ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 591 ลูกชายไม่รัก ลูกสาวไม่หลง
บทที่ 591 ลูกชายไม่รัก ลูกสาวไม่หลง
เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกโกรธ!
เมิ่งฉีฮ่วนต้องอดทน!
เมิ่งฉีฮ่วนโกรธมากจริง ๆ!
แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็ต้องพยายามอดทนอย่างถึงที่สุด!
ในใจเขาพยายามปลอบประโลมตัวเองอย่างเงียบ ๆ ว่า ‘นั่นลูกชายข้า ลูกชายแสดงความรักกับเมียข้า ย่อมเป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ อย่างไรเสียท่านแม่ก็ต้องสำคัญที่สุด อีกอย่างเขาก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าเอง!’
หลังจากสะกดจิตตัวเองเช่นนั้นอยู่พักใหญ่ เมิ่งฉีฮ่วนถึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
ทางด้านแม่นมจัดการเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ที่สะอาดให้อานิ่งเรียบร้อยแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนจึงอุ้มลูกสาวตัวน้อยมาวางไว้บนตักแล้วนั่งลงตรงข้ามกับหลี่เยว่หาน
อาอี้มัวแต่เพลิดเพลินอยู่กับ ‘ปมสันติ’ ในมือพลางส่งยิ้มไร้เดียงสาออกมาเป็นพัก ๆ ส่วนอานิ่งที่นั่งเรียบร้อยอยู่บนตักของท่านพ่อ กลับมองพี่ชายและของเล่นในมือพี่ชายด้วยสายตาปรารถนาอย่างยิ่ง…
เมิ่งฉีฮ่วนเริ่มรู้สึกว่าตนเองที่เป็นพ่อนั้น ดูเป็นส่วนเกินเหลือเกิน…
ดูเหมือนทั้งลูกชายและลูกสาวจะไม่ต้องการพ่อเลย พวกเขาต้องการแค่ท่านแม่เท่านั้น…
“อานิ่งก็อยากได้ปมสันติในมือพี่ชายเหมือนกันใช่ไหมจ๊ะ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อานิ่งมองท่านแม่ด้วยท่าทางบื้อใบ้ ก่อนจะส่งนิ้วเข้าปากไปอมเสียอย่างนั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็รีบดึงมือลูกสาวออกทันที เพราะแม่นมและคนเลี้ยงเด็กเคยกำชับไว้ว่าเด็กเล็กห้ามอมมือเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะปวดท้องได้ง่าย
ทว่าทันทีที่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนขัดใจ อานิ่งก็เบะปากและแผดเสียงร้องไห้ออกมาดังสนั่นยิ่งกว่าพี่ชายของเธอเสียอีก…
เมิ่งฉีฮ่วนลนลานทำอะไรไม่ถูก รีบอุ้มลูกสาวเดินวนไปมาทั่วห้องเพื่อปลอบประโลม
เขาต้องใช้เวลาปลอบอยู่นานร่วมครึ่งชั่วยาม จนในที่สุดอานิ่งที่ร้องไห้จนเหนื่อยอ่อนก็ผล็อยหลับไป
เมิ่งฉีฮ่วนวางลูกลงบนเตียงเล็กอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าอิดโรย ทอดมองอาอี้ที่หลับสนิทไปแล้วเช่นกันพลางถอนหายใจ “เลี้ยงลูกนี่เหนื่อยยิ่งกว่านำทัพจับศึกเสียอีก!”
