ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 593 อวี๋เจ๋อฟาง ตัวแทนแห่งตระกูลขุนนาง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 593 อวี๋เจ๋อฟาง ตัวแทนแห่งตระกูลขุนนาง
บทที่ 593 อวี๋เจ๋อฟาง ตัวแทนแห่งตระกูลขุนนาง
เมื่อเลิกประชุมเช้า แม่ทัพสวีกุมแผ่นป้ายขุนนางก้าวเดินเคียงข้างเมิ่งฉีฮ่วน โดยมีใต้เท้าหานจากกรมพระคลังเดินขนาบอีกข้าง เหล่าขุนนางต่างทยอยเดินออกจากวังหลวง หลายคนอดไม่ได้ที่จะส่งสายตาอาฆาตแค้นมายังพวกเขาทั้งสามคนเป็นระยะ
แม่ทัพสวีหัวเราะร่าพลางใช้ศอกสะกิดเมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ “ท่านอ๋องกล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก พอวิชาถลุงเกลือที่ชายหาดเริ่มเห็นผลสำเร็จ พวกตระกูลขุนนางเหล่านี้ย่อมจ้องจะฮุบไปเป็นของตนเองแน่ ยามนี้เราชิงลงมือก่อน ไม่เพียงแต่ใช้พื้นที่อำเภอฮัวซีทดลองวิชาถลุงเกลือ แต่ยังประกาศใช้ระบอบใหม่ที่นั่นด้วย ดูพวกเขาสิ หน้าเขียวหน้าเหลืองกันไปหมดแล้ว!”
ใต้เท้าหานที่เดินอยู่ข้าง ๆ ได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจยาว “ท่านอ๋องทำเพื่อบ้านเมืองและราษฎรแท้ ๆ พวกตระกูลใหญ่เสวยสุขจากหยาดเหงื่อของแผ่นดินมานานหลายปี ถึงเวลาเสียทีที่ต้องเสียสละเพื่อราชสำนักบ้าง”
“แค่เสียสละจะไปพออะไร ควรจะร่วมแรงร่วมใจ ยอมสละชีพเพื่อบ้านเมืองถึงจะถูก!” เสียงของจงเจิ้งอวี่ดังแทรกขึ้นมาแต่ไกล
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ จงเจิ้งอวี่ก็ประสานมือคำนับเมิ่งฉีฮ่วน “อวี่คารวะท่านอา”
“สามตำหนักเกรงใจไปแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าเป็นการตอบรับ
“ท่านอา ข้าขอพูดอย่างตรงไปตรงมาเถิด” จงเจิ้งอวี่รอจนคนเริ่มซาจึงเอ่ยขึ้น “ตามตรงนะ หากข้ามิได้รับจดหมายจากท่านอาล่วงหน้า วันนี้ข้าคงเป็นหนึ่งในผู้ที่ออกตัวคัดค้านเป็นแน่ ท่านอาเคยคิดหรือไม่ว่า แคว้นตงฮั่นก่อตั้งมาสามร้อยกว่าปี ตระกูลขุนนางเติบโตมาพร้อมกับแผ่นดิน บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งแคว้นประทานตบรางวัลให้ตระกูลใหญ่ก็เพราะพวกเขาเป็นขุนนางที่มีความชอบ ย่อมควรได้รับสืบทอดอำนาจไปชั่วลูกชั่วหลาน ยามนี้ท่านคิดจะลงดาบกับพวกเขา ไม่กลัวเหล่าขุนนางจะรวมตัวกันถวายฎีการ้องทุกข์อย่างนั้นหรือ?”
แม้จงเจิ้งอวี่จะชิงดีชิงเด่นกับจงเจิ้งเสียนในราชสำนักอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่เขาก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่มองสถานการณ์ออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้ดีว่าเมิ่งฉีฮ่วนต้องการสร้างสวัสดิการให้ราษฎรและบัณฑิตยากจน แต่ตระกูลขุนนางที่สืบทอดมานับร้อยปีใช่ว่าจะสั่นคลอนได้ง่าย ๆ
นี่คือคำเตือน และเป็นการหยั่งเชิงไปในตัว เพราะในสายตาของจงเจิ้งอวี่ เมิ่งฉีฮ่วนไม่ใช่คนที่ไม่รู้ที่ต่ำที่สูง การสั่นคลอนรากฐานตระกูลขุนนางไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเลย และดูไม่เหมือนสิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนจะทำด้วย!
“หลานชาย ยามที่เจ้าฝึกทหาร กินนอนร่วมกับเหล่าทัพ เจ้าเคยได้ยินเสียงในใจของพวกเขาบ้างหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนไพล่มือข้างหลังพลางมองจงเจิ้งอวี่
“เรื่องนี้…” จงเจิ้งอวี่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน
“เจ้าเคยคิดหรือไม่ ยามนี้ตงฮั่นมั่งคั่งทหารกล้าแข็ง แต่เหตุใดชานเมืองหลวงกลับต้องมีทหารประจำการอยู่หลายแสนนาย?” เมิ่งฉีฮ่วนยิงคำถามที่สอง
จงเจิ้งอวี่เม้มปาก “ลูกผู้ชายย่อมปรารถนาจะสร้างผลงานและยศถาบรรดาศักดิ์”
“ผิดแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนยิ้มออกมา “หากตัดเรื่องฐานะและสายเลือดทิ้งไป ทุกคนก็คือคนธรรมดาเหมือนกัน หากชีวิตอยู่ดีมีสุข ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของตงฮั่น ใครเล่าจะอยากไปสู้รบเข่นฆ่าในสนามรบ? เหล่าทหารเป็นชายชาตรี มีเลือดรักชาติอยากตอบแทนแผ่นดินก็จริง แต่พวกเขาก็เป็นคนธรรมดา ไม่มีใครอยากใช้ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายไปวัน ๆ หรอก!”
คำพูดนี้ทำเอาจงเจิ้งอวี่ทำตัวไม่ถูก ได้แต่หลบสายตาแล้วถามว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านอาบอกข้าที ว่าเหตุใดพวกเขาถึงมาเป็นทหาร!”
“ทหารรักษาชายแดนส่วนใหญ่เข้ากรมเพื่อปกป้องแผ่นดินก็จริง แต่ทหารที่ชานเมืองหลวงที่มีมากถึงห้าแสนนาย นอกจากทหารส่วนตัวสองแสนของสามัญชนจงเจิ้งเซวียนในตอนนั้นแล้ว ยังมีทหารของราชสำนักอีกสามแสนนาย เมืองหลวงที่สงบสุขเหตุใดต้องมีทหารมากมายขนาดนี้มาคุ้มกันอยู่นอกเมือง? สิ่งที่เจ้าได้ยินมา ข้าคงตอบแทนไม่ได้ เพราะข้าไม่ใช่ทหารเหล่านั้น หากเจ้าอยากรู้ความจริงในใจของพวกเขา ข้าแนะนำให้เจ้าไปลองถามไถ่ในกองทัพดูให้มาก”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็ประสานมือลาจงเจิ้งอวี่แล้วเดินจากไป
แม่ทัพสวีเดินตามไปติด ๆ ก่อนไปก็ประสานมือให้จงเจิ้