ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 588 ประหารล้างตระกูล!
บทที่ 588 ประหารล้างตระกูล!
เมื่อได้เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเหมาเด๋อซิง เมิ่งฉีฮ่วนจึงค่อยรู้สึกผ่อนคลายความหงุดหงิดในใจลงได้บ้าง
เขาไม่คิดจะเสียเวลาเสวนากับเหมาเด๋อซิงอีกต่อไป ขอเพียงคนผู้นี้รู้จักความหวาดกลัว เมิ่งฉีฮ่วนก็ถือว่าได้ระบายโทสะในใจออกไปแล้ว ส่วนชะตากรรมของซินเยว่อีจะอยู่หรือตาย ก็ต้องโทษที่เหมาเด๋อซิงทำตัวเองทั้งสิ้น
เช้าตรู่วันนี้ หลี่เยว่หานออกไปที่นาเกลือเช่นเคย เรื่องราวเมื่อวานไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจนางมากนัก เพียงแค่ได้นอนหลับพักผ่อนสักตื่นก็กลับมาเป็นปกติ ทว่าสิ่งที่ทำให้นางสงสัยอยู่บ้างก็คือ วันนี้เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ออกเดินทางไปพร้อมกับนาง แต่เมื่อคิดว่าเขายังมีภารกิจอีกมากมายที่ต้องจัดการ นางจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ และมุ่งมั่นอยู่กับการทำงานในนาเกลือจนกระทั่งได้พบกับเขาอีกครั้งในช่วงบ่าย
“พระชายา ท่านอ๋องนี่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ เลยเพคะ!” ฮูหยินของผู้ช่วยนายอำเภอโจวซึ่งมาช่วยหลี่เยว่หานทำอาหารอยู่ที่นาเกลือเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา พลางชูนิ้วหัวแม่มือขึ้นอย่างชื่นชม ในขณะที่หลี่เยว่หานกำลังง่วนอยู่กับการเติมฟืนหุงข้าว
“เขาไปทำอะไรมาอีกหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามพลางเปิดฝาถังนึ่งข้าว กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวสวยโชยมาปะทะหน้า นางใช้ตะเกียบทิ่มลงไปในข้าวสองสามครั้งก่อนจะปิดฝาลงตามเดิม แล้วหันกลับมาดึงฟืนออกจากเตาครึ่งหนึ่ง
เมื่อข้าวสุกได้กึ่งหนึ่งแล้ว หลังจากนี้เพียงแค่รักษาอุณหภูมิในเตาไว้ก็พอ มิเช่นนั้นหากใช้ไฟแรงเกินไป ข้าวจะสูญเสียความชุ่มชื้นและเสียรสชาติได้
“พระชายายังไม่ทราบหรือเพคะ?” ฮูหยินโจวถามพลางช่วยตักน้ำซาวข้าวใส่ลงในไห
“ไม่ทราบเลยเจ้าค่ะ ข้าคลุกคลีอยู่ในครัวยุ่งมาทั้งวัน” หลี่เยว่หานปาดเหงื่อบนหน้าผากพลางหันไปมองฮูหยินโจว
“มิน่าเล่า!” ฮูหยินโจวพยักหน้ายิ้ม ๆ “เมื่อวานข้ากลับไปก่อน แต่มาได้ยินท่านผู้ช่วยนายอำเภอโจวบอกว่า เมื่อวานพระชายาเกือบจะถูกลักพาตัวไปที่นาเกลือ ดีที่ได้กวนชิ่งอวิ๋นช่วยเอาไว้ได้ทัน พอตกกลางคืน ท่านอ๋องก็สั่งคุมตัวเหมาเด๋อซิงไว้ในคืนนั้นทันที พอวันนี้ข้าไปสืบความดูถึงได้รู้ว่า คนที่คิดจะฉุดพระชายาเมื่อวานก็คือเหมาต้า ลูกชายคนโตของเหมาเด๋อซิงนั่นเอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานจึงเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินโจว “แล้วอย่างไรต่อเจ้าคะ?” เรื่องที่คนลงมือคือเหมาด้านั้น นางรู้อยู่ก่อนแล้ว
“จากนั้นท่านอ๋องก็คุมตัวเหมาเด๋อซิงไว้ตลอดทั้งคืน จนวันนี้ถึงได้รู้ความจริงว่าเหมาเด๋อซิงไม่ใช่คนของแคว้นตงฮั่นเรา แต่เป็นทาสที่หลบหนีมาจากเผ่าเร่ร่อน!” ฮูหยินโจวกระซิบกระซาบพลางเหลียวซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง “ได้ยินมาว่าท่านอ๋องจับตัวน้องสาวของเหมาเด๋อซิงมาด้วย ตอนนี้ทั้งคู่ถูกขังอยู่ในคุกศาลเจ้าเมือง และจะถูกลากไปประหารในวันพรุ่งนี้แล้วเจ้าค่ะ!”
