ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 582 ข้าคือนายท่านผู้เฒ่าของพระชายา!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 582 ข้าคือนายท่านผู้เฒ่าของพระชายา!
บทที่ 582 ข้าคือนายท่านผู้เฒ่าของพระชายา!
“เหตุใดข้าจะเข้าพบมิได้ เหตุใดข้าจะเข้าพบมิได้!”
“พระชายาเป็นถึงบุตรสาวของเมียข้า ส่วนท่านอ๋องก็คือลูกเขยของข้า เจ้าเข้าใจกฎระเบียบหรือไม่! เห็นข้าแล้วเจ้าต้องคุกเข่าคำนับด้วยซ้ำ ยังกล้ายืนเซ่อขวางทางข้าอยู่อีก เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะบอกให้ลูกเขยสั่งตัดหัวเจ้าเสีย!”
เฮ่อเจิ้งเทียนยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขายืนขวางหน้าชายฉกรรจ์ผู้นั้นราวกับภูเขาลูกหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น “บิดามารดาของพระชายา ข้าล้วนเคยพบเห็นมาหมดแล้ว แต่กลับมิเคยเห็นผู้ใดเช่นเจ้า ที่นี่คือที่พักผ่อนของท่านอ๋องและพระชายา ข้าบอกว่าเข้ามิได้ ก็คือเข้ามิได้!”
“เจ้าจะหลีกทางหรือไม่!” อีกฝ่ายถลึงตาโตเท่ากระดิ่งวัว จ้องมองเฮ่อเจิ้งเทียนอย่างดุดัน ด้านหลังเขายังมีชายฉกรรจ์ที่อายุน้อยกว่าอีกสองคนก้าวขึ้นมาประชิดราวกับจะข่มขวัญ
“ไม่หลีก!” เฮ่อเจิ้งเทียนไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย
หากมิใช่เพราะเกรงว่าจะพลั้งมือทำร้ายราษฎรจนบาดเจ็บ เฮ่อเจิ้งเทียนคงลงมือสั่งสอนไปนานแล้ว แต่เพราะคนพวกนี้ยืนกรานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนเขาเริ่มไม่แน่ใจ จึงทำได้เพียงยืนขวางเอาไว้ก่อน
ทว่าในใจของเขากลับเริ่มกังวล เพราะเสียงเอะอะโวยวายดังขนาดนี้ ท่านอ๋องและพระชายาย่อมต้องตื่นแล้วเป็นแน่ มิรู้ว่าคนที่ผู้ช่วยนายอำเภอโจวจัดหามาทำงานกันอย่างไร ถึงปล่อยให้ใครก็ไม่รู้บุกรุกเข้ามาถึงเรือนชั้นในได้เช่นนี้
เวลานี้เฮ่อเจิ้งเทียนได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้ท่านอ๋องกับพระชายามิถูกรบกวน และขอให้ท่านแม่ทัพสวีสองพ่อลูกรีบมาสมทบทีเถิด เขาช่างไร้ประสบการณ์ในการรับมือกับพวกอันธพาลเช่นนี้จริง ๆ…
“ใครมาส่งเสียงดังอยู่ที่นี่” สุรเสียงเย็นเยียบของเมิ่งฉีฮ่วนดังขึ้น เฮ่อเจิ้งเทียนหันไปมองเห็นเจ้านายเดินมาในชุดที่แต่งกายเรียบร้อยแล้วก็ใจหายวูบ รีบหันกลับไปทำความเคารพทันที
“ข้าน้อยคำนับท่านอ๋องขอรับ!”
