ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 583 การแสดงงิ้วตบตา
บทที่ 583 การแสดงงิ้วตบตา
ได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็พยักหน้าพลางเอ่ยสมทบ “แต่ถึงอย่างไรแม่เลี้ยงของพระชายาก็เลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ พระชายาจะไม่ไยดีแม่เลี้ยงเลยก็ดูจะเกินไปหน่อย?”
เมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ด้านหลังได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หานเข้า ก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ พระชายาของเขาผู้นี้ ช่างเป็นพวกชอบดูเรื่องสนุกมินำพาความเดือดร้อนใส่ตัวเสียจริง
“พระชายามิเคยคิดมิต้องรับแม่เลี้ยงเสียหน่อย นางถึงกับรับตัวแม่เลี้ยงไปอยู่ด้วยกันแล้ว พวกลูกสมุนตระกูลเหมาทุบตีแม่เลี้ยงนางเสียปางตายขนาดนั้น พระชายามิมองหาเรื่องตระกูลเหมาก็ถือว่าเมตตามากพอแล้ว พวกตระกูลเหมายังกล้ามาหาเรื่องวุ่นวายอีก ช่างน่าตายนัก…” ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“นั่นสิ ข้าได้ยินมาว่าพระชายาช่วยให้แม่เลี้ยงหย่าขาดจากตระกูลเหมา แถมยังมอบเงินให้ตระกูลเหมาไปก้อนหนึ่งด้วย ก่อนหน้านี้คนตระกูลเหมาบีบบังคับให้แม่เลี้ยงพระชายาไปแบมือขอเงินจากพระชายา ซึ่งพระชายาก็ยอมให้ทุกครั้ง! ยามนี้พระชายารับตัวแม่เลี้ยงไปแล้ว ตระกูลเหมาขาดรายได้ทางลัดไป มีหรือจะไม่มาโวยวาย!”
หลี่เยว่หานรีบแทรกถาม “แต่แม่เลี้ยงของพระชายาก็ออกจากอำเภอฮัวซีไปนานแล้วมิใช่หรือ? อีกอย่างพระชายาก็มาถึงอำเภอฮัวซีได้พักใหญ่แล้ว เหตุใดตระกูลเหมาเพิ่งจะมาหาเรื่องเอาป่านนี้?”
“โธ่… น้องชาย เจ้าคงเป็นคนต่างถิ่นสินะ” ป้าสะใภ้ผู้หวังดีถอนหายใจยาว “เมื่อเดือนก่อน สะใภ้ใหญ่ตระกูลเหมาเพิ่งคลอดบุตรสาวออกมา คนตระกูลเหมาคิดจะเอาเด็กไปทิ้ง แต่สะใภ้ใหญ่ไม่ยอม เลยถูกคนตระกูลเหมาทุบตีจนกระอักเลือดและมิยอมพาไปรักษา เมื่อครึ่งเดือนก่อนนางก็สิ้นใจไปแล้ว คนตระกูลเหมาเอาเสื่อห่อศพไปโยนทิ้งส่ง ๆ แม้แต่เด็กทารกที่ยังมิทันครบเดือนก็มิรอดชีวิต!”
“ชื่อเสียงตระกูลเหมาในอำเภอเรามันเหม็นโฉ่ไปหมดแล้ว ใครจะกล้ายกลูกสาวให้แต่งเข้าบ้านนั้นอีกล่ะ มิเท่ากับส่งคนไปตายหรอกหรือ! นั่นแหละ พวกเขาเลยมาหาเรื่องที่นี่ นึกว่าถ้าได้แอบอ้างเป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว จะช่วยให้เจ้าลูกชายคนโตตระกูลเหมาหาเมียใหม่ได้ง่ายขึ้นอย่างไรเล่า!”
เมื่อได้ฟังความจริง หลี่เยว่หานก็หันไปสบตากับเมิ่งฉีฮ่วน ทั้งคู่ยิ้มให้กันอย่างมีเล่ห์นัย เมิ่งฉีฮ่วนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ส่วนหลี่เยว่หานค่อย ๆ แทรกตัวออกจากฝูงชน เดินเข้าไปหาเหมาเด๋อซิงที่กำลังร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจ
“ท่านอาเหมา ท่านมาร้องไห้อยู่ตรงนี้ ท่านอ๋องกับพระชายาก็มิได้ยินหรอกเจ้าค่ะ!” หลี่เยว่หานย่อตัวลงเอ่ยกับเหมาเด๋อซิง
“พ่อหนุ่มน้อย ข้ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่เมื่อครู่ข้าเพิ่งจะก้าวเข้าประตูไป ก็ถูกท่านอ๋องสั่งคนรุมตีข้าจนสะบักสะบอมเยี่ยงนี้!” พูดพลางเหมาเด๋อซิงก็ถกแขนเสื้อสีดำหนาเตอะที่ยังดูไร้รอยแผลออกมาให้ดู
“เจ้าดูสิ แขนข้าถูกตีจนเป็นสภาพนี้! พวกเราก็แค่คิดว่า ถึงอย่างไรพระชายาก็เป็นลูกที่หวังเฟิ่งเลี้ยงมา ข้าก็นับเป็นพ่อครึ่งหนึ่ง การมาเยี่ยมเยียนลูกสาวมันผิดตรงไหนกัน!”