หลี่เยว่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย “ท่านอ๋องจะประหารน้องสาวของเหมาเด๋อซิงด้วยหรือ?”
“แน่นอนสิเพคะ ท่านอ๋องรับสั่งว่าให้ประหารล้างตระกูล!” ฮูหยินโจวมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาจริงจัง “พระชายาห้ามใจอ่อนเด็ดขาดนะเพคะ เจ้าเหมาเด๋อซิงนั่นเจตนาชั่วร้ายแต่แรก ลูกชายสองคนนั่นก็ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของมัน มันตั้งใจว่าไม่ว่าเหมาต้าหรือเหมาเหลาเอ้อร์จะลงมือทำร้ายพระชายาได้สำเร็จหรือไม่ มันก็เตรียมจะถีบหัวส่งให้ลูกชายคนใดคนหนึ่งรับผิดแทนเพื่อที่ตนเองจะได้รอดพ้นความผิดเพียงลำพัง แถมท่านปลัดยังบอกอีกว่า แผนเดิมของเหมาเด๋อซิงคือจะให้เหมาต่าย่ำยีพระชายาด้วยนะเพคะ!”
ฮูหยินโจวกุมมือหลี่เยว่หานไว้พลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ต่อให้พระชายาจะไม่ถือสา แต่ก็ขอให้เห็นแก่ท่านอ๋องบ้างเถิด เรื่องพรรค์นี้กระทบต่อศักดิ์ศรีของบุรุษนัก หากแม้แต่ภรรยาตัวเองยังปกป้องไม่ได้ คนที่มีทิฐิสูงอย่างท่านอ๋องคงต้องรู้สึกอัปยศอดสูเป็นแน่”
“แต่ว่า…” หลี่เยว่หานเอียงคอเล็กน้อย นางตั้งใจจะบอกว่าอย่างไรเสียนางก็ยังปลอดภัยดี
แต่เมื่อลองตรองดูอีกครั้ง การใช้กำลังบังคับข่มเหงแม้จะไม่สำเร็จก็ถือเป็นความผิดมหันต์ ยิ่งเรื่องทั้งหมดเป็นแผนการของเหมาเด๋อซิง ต่อให้น้องสาวของเขาจะน่าสงสารเพียงใด แต่นางเองก็เป็นผู้บริสุทธิ์เช่นกัน ในเมื่อเหมาเด๋อซิงลงมือกับนางเพื่อช่วยน้องสาวได้ ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าในอนาคตน้องสาวของเขาจะไม่กลับมาแก้แค้นให้นางต้องเดือดร้อนอีก
ในเมื่อเมิ่งฉีฮ่วนตัดสินใจไปแล้ว นางก็ไม่ควรจะยื่นมือเข้าไปก้าวก่ายให้เสียความตั้งใจ
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงพยักหน้าให้ฮูหยินโจว “ข้าจะฟังตามที่ท่านแนะนำเจ้าค่ะ”
“พระชายา!” เฮ่อเจิ้งเทียนเดินเข้ามาในครัวพอดี เมื่อเห็นหลี่เยว่หานกำลังสนทนากับฮูหยินโจว เขาก็เกรงว่าพระชายาจะเกิดความไม่พอใจในคำสั่งประหารล้างตระกูลของท่านอ๋อง จึงรีบเอ่ยขัดขึ้นด้วยความร้อนรน
“คือ… ท่านอ๋องกำลังตามหาท่านอยู่พะยะค่ะ!”