“ก็ใช่น่ะสิ เพราะฉะนั้นท่านอย่าได้คิดจะโยนหน้าที่เลี้ยงลูกให้ข้าทำเพียงลำพังเชียวนะ” หลี่เยว่หานวางอาอี้ลงบนเตียงเล็ก แล้วสอดมือเข้าไปวางในมือใหญ่ของเมิ่งฉีฮ่วนพลางเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ก่อนหน้านี้ท่านยุ่งเกินไปจนไม่มีเวลาให้ลูก ๆ พวกเขาถึงได้ไม่ค่อยสนิทใจกับท่านเช่นนี้”
“ข้ารู้แล้ว ต่อไปข้าจะยกให้เจ้าและลูกสำคัญเหนือกว่างานราชการ จะอยู่กับเมียเป็นอันดับหนึ่ง อยู่กับเจ้าตัวแสบทั้งสองเป็นอันดับสอง ส่วนงานราชการเอาไว้ทีหลังสุด!” เมิ่งฉีฮ่วนจุมพิตที่หลังมือของหลี่เยว่หานเบา ๆ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนราวกับสายน้ำ
การเดินทางจากอำเภอฮัวซีกลับมายังเมืองหลวงอย่างไม่หยุดพัก ต่อด้วยงานเลี้ยงต้อนรับและยังต้องรบรากับลูกน้อยทั้งสองคน ทำให้ทั้งคู่เหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด
หลังจากฟังแม่นมรายงานเรื่องพัฒนาการของลูก ๆ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทั้งสองก็กลับเข้าห้องพัก ล้างหน้าล้างตาแล้วล้มตัวลงนอนทันที
อาจเป็นเพราะความเหนื่อยสะสมและการที่ไม่ได้นอนหลับเต็มอิ่มมานานตั้งแต่อยู่ฮัวซี ทันทีที่ศีรษะถึงหมอน หลี่เยว่หานก็หลับสนิทไปทันที
เมิ่งฉีฮ่วนรอจนภรรยาหลับลึกจึงลุกขึ้นมาคลุมเสื้อ และจุดเทียนไขสลัว ๆ เพื่อเปิดอ่านจดหมายลับที่ส่งมายังจวนอ๋องในช่วงที่เขาไม่อยู่ ซึ่งยังมิได้ถูกส่งต่อไปยังอำเภอฮัวซี
เนื้อหาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่เมืองชายแดนทางเหนือ
ที่นั่นสงครามเพิ่งจะสงบลง ชนเผ่าเร่ร่อนส่วนใหญ่ถูกจับเป็นเชลยและสูญเสียกำลังพลไปมหาศาล แต่ยังคงมีขุมกำลังย่อย ๆ คอยลอบโจมตีตามชายแดนอยู่เป็นระยะ
เนื่องจากเป็นการลอบโจมตีทำให้ไม่มีโอกาสตอบโต้กลับได้ถนัดนัก กองทัพประจำชายแดนทางเหนือจึงเริ่มมีความขุ่นเคืองสะสม เหล่านายทหารพากันถวายฎีกาขอให้เผด็จศึกบดขยี้ชนเผ่าเร่ร่อนให้สิ้นซาก ทำเอาแม่ทัพใหญ่ผู้คุมชายแดนถึงกับปวดเศียรเวียนเกล้า
เดิมทีรายงานศึกชายแดนทางเหนือต้องส่งตรงถึงสวีติ้งหลาน แต่ยามนี้สวีติ้งหลานถอดชุดเกราะกลับไปทำไร่ไถนาแล้ว ประกอบกับเหลียวปี้เลี่ยตงนั้นเป็นดินแดนที่เมิ่งฉีฮ่วนเป็นผู้นำทัพตีชิงมาได้ รายงานศึกจึงถูกส่งมาที่จวนอ๋องแทน โดยมีพ่อบ้านคอยรวบรวมไว้และคัดส่งไปที่ฮัวซีเป็นระยะ
เมิ่งฉีฮ่วนติดตามข่าวสารการศึกที่ชายแดนมาตลอด ก่อนหน้านี้เขาค่อนข้างกังวลใจ แต่หลังจากที่พวกของจงเจิ้งจื่อโย่วเดินทางไปที่นั่น เขาก็เบาใจลงไปได้มาก
ทว่าถึงจะเบาใจ แต่ความผูกพันย่อมทำให้ไม่อาจตัดใจวางมือได้จริง ๆ