หลี่เยว่หานพยักหน้าตาม “ฟังดูเหมือนจะมีเหตุผลนะเจ้าคะ แต่ท่านอาเหมา เหตุใดข้าถึงได้ยินท่านตะโกนปาว ๆ ว่าพระชายาเป็นคนอกตัญญูมิต้อนรับญาติพี่น้องล่ะ?”
“ถ้ามิใช่คำสั่งพระชายา มีหรือท่านอ๋องจะกล้าสั่งคนมาไล่พวกเราตระกูลเหมาออกมา!” ลูกชายคนโตตระกูลเหมาเอ่ยอย่างใส่อารมณ์ “ใคร ๆ ก็รู้ว่าท่านอ๋องน่ะหูเบา เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนฟังแต่คำสั่งพระชายาทั้งนั้น!”
หลี่เยว่หานทำสีหน้าตกใจ “เช่นนั้นท่านอ๋องมิเสียหน้าชายหมดหรือเจ้าคะ?”
“น้องชาย เจ้าพูดได้ถูกต้องที่สุด!” เหมาเด๋อซิงบีบน้ำตาออกมาสองสามหยด ทำท่าทางน่าสงสารจับใจ “เฟิ่งเอ๋อร์ของข้าเดิมทีก็ใช้ชีวิตอยู่กับข้าอย่างปกติสุข แต่พระชายากลับบังคับให้ท่านอ๋องพานางไปจากตระกูลเหมา แถมยังบีบให้ข้าลงนามในหนังสือหย่าอีก เจ้าคิดดูสิว่ามันเรื่องอะไรกัน! สวรรค์… ชีวิตชาวบ้านมิใช่ชีวิตหรืออย่างไร ความทุกข์ของชาวบ้านมันช่างขมขื่นยิ่งนัก!”
หลี่เยว่หานกลั้นหัวเราะสุดกำลัง ก่อนจะถามด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจต่อ “พระชายาถึงกับบังคับให้พวกท่านลงนามหนังสือหย่าเลยหรือเจ้าคะ? ช่างเกินไปจริง ๆ! ทำเยี่ยงนี้มิเท่ากับทำลายคู่ครองหรอกหรือ! ท่านอาวางใจเถิด! พวกเรามาช่วยกันเขียนคำร้อง ให้ชาวบ้านอำเภอฮัวซีช่วยเป็นพยานให้ตระกูลเหมา แล้วส่งคำร้องนี้ไปถึงเมืองหลวง ฟ้องร้องพระชายาผู้อกตัญญูคนนั้นให้สิ้นชื่อไปเลย!”
เมิ่งฉีฮ่วนที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มชาวบ้านพลันหัวไวทันควัน รีบตะโกนนำขึ้นมาทันที “ใช่! ทุกคนมาช่วยกันคืนความเป็นธรรมให้ตระกูลเหมา! ต่อให้เป็นท่านอ๋องหรือพระชายาก็ห้ามพรากคู่ครองจากกัน! คนตระกูลเหมาดีต่อแม่เลี้ยงพระชายาด้วยใจจริง พระชายาจะพรากยอดรักของพวกเขาไปมิได้!”
พอได้ยินเช่นนั้น ชาวบ้านรอบข้างกลับพากันรุมด่าสาปแช่งทันที!
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน! จะให้พวกเราชาวบ้านฮัวซีไปทวงความเป็นธรรมให้ตระกูลเหมางั้นหรือ? ใครมิทราบว่านังหนูหวังเฟิ่งนั่นถูกเหมาเด๋อซิงทุบตีจนเกือบตายไปกี่รอบแล้ว หากมิใช่เพราะอยากเก็บนางไว้รีดไถเงินจากลูกสาวสองคนของนางที่เมืองหลวง พวกเจ้าตระกูลเหมาเคยเห็นนางเป็นคนบ้างหรือไม่!”
“นั่นสิ! ข้าว่าคนตระกูลเหมามันแค่ทนเห็นท่านอ๋องกับพระชายามาพัฒนาอำเภอเรามิดี ทนเห็นอำเภอเรามีนาเกลือมิดี ทนเห็นชาวบ้านอยู่ดีกินดีมิดี เลยคิดจะยั่วโมโหท่านอ๋องกับพระชายาให้ถึงที่สุด!”
“ทุกคนตั้งสติให้ดีนะ ตั้งแต่ท่านอ๋องกับพระชายามา ชีวิตพวกเราดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด! ข้าขอเป็นพยาน! ลูกชายข้าสองคนไปช่วยงานที่นาเกลือ วันเดียวได้เงินถึงห้าสิบอีแปะ ทำครบสิบวันยังแถมเกลือให้อีกสองตำลึง ท่านอ๋องกับพระชายาดีปานนี้ ข้ามิยอมให้คนตระกูลเหมามาใส่ร้ายป้ายสีหรอก!”