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินมาถึงเบื้องหน้า เฮ่อเจิ้งเทียนจึงถอยไปยืนสงบเสงี่ยมอยู่ด้านหลัง
เมื่อชายฉกรรจ์ทั้งสามเห็นเมิ่งฉีฮ่วนเดินออกมา ในคราแรกก็มีความหวาดหวั่นฉายบนใบหน้า แต่เพียงครู่เดียวพวกเขากลับเปลี่ยนท่าทีเป็นกระตือรือร้น ชายคนที่เป็นหัวหน้าถึงกับปั้นหน้ายิ้มประจบ ก้าวเข้ามาหมายจะคว้ามือเมิ่งฉีฮ่วน แต่พอถูกสายตาเย็นชาจ้องถลึงใส่ก็รีบหดมือกลับทันควัน
“เอ่อ… ลูกเขย ข้าคือพ่อตาของเจ้า เจ้ากับบุตรสาวบ้านข้ากลับมาที่อำเภอฮัวซีนานเพียงนี้แล้วแต่ยังมิได้กลับไปเยี่ยมบ้าน ข้าเห็นว่าพวกเจ้าคงยุ่งอยู่กับการสร้างนาเกลือจนมิมีเวลา ช่วงสองสามวันมานี้เห็นว่าพวกเจ้าเริ่มว่างกันแล้ว ข้าเลยพาลูกชายคนโตกับคนรองมาเยี่ยมเยียนน่ะ!” ชายผู้นั้นเอ่ยพลางฉีกยิ้มกว้าง
พอกล่าวจบเขาก็สะบัดมือส่งสัญญาณให้ชายฉกรรจ์ด้านหลังก้าวตามขึ้นมา ทั้งสามคนมีรอยยิ้มประจบสอพลอพิมพ์เดียวกันจนมองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นพ่อลูกกันแน่นอน
“พ่อตาของข้าพำนักอยู่ที่เมืองหลวง แล้วพวกเจ้าเป็นใคร ถึงได้บังอาจมาอ้างตัวเป็นเชื้อพระวงศ์?” เมิ่งฉีฮ่วนปรายตาตามองทั้งสามด้วยสายตาเย็นชา ในใจพอนึกออกแล้วว่าเป็นใคร
“ก็ข้าอย่างไรเล่า!” ชายหัวหน้าตบหน้าอกตัวเองปัง ๆ “ข้าคือพ่อตาของเจ้า! แม่ของนังหนูคนนั้นแต่งงานใหม่เข้าบ้านตระกูลเหมาของเรา พวกเราย่อมต้องเป็นญาติเกี่ยวดองกันสิ!”
เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ
เมิ่งฉีฮ่วนแค่นเสียงเหอะ “หวังเฟิ่งเป็นเพียงมารดาเลี้ยงของพระชายา มิได้มีสายเลือดเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย จะนับเป็นญาติได้อย่างไร หากพวกเจ้ายังกล้ามาส่งเสียงเอะอะอยู่อีก ก็อย่าหาว่าข้ามิมอบความเมตตาให้”
ฉีหวังผู้เกรียงไกรเคยมีเหตุผลกับใครที่ไหนกัน? จะมีก็เพียงต่อหน้าหลี่เยว่หานเท่านั้นที่เขาจะยอมรับฟังเหตุผล
“เฮ่อเจิ้งเทียน สั่งคนมาลากไอ้พวกสิบแปดมงกุฎสามคนนี้ออกไปโบยแล้วโยนทิ้งไปเสีย!” เมิ่งฉีฮ่วนสั่งความจบก็สะบัดหน้าจะเดินกลับเข้าห้อง
ฝ่ายเหมาเด๋อซิงและลูกชายเห็นท่ามิดีก็เปลี่ยนท่าทีทันที
“เป็นแม่เลี้ยงแล้วอย่างไร! นังหนูคนนั้นก็เติบโตมาเพราะแม่เลี้ยงเลี้ยงดูมิใช่หรือ? หรือว่าบุญคุณการเลี้ยงดูจะมิใช่บุญคุณ! หากพระชายาเป็นพวกอกตัญญูมิเห็นหัวญาติพี่น้องเช่นนี้ ก็มิคู่ควรจะมานำพาชาวบ้านอำเภอฮัวซีสร้างนาเกลือหรอก!”
“ใช่! มิคู่ควร!”