เขาอ่านรายงานศึกเหล่านั้นจนล่วงเข้าสู่ค่อนคืน เมิ่งฉีฮ่วนจึงดับเทียนด้วยความอ่อนเพลีย ถอดเสื้อตัวนอกออกแล้วค่อย ๆ เอนตัวลงนอนเคียงข้างหลี่เยว่หานอย่างเงียบเชียบ
ราวกับมีสัมผัสพิเศษ ทันทีที่เมิ่งฉีฮ่วนล้มตัวลงนอน หลี่เยว่หานที่กำลังหลับปุ๋ยก็ขยับกายเข้าหาและซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเขาโดยอัตโนมัติ
คนทั้งสองนอนกอดกันกลม เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกว่าหัวใจของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข
……
ยามเช้า ณ ท้องพระโรง
เนื่องจากต้องเข้าวังเพื่อรายงานตัว เมิ่งฉีฮ่วนจึงได้นอนเพียงไม่นานก็ต้องลุกจากเตียง ตอนที่เขาเข้าวังนั้นท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง สองข้างทางเริ่มมีแผงขายอาหารเช้าตั้งวาง เมื่อมองดูเหล่าผู้คนพลุกพล่านที่ใช้ชีวิตอย่างขยันขันแข็ง เมิ่งฉีฮ่วนก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความตื้นตันขึ้นในใจ
‘กลิ่นอายแห่งโลกมนุษย์นี่เอง ที่ช่วยเยียวยาจิตใจปุถุชนได้ดีที่สุด’
ตำหนักกว่างหยาง
หลังจากสิ้นเสียงโห่ร้องถวายพระพรขอให้ทรงพระเจริญหมื่นปี เมิ่งฉีฮ่วนก็ได้รายงานความคืบหน้าของนาเกลือในอำเภอฮัวซีต่อฮ่องเต้หลิงอวิ๋นและเหล่าขุนนางอย่างละเอียด อีกทั้งยังนำเกลือสมุทรชุดใหม่ที่นำติดตัวกลับมาด้วยทูลเกล้าฯ ถวายเป็นของขวัญแด่ฮ่องเต้
“ดี! เกลือชุดนี้ละเอียดและบริสุทธิ์ยิ่งกว่าชุดแรกที่เจ้าส่งมาเสียอีก ดูท่าคราวนี้ฮั่นหรงฟูเหรินจะทำความชอบครั้งใหญ่อีกแล้ว!” ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแย้มพระสรวลกว้างราวกับบุปผาเบ่งบาน ทรงวางเกลือสมุทรลงบนถาด ก่อนจะพยักหน้าให้ขันทีหรูนำไปให้เหล่าขุนนางได้ชมกันโดยทั่ว
“เกลือนี้ละเอียดนัก หากเป็นเกลือภูเขาทั่วไป ถ้าไม่ผ่านกรรมวิธีการผลิตหลายสิบขั้นตอน ย่อมไม่มีทางบริสุทธิ์ได้ถึงเพียงนี้!” ใต้เท้าชิวรองเสนาบดีกรมกลาโหใช้ช้อนเล็ก ๆ ตักเกลือขึ้นมาชิมดูเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาจะเปล่งประกาย “ไม่มีรสขมเลยแม้แต่น้อย แถมยังมีรสเค็มจัดชัดเจน!”
เมื่อได้ยินคำชื่นชมนั้น ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นยิ่งทรงพระสรวลไม่หยุด “เกลือภูเขาหากจะขจัดรสขมให้สิ้นซาก ต้องผ่านขั้นตอนมากมายและได้ผลผลิตเพียงน้อยนิด นี่คือสาเหตุหลักที่แคว้นตงฮั่นของเราขาดแคลนเกลือมาโดยตลอด เพราะต้นทุนสูงและผลิตไม่ได้จำนวนมาก ต้องสำรองไว้ให้ราชสำนักและตระกูลขุนนางก่อน ปัญหาการขาดแคลนเกลือของราษฎรจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของแคว้นเราเสมอมา แต่ยามนี้วิชาถลุงเกลือด้วยการตากแดดที่ฮั่นหรงฟูเหรินค้นพบ ช่วยเพิ่มผลผลิตเกลือขึ้นถึงสิบเท่า นับเป็นวาสนาของแผ่นดินเราแท้ ๆ!”
