ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 585 กวนชิ่งอวิ๋นช่วยหลี่เยว่หาน
บทที่ 585 กวนชิ่งอวิ๋นช่วยหลี่เยว่หาน
“เจ้าคนรองตระกูลเหมานั่น ท่าทางคงคิดจะใช้ลูกไม้อันธพาลแน่”
รถม้าค่อย ๆ เคลื่อนตัวออกจากอำเภอฮัวซี หลี่เยว่หานเลิกม่านหน้าต่างรถม้าขึ้นพลางทอดสายตามองออกไปข้างนอก นางสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ไร้มลพิษเข้าปอดลึก ๆ แม้ปากจะเอ่ยเตือนถึงภัยที่อาจตามมา แต่สีหน้าของนางกลับดูผ่อนคลาย มิได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจนัก
เมิ่งฉีฮ่วนมองใบหน้าด้านข้างของนางพลางอมยิ้ม “เจ้าคิดว่าคนอย่างเขาจะงัดลูกไม้อะไรออกมาเล่นงานเรา?”
“ยามนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเราคือการสร้างนาเกลือ เจ้าคนรองนั่นเป็นพวกเจ้าเล่ห์ร้ายลึก ข้าจึงเดาว่าเขาอาจจะลงมือกับนาเกลือ หรือไม่ก็เล่นงานชาวบ้านที่มาช่วยงานเรา” หลี่เยว่หานพูดพลางเลิกม่านหน้าต่างทั้งสองข้างขึ้นเพื่อให้ลมพัดผ่าน
อากาศที่สดชื่นภายนอกไหลเวียนเข้ามาในรถม้า ช่วยให้จิตใจของผู้อยู่ภายในปลอดโปร่งและเบิกบานขึ้นไม่น้อย
“ในเมื่อเจ้ารู้ดีว่าคนตระกูลเหมามิใช่พวกที่จะต่อกรได้ง่าย ๆ แล้วเหตุใดตอนอยู่ที่หน้าจวนปลัดอำเภอ เจ้ายังต้องเข้าไปหาเรื่องใส่ตัวอีกเล่า?” เมิ่งฉีฮ่วนดึงตัวหลี่เยว่หานให้มานั่งลงข้างกาย “ทำเช่นนี้มิมหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองหรือ?”
หลี่เยว่หานหาได้ใส่ใจไม่ นางตอบกลับอย่างมั่นใจว่า “ข้ามิได้คิดว่านี่เป็นการหาเรื่องใส่ตัว ตรงกันข้าม ข้าเห็นว่าคนตระกูลเหมาต่างหากที่กำลังรนหาที่ตาย ข้ามิชอบก่อกรรมทำเข็ญกับใครก่อน แต่ในเมื่อพวกเขากล้ามาข่มเหงถึงหน้าประตูบ้าน หากข้ายังมิ่งเฉยยอมทน ข้ายังจะเป็นพระชายาของเจ้าได้อยู่อีกหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็หัวเราะออกมาพลางบีบจมูกนางอย่างเอ็นดู “ข้าว่าเจ้าคงมั่นใจแล้วล่ะสิว่าข้าจะปกป้องเจ้าได้”
“แน่นอนสิ หากเจ้าปกป้องข้ามิดี แล้วจะเป็นสามีของข้าได้อย่างไรเล่า” หลี่เยว่หานพูดพลางโอบแขนเมิ่งฉีฮ่วนแล้วซบศีรษะลงบนไหล่ของเขา “พูดกันตามตรง ข้ามิเคยกล้าที่จะมอบความไว้วางใจให้ใครได้อย่างเต็มหัวใจเลย มีเพียงเจ้าเท่านั้นที่ทำให้ข้าเปลี่ยนไป”
“นับเป็นเกียรติของข้ายิ่งนัก” เมิ่งฉีฮ่วนกุมมือหลี่เยว่หานขึ้นมาจุมพิตอย่างแผ่วเบา ก่อนจะรั้งนางเข้าไปในอ้อมกอด
รถม้าสั่นโยกไปตามทางจนกระทั่งถึงนาเกลือ ทันทีที่ลงจากรถ ทั้งหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากกลุ่มชาวบ้านเช่นเคย
สองพ่อลูกตระกูลสวีและปลัดอำเภอโจวออกเดินทางมาล่วงหน้าก่อนแล้ว ยามที่พวกเขาทั้งสองไปถึง ทั้งสามคนจึงกำลังวุ่นอยู่กับการทำงาน
แม้ว่าในเมืองหลวง สวีซิ่งอี้จะมีชื่อเสียงมิดีนัก แต่หลังจากที่ได้คลุกคลีกัน หลี่เยว่หานกลับพบว่าเขาเป็นคนเปิดเผยและตรงไปตรงมา ยามถูกรังแกเขาก็พร้อมจะโต้กลับเป็นสิบเท่า มิได้มีเล่ห์เหลี่ยมคดเคี้ยวให้ต้องระแวง เป็นคนทำงานฉับไวและเด็ดขาด
หลังจากผ่านเหตุการณ์ในสุสานใต้ดินมาได้ มุมมองที่สวีติ้งหลานมีต่อลูกชายอย่างสวีซิ่งอี้ก็เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ ยามนี้ผู้เป็นพ่อมักจะมองดูบุตรชายด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ราวกับกำลังปลาบปลื้มที่เห็นบุตรชายของตนเติบโตเป็นผู้เป็นคนเสียที