ได้ยินเช่นนั้น ฝีเท้าของเมิ่งฉีฮ่วนก็ชะงักลง เขาหันกลับมามองพ่อลูกตระกูลเหมาด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “แม้แต่ชื่อจริงของพระชายาพวกเจ้ายังมิรู้ แล้วยังกล้าเสนอหน้ามาอ้างว่าเป็นคนในครอบครัวงั้นหรือ?”
“นั่นเพราะแม่ของนางมิค่อยเอ่ยถึงชื่อนางต่างหากเล่า!” ลูกชายคนโตตระกูลเหมาตะโกนสวน
“โอ้? เช่นนั้นพวกเจ้าก็จงไปพามารดาเลี้ยงของพระชายามายืนยันด้วยกันสิ ไอ้พวกสุนัขจรจัดที่ไหนก็ไม่รู้ถึงได้กล้ามาเห่าหอนต่อหน้าข้า ดูท่าพวกเจ้าคงอยากรนหาที่ตายจริง ๆ แล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนหรี่ตาลงพลางสั่งกำชับ “เฮ่อเจิ้งเทียน ลงมือให้หนัก อย่าได้ออมมือ!”
“รับทราบขอรับ!” เฮ่อเจิ้งเทียนถอนหายใจอย่างโล่งอก เขารีบเรียกเหล่าคนงานที่ถือไม้ตะพดรอดูท่าทีอยู่ข้าง ๆ ให้กรูเข้ามา รุมสกรัมสั่งสอนพ่อลูกตระกูลเหมาจนน่วมก่อนจะโยนออกไปนอกจวน
เมิ่งฉีฮ่วนยืนกอดอกมองอยู่ข้าง ๆ มิว่าคนบ้านเหมาจะโวยวายอย่างไรเขาก็ไม่ปริปากสักคำ ทำเพียงมองดูราวกับชมงิ้วเรื่องหนึ่ง พร้อมรอยยิ้มเหยียดหยามที่มุมปาก
เมื่อไล่คนไปพ้นแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนก็ส่งสายตาดุ ๆ ให้เฮ่อเจิ้งเทียนทีหนึ่งก่อนจะเดินกลับเข้าเรือนไป
เฮ่อเจิ้งเทียนเหงื่อซึมเต็มแผ่นหลัง รีบสั่งบ่าวไพร่ให้ยกสำรับเช้าขึ้นโต๊ะ จากนั้นก็รีบบึ่งออกจากจวนไปจัดการธุระทันที
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนกลับเข้าห้อง หลี่เยว่หานก็ลุกขึ้นแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว นางเห็นเขาเดินเข้ามาก็หัวเราะร่า “ข้าได้ยินหมดแล้ว คนตระกูลเหมานี่ช่างหน้าด้านไร้ยางอายจริง ๆ!”
เห็นหลี่เยว่หานยังคงสวมชุดบุรุษ เมิ่งฉีฮ่วนจึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “งานที่นาเกลือมิใช่ว่าเข้าที่เข้าทางแล้วหรือ เจ้ายังต้องไปอีกงั้นหรือ?”
