไปได้มาก
บัดนี้ ชาวบ้านในอำเภอฮัวซีต่างมีความกระตือรือร้นในการทำงานอย่างยิ่ง ทำให้ผู้ช่วยนายอำเภอโจวฟยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจตลอดทั้งวัน
เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน สองสามีภรรยาก็พากันเข้าพักผ่อนตั้งแต่หัวค่ำ
เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะที่ทั้งคู่ยังไม่ทันลุกจากเตียง ก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังมาจากภายนอก
ดูเหมือนเฮ่อเจิ้งเทียนกำลังขัดขวางใครบางคนอยู่ด้วยน้ำเสียงดุดัน ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามเองก็ท่าทางมิใช่คนใจดี เมื่อหลี่เยว่หานตื่นขึ้นมาได้ยินเสียงทะเลาะเบาะแว้งที่ทำท่าจะวางมวยกันเช่นนั้น นางจึงถามขึ้น
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น? หรือว่าเกิดปัญหาที่นาเกลือ?” หลี่เยว่หานถามพลางขยี้ตาที่ยังง่วงงุน เมิ่งฉีฮ่วนแต่งกายเรียบร้อยแล้วเตรียมจะออกไปจัดการเรื่องราว เขาเห็นภรรยากำลังนอนหลับสบายด้วยความเหนื่อยล้าสะสมมาหลายวัน จึงมิได้คิดจะปลุกนางตั้งแต่ทีแรก
“มีคนมาหาเรื่องที่ด้านนอก ข้าจะออกไปดูเสียหน่อย เจ้านอนต่อเถิด” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางเอื้อมมือมาบีบแก้มหลี่เยว่หานเบา ๆ และรั้งนางให้นอนลงบนเตียงตามเดิม
“เหตุใดจึงวุ่นวายมาถึงเรือนชั้นในได้” หลี่เยว่หานบ่นพลางดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะ “คราวหลังต้องหาคนมาเพิ่มเสียหน่อย อย่างน้อยก็ให้ช่วยเฝ้าหน้าประตูกันไว้บ้าง”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู “ทุกอย่างตามใจพระชายา เจ้านอนเถอะ ข้าไปดูประเดี๋ยวเดียวก็จะกลับมา”
หลี่เยว่หานที่ยังง่วงงุนเต็มที ทำเพียงยื่นมือออกมาโบกไปมาขณะที่ศีรษะยังมุดอยู่ใต้ผ้าห่ม เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มบาง ๆ แล้วจึงเปิดประตูเดินออกไปด้านนอก