งานในนาเกลือทั้งยุ่งและเหน็ดเหนื่อย หลี่เยว่หานรับหน้าที่ดูแลงานสนับสนุนร่วมกับกลุ่มสตรี ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนและพวกผู้ชายก็รับหน้าที่งานใช้แรงงานทั้งหมดไป นอกจากนี้หลี่เยว่หานยังคอยให้คำแนะนำอย่างละเอียดเกี่ยวกับการใช้ระหัดวิดน้ำ รวมถึงการวัดระดับและการตรวจสอบน้ำเค็มในนาเกลือด้วย
ในช่วงเริ่มแรกของการสร้างนาเกลือ หลี่เยว่หานตั้งใจจะหาคนที่มีความสามารถมารับผิดชอบดูแลงานทั้งหมดแทน แต่ในยามนั้นไม่มีใครกล้าหาญพอที่จะรับหน้าที่นี้ จนปลัดอำเภอโจวเกือบจะตัดสินใจรับงานนี้ไว้เองด้วยความร้อนใจ
ทว่าโชคดีที่เขายังระลึกได้ว่าตนเองมีตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอ ยังมีภารกิจอีกมากมายในที่ว่าการรอให้เขาไปสะสาง ประกอบกับเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานยังมิได้มีแผนจะออกจากอำเภอฮัวซีในเร็ววัน เรื่องการหาคนดูแลงานจึงถูกพักไว้ก่อน
หลี่เยว่หานคอยสังเกตการทำงานของทุกคนอย่างละเอียด หลังจากผ่านการทำงานร่วมกันมาหลายเดือน ทุกคนก็เริ่มมีความชำนาญในหน้าที่ของตนมากขึ้น
ทว่าเนื่องจากในยุคสมัยนี้ไม่มีถุงมือยาง การที่มือต้องแช่อยู่ในน้ำเกลือเป็นเวลานานจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคผิวหนังได้ง่าย ด้วยเหตุนี้หลี่เยว่หานจึงส่งจดหมายไปหาหมอกู่ที่เมืองหลวงเพื่อปรึกษาและอธิบายสถานการณ์อย่างละเอียด ซึ่งหมอกู่ก็ได้ส่งตำรับยาสำหรับปรุงยาพอกผิวกลับมาให้นางอย่างรวดเร็ว
ยามนี้ คนงานในนาเกลือทุกคนจะได้รับยาพอกคนละสองหลอดต่อเดือน เพื่อให้มั่นใจว่ามือของพวกเขาจะปลอดภัยจากการถูกน้ำเกลือกัด
กาลเวลาหมุนเวียนไปอย่างรวดเร็ว ในวันเวลาที่ยุ่งเหยิง มักจะผ่านไปโดยไร้ร่องรอย
พริบตาเดียวก็ผ่านไปเจ็ดวันนับตั้งแต่สามพ่อลูกตระกูลเหมามาหาเรื่องถึงที่ หลี่เยว่หานทำงานเสร็จและเตรียมตัวจะกลับเข้าเมืองพร้อมกับเมิ่งฉีฮ่วนตามปกติ ทว่าวันนี้ที่นาเกลือเกิดปัญหาเล็กน้อย เขาจึงต้องรั้งอยู่เพื่อปรึกษาหารือทางแก้ไขกับสองพ่อลูกตระกูลสวีและปลัดอำเภอโจว
ยามนี้เข้าสู่ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ทันทีที่ก้าวเท้าออกมา หลี่เยว่หานก็ถูกลมหนาวปะทะจนต้องห่อไหล่
“นังตัวแสบ! ดูซิว่าวันนี้เจ้าจะหนีไปไหนพ้น!” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากทางด้านหลังอย่างกะทันหัน หลี่เยว่หานยังมิทันได้ตั้งตัว ทัศนียภาพเบื้องหน้าก็มืดดับลง นางถูกคลุมด้วยกระสอบและถูกอุ้มตัวขึ้นมาทันที
หลี่เยว่หานมิกล้าประมาท นางรวบรวมพลังจิตจู่โจมไปที่คนด้านหลังทันที ชายคนนั้นส่งเสียงครางในลำคอด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะปล่อยมือและเหวี่ยงหลี่เยว่หานลงบนพื้น
นางอาศัยจังหวะนั้นกลิ้งตัวหลบและกระชากกระสอบออกจากหัวได้สำเร็จ
ทว่าก่อนที่นางจะได้ทันทำอะไรต่อ ก็มีเงาร่างหนึ่งพุ่งปราดเข้ามาอย่างรวดเร็ว เขาเข้ากดทับชายที่ใช้กระสอบคลุมหัวนางเมื่อครู่ลงกับพื้น หมัดอันหนักหน่วงขนาดเท่าหม้อดินประเคนใส่ร่างนั้นอย่างมิยั้ง จนกระทั่งชายคนนั้นนอนแน่นิ่งไปเขาจึงหยุดมือ
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ชายผู้นั้นเดินเข้ามาหาหลี่เยว่หานพลางย่อกายลงมองนาง
“ท่านคือ… ท่านกวน!” หลี่เยว่หานนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกออกว่าชายตรงหน้าคือใคร
กวนชิ่งอวิ๋นแห่งหอจิ่วอวี๋นั่นเอง!