“แน่นอนสิเจ้าคะ เมื่อวานท่านก็เห็นว่าชาวบ้านหลายคนยังทำงานมิคล่องแคล่ว ข้าต้องไปคอยเฝ้าดู เกลือทะเลงวดแรกแม้จะทำสำเร็จแล้ว แต่ขั้นตอนหลังจากนั้นสำคัญที่สุด พวกเราต้องไปคอยคุมด้วยตนเอง”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจเบา ๆ เขานั่งลงข้างหลังนางพลางเปรย “วันเวลาที่วุ่นวายเช่นนี้เมื่อไรจะจบสิ้นเสียที ข้าอยากพาเจ้ากลับเมืองหลวงไปอยู่กับสวินเอ๋อร์และอานิ่งใจจะขาดแล้ว”
“อีกมินานหรอกเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานหันมาลูบหน้าปลอบใจสามี
มื้อเช้าในวันนั้นยังคงรับประทานร่วมกับพ่อลูกตระกูลสวีและผู้ช่วยนายอำเภอโจวเช่นเคย
ในคราแรกผู้ช่วยนายอำเภอโจวยังมีท่าทีเกรงใจ แต่ยามนี้เขากลับคุ้นชินและทำตัวเป็นธรรมชาติมากขึ้น
หลังมื้ออาหาร ทุกคนเตรียมตัวจะออกเดินทาง แต่กลับพบว่าที่หน้าจวนของปลัดอำเภอถูกชาวบ้านล้อมไว้หนาตา
“พ่อแม่พี่น้อง ช่วยให้ความเป็นธรรมแก่พวกเราด้วยเถิด ท่านอ๋องกับพระชายามิยอมรับญาติอย่างพวกเรามิพอ ยังสั่งคนรุมตีพ่อลูกเราสามคนจนบาดเจ็บไปทั้งตัว ยามนี้ชีวิตคนจนช่างไร้ค่านัก! เพียงเพราะเป็นท่านอ๋องกับพระชายา จะสั่งตีคนให้ตายอย่างไรก็ได้งั้นหรือ!” เหมาเด๋อซิงร้องไห้โวยวายเสียงดังลั่น
“เมียข้าถึงจะไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของพระชายา แต่ก็เลี้ยงดูนางมาจนเติบใหญ่ บุญคุณการเลี้ยงดูนั้นยิ่งใหญ่กว่าบุญคุณที่ให้กำเนิดเสียอีก ท่านอ๋องกับพระชายาช่างเป็นคนใจดำอกตัญญูยิ่งนัก!”
หลี่เยว่หานที่ได้ยินคำครหามาแต่ไกลกลับหัวเราะออกมา “คนตระกูลเหมานี่เล่นงิ้วเก่งเสียจริง ข้าขอไปดูเรื่องสนุกเสียหน่อยเถอะ”
พอกล่าวจบ นางก็ส่งสัญญาณให้เมิ่งฉีฮ่วนพานางกระโดดข้ามกำแพงจวนอ้อมไปทางด้านหลัง แล้วค่อย ๆ แทรกตัวเข้าไปในกลุ่มฝูงชน
พ่อลูกตระกูลเหมาอยู่ในสภาพดูมิได้ แต่จริง ๆ แล้วบาดเจ็บเพียงผิวเผินเท่านั้น หลี่เยว่หานยืนฟังพวกเขาร่ำไห้โวยวายอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งได้ยินบทสนทนาที่น่าสนใจจากชาวบ้านรอบข้าง
“คนบ้านเหมานี่ช่างหน้าด้านนัก” ชาวบ้านคนหนึ่งกระซิบกระซาบกับเพื่อน “พระชายาเป็นลูกเลี้ยงของเมียที่แต่งเข้าบ้านเหมา ตระกูลเหมายังกล้าเสนอหน้ามาอ้างตัวเป็นเชื้อพระวงศ์อีกหรือ”
“นั่นสิ ก่อนหน้านี้ไอ้เฒ่าเหมาเด๋อซิงนี่แหละที่ทุบตีเมียตัวเองปางตาย พวกเราเห็นกันมากับตา ยามนี้มิรู้ผีห่าซาตานตัวใดเข้าสิง ถึงกล้ามาตู่ว่าเป็นญาติพระชายา เหอะ… ตระกูลเหมาอย่างพวกมันคู่ควรแล้วหรือ?”
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงแสร้งถามด้วยความสงสัย “คนบ้านเหมาเคยทุบตีมารดาเลี้ยงของพระชายาหนักมากเลยหรือจ๊ะ?”
“จะว่าหนักก็ยังน้อยไป! มันมิเห็นคนเป็นคนเลยล่ะ จับมัดแขวนไว้แล้วกระหน่ำตี แถมยังมิให้ข้าวมิให้น้ำกินอีกต่างหาก!”