“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” หลี่เยว่หานพยักหน้า พลางส่งสายตาให้ฮูหยินโจวเบาใจ จากนั้นจึงกำชับงานในครัวให้เรียบร้อยแล้วเดินตามเฮ่อเจิ้งเทียนไปพบเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนกำลังจัดการราชการอยู่ในห้องหนังสือชั่วคราว เมื่อเห็นหลี่เยว่หานมาถึง เขาก็รีบลุกขึ้นเดินอ้อมโต๊ะออกมา แล้วดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดทันทีโดยไม่เอ่ยคำใด
เฮ่อเจิ้งเทียนช่างรู้ความ เขาค่อย ๆ ถอยออกไปเงียบ ๆ พร้อมกับโบกมือไล่คนรอบข้างให้ออกไป เพื่อให้ท่านอ๋องและพระชายาได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
“เมื่อวานเป็นความผิดของข้าเอง” เมิ่งฉีฮ่วนกระซิบที่ข้างหูของนางด้วยเสียงแผ่วเบา “หากข้าอยู่เคียงข้างเจ้าตลอดเวลา เหมาต้าคงไม่มีโอกาสลงมือกับเจ้าได้”
หลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะเบา ๆ พลางตบหลังเขาปลอบใจ “ข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย อีกอย่างข้ามีพลังจิตสัมผัสวิญญาณ เมื่อวานเหมาต้าโดนข้าซัดเข้าให้เต็ม ๆ ข้าคาดว่าตอนนี้เขาน่าจะกลายเป็นคนปัญญาอ่อนไปแล้วกระมัง”
“จริงหรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนผละออกมา มือจับที่ไหล่ทั้งสองข้างของนาง
“จริงเจ้าค่ะ!” หลี่เยว่หานพยักหน้ายืนยัน
“ข้ากำลังกลุ้มใจอยู่เชียวว่าจะตามหาตัวเหมาต้ากับเหมาเหลาเอ้อร์สองพี่น้องนั่นได้ที่ไหน” เมิ่งฉีฮ่วนเผยยิ้มออกมา “ในเมื่อเหมาต้าบาดเจ็บจากจิตสัมผัสวิญญาณ ย่อมหนีไปได้ไม่ไกลแน่ ข้าจะสั่งคนให้ปิดล้อมค้นหารอบนาเกลือเดี๋ยวนี้”
พูดจบ เขาก็ผละจากนางเดินดุ่มออกไปสั่งการ เพียงชั่วครู่เขาก็ขมวดปมวางแผนทุกอย่างจนถี่ถ้วน เมื่อกำชับให้เฮ่อเจิ้งเทียนรีบไปจัดการเสร็จสรรพ เมิ่งฉีฮ่วนก็เดินกลับมาซบไหล่หลี่เยว่หานอย่างออดอ้อนพลางถอนหายใจยาว “เมื่อไหร่เราจะได้กลับเมืองหลวงเสียทีนะ ข้าคิดถึงลูก ๆ ทั้งสองคนจะแย่แล้ว”
หลี่เยว่หานจับมือเขาพลางยิ้มตอบ “ข้าดูแล้วช่วงไม่กี่วันนี้ทุกคนเริ่มเชี่ยวชาญเทคนิคทำนาเกลือกันหมดแล้ว อีกสักสามสี่วันพวกเราค่อยกลับกันดีหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็รวบตัวนางเข้ามากอดด้วยความดีใจทันที
ที่หน้าประตู กวนชิ่งอวิ๋นมองเห็นภาพคนทั้งสองตระกองกอดกันอยู่ภายในห้อง เขาได้แต่เม้มริมฝีปากพลางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเงียบ ๆ