“ฝ่าบาทปรีชายิ่งนัก!” เหล่าขุนนางต่างค้อมกายลงร่วมยินดี แม้จะมีหลายคนยังคงแอบดูแคลนที่ฮ่องเต้ทรงยกย่องสตรีถึงเพียงนี้ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความสามารถในวิชาถลุงเกลือของหลี่เยว่หานได้เลย
เกลือเหล่านั้นบริสุทธิ์สะอาดราวกับเรืองแสงได้ ทำให้ผู้ที่พบเห็นต่างต้องลอบชื่นชมอยู่ในใจ
“ครั้งนี้ฮั่นหรงฟูเหรินมีความชอบอันดับหนึ่ง แม่ทัพสวีมีความชอบอันดับรอง!” ฮ่องเต้ทรงสำราญพระทัยยิ่งนัก จึงทรงประทานรางวัลหลั่งไหลเข้าสู่จวนอ๋องและจวนแม่ทัพราวกับสายน้ำ
เมิ่งฉีฮ่วนก้าวออกมาข้างหน้าแล้วทูลว่า “ฝ่าบาท ในช่วงที่ข้าและแม่ทัพสวีเดินทางไปฮัวซี ได้กินนอนร่วมกับราษฎร ทำให้ข้ามีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในใจขอรับ”
“โอ้? ว่ามาสิ!” ฮ่องเต้ตรัส
“ในช่วงหลายเดือนมานี้ ข้าได้สำรวจวิถีชีวิตชาวบ้าน ประกอบกับที่ข้าเคยใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านกลางป่าทางตะวันตกเฉียงเหนืออยู่หลายปี จึงมีความคิดเห็นบางประการต่อนโยบายดูแลราษฎรในปัจจุบัน หากมีสิ่งใดที่กล่าวผิดไป ขอฝ่าบาทอย่าได้ทรงตำหนิขอรับ” เมิ่งฉีฮ่วนรีบออกตัวไว้ก่อน
ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นทรงระลึกถึงฎีกาที่ถูกส่งมาวางบนโต๊ะทรงงานก่อนหน้าที่เมิ่งฉีฮ่วนจะกลับมา รอยยิ้มบนพระพักตร์จึงเริ่มดูฝืนเคืองเล็กน้อย
“ช่วงที่ผ่านมา ข้าและแม่ทัพสวีได้หารือกันมานาน และอยากจะใช้ภูเขาในอำเภอฮัวซีเป็นจุดเริ่มต้นในการทดลอง… นั่นคือการนำผืนป่าและที่ดินที่ถูกเหล่าตระกูลขุนนางเก่าแก่ยึดครองมานานหลายร้อยปีกลับคืนสู่ราษฎร เพราะมีเพียงการที่ชาวบ้านได้มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองจริง ๆ เท่านั้น พวกเขาจึงจะลืมตาอ้าปากและมีเสื้อผ้าอาภรณ์ให้อบอุ่นกายได้ขอรับ!”
สิ้นคำกล่าวนั้น ทั่วทั้งท้องพระโรงก็พลันตกอยู่ในความเงียบงัน
ตั้งแต่โบราณกาลมา การที่ตระกูลใหญ่ถือครองที่ดินและผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ถือเป็นธรรมเนียมและเกียรติยศ แต่เมิ่งฉีฮ่วนกลับ…
กลับจะเอาของที่พวกเขานั่งทับมานานนับร้อยปีไปแบ่งให้ชาวบ้านตาสีตาสาอย่างนั้นหรือ?