“เป็นข้าเอง มิคิดว่าเจ้ายังจำได้” ท่านกวนขยับมุมปากยิ้มออกมาเล็กน้อย ทว่าดูเก้อเขินอยู่บ้าง เพราะปกติเขาหาใช่คนที่ยิ้มเก่งนัก
“ย่อมต้องจำได้สิเจ้าคะ ในช่วงที่ข้ายากลำบากที่สุด หากมิได้ท่านกวนยื่นมือเข้าช่วย ข้าก็มิรู้ว่าตอนนั้นจะเอาอะไรประทังชีวิตหรือมีเงินที่ไหนไปเลี้ยงดูลูกๆ” หลี่เยว่หานเอ่ยพลางลุกขึ้นยืนแล้วมองไปยังร่างที่นอนหมดสติอยู่ “นั่นใครกันเจ้าคะ?”
“เจ้าลูกชายคนโตตระกูลเหมา” ท่านกวนกล่าวพลางลุกขึ้นและส่งมือให้หลี่เยว่หาน “วันนี้ข้าเห็นเขาป้วนเปี้ยนอยู่ที่นาเกลือด้วยท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ นึกขึ้นได้ว่าวันก่อนพวกเจ้ามีเรื่องหมางใจกัน ข้าเกรงว่าเขาจะมาหาเรื่องเจ้า จึงได้คอยจับตาดูไว้สักหน่อย”
“ต้องขอบคุณสายตาของท่านแท้ ๆ” หลี่เยว่หานถอนใจด้วยความโล่งอก “มิเช่นนั้น ลำพังเพียงข้าคนเดียวคงมิอาจสู้แรงเขาได้แน่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านกวนก็ยิ้มออกมา “ท่านอ๋องคงมิยอมให้เจ้าเป็นอะไรไปหรอก ตอนที่ข้าเข้ามา เขาก็คงกำลังเดินมาทางนี้แล้ว”
“เยว่หาน!” สิ้นเสียงพูด เมิ่งฉีฮ่วนก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมเสียงเรียกอันร้อนรน
“ข้าได้ยินชาวบ้านบอกว่าเหมือนจะได้ยินเสียงเจ้าร้องตะโกน จึงรีบบึ่งมาทันที เจ้ามิเป็นอะไรใช่ไหม!” เมิ่งฉีฮ่วนรีบเข้ามาสำรวจร่างกายนางด้วยความเป็นห่วง
“ข้ามิเป็นไรเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานตบเบา ๆ ที่อกของเมิ่งฉีฮ่วนเพื่อให้เขาคลายกังวล “เป็นพี่ใหญ่ตระกูลเหมาที่ดักซุ่มทำร้าย ยังดีที่พี่กวนสังเกตเห็นก่อน จึงช่วยชีวิตข้าไว้ได้ทัน” พูดจบนางก็แนะนำกวนชิ่งอวิ๋นให้เขารู้จัก “ท่านนี้คือคนที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง ท่านกวนแห่งหอจิ่วอวี๋ ผู้ที่เคยช่วยเหลือข้าไว้มากยามอยู่ที่อำเภอฮัวซีเจ้าค่ะ”
เมิ่งฉีฮ่วนเป็นบุรุษ แม้สายตาที่กวนชิ่งอวิ๋นมองหลี่เยว่หานจะดูเรียบเฉยและซ่อนนัยไว้ลึกซึ้งเพียงใด เขาก็สามารถมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เขาจึงพยักหน้าให้กวนชิ่งอวิ๋นอย่างขอบคุณ “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องในอดีตหรือเรื่องในวันนี้ เปิ่นหวังขอยอมรับว่าติดค้างน้ำใจท่านกวนเข้าให้แล้ว!”