“ใช่! เหมาเด๋อซิง ไสหัวออกไปจากอำเภอฮัวซีเสีย! อำเภอเรามิส่งเสริมคนสารเลวเยี่ยงพวกเจ้า!”
…
พ่อลูกตระกูลเหมาทั้งสามคนถึงกับยืนอึ้ง
เมื่อครู่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังยืนดูเฉย ๆ มิได้เข้าข้างใครแท้ ๆ เหตุใดเพียงพริบตาเดียว กลับจะพากันไล่ตระกูลเหมาออกจากอำเภอเสียแล้ว?
แล้วที่คนคนนั้นพูดเมื่อครู่หมายความว่าอย่างไร? ทำงานในนาเกลือได้วันละห้าสิบอีแปะ แถมเกลืออีกสองตำลึง? จะมีเรื่องดีงามเยี่ยงนั้นได้อย่างไร!
“ข้าว่าพวกเจ้าต้องเป็นหน้าม้าที่ท่านอ๋องกับพระชายาจ้างมาแน่ ๆ! ถึงได้เอาแต่พูดจาเยินยอพระชายาใจดำคนนั้น!” เหมาเด๋อซิงสติขาดผึง ลุกพรวดพราดขึ้นมาตะโกน “แม่เลี้ยงพระชายาแต่งเข้าบ้านข้า ข้าเหมาเด๋อซิงก็คือพ่อครึ่งหนึ่งของพระชายา! ข้านี่แหละคือเชื้อพระวงศ์!”
“แปะ ๆ ——” หลี่เยว่หานยืนตบมืออยู่ด้านหลังเหมาเด๋อซิงพลางหัวเราะร่า “ท่านอาเหมาพูดได้ถูกต้อง ท่านอาเหมาคือพ่อครึ่งหนึ่งของพระชายาจริง ๆ!”
“ได้ยินแล้วใช่หรือไม่!” เหมาเด๋อซิงยักคิ้วหลับตาพริ้มอย่างลำพองใจ
“แต่ท่านอาเหมาเจ้าคะ ยามที่ข้าส่งคนไปเจรจาเรื่องหย่าขาดระหว่างตระกูลเหมากับหวังเฟิ่ง เพื่อมิให้ข้าเอาความเรื่องที่ท่านทารุณกรรมนาง ท่านกลับอ้าปากขู่เข็ญเรียกเงินจากข้าถึงห้าร้อยตำลึงเงิน พร้อมคำมั่นว่าจะมิขอข้องแวะต่อกันอีกจนวันตาย ท่านลืมสิ้นแล้วหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็น ขณะมองดูเหมาเด๋อซิงค่อย ๆ หันหน้ากลับมาด้วยความตกตะลึงจนสุดขีด
“เจ้า… เจ้า…” เหมาเด๋อซิงชี้นิ้วมาที่หลี่เยว่หานด้วยความมึนงง พยายามจะเอ่ยคำว่า ‘เจ้า’ ซ้ำไปซ้ำมาแต่กลับพูดมิออกแม้แต่คำเดียว
ในตอนนั้นเอง เมิ่งฉีฮ่วนพร้อมด้วยเฮ่อเจิ้งเทียนก็เดินฝ่าฝูงชนออกมา “เหมาเด๋อซิง มิสู้เจ้าเอาเงินห้าร้อยตำลึงนั่นมาคืนข้าเสีย แล้วพวกเราค่อยมาคุยเรื่องที่เจ้าทารุณกรรมแม่เลี้ยงพระชายากันใหม่ จากนั้นค่อยมาหารือกันว่า เจ้าเป็นพ่อครึ่งหนึ่งของพระชายา และเป็นพ่อตาครึ่งหนึ่งของข้าจริงหรือไม่ ดีหรือไม่เล่า?”
ยามนี้แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้า ทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับแฝงเร้นด้วยกลิ่นอายสังหารอันรุนแรง จนเหมาเด๋อซิงรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาจากขั้วหัวใจ ประกอบกับเมื่อช่วงเช้าเฮ่อเจิ้งเทียนถูกเหมาเด๋อซิงทำให้บันดาลโทสะจนเกินขีดสุด
ในยามนี้ทุกย่างก้าวที่เขาเดินเข้ามาจึงเปี่ยมไปด้วยรังสีอำมหิต เหมาเด๋อซิงเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาสามัญ ต่อให้ปกติจะมีนิสัยมุทะลุดุดันเพียงใด ก็มิอาจต้านทานแรงกดดันจาก ‘เทพสังหาร’ ทั้งสองที่กำลังก้าวบีบคั้นเข้ามาได้แม้แต่น้อย เพียงชั่วพริบตาเดียวเขาก็เหงื่อกาฬไหลชุ่มไปทั่วทั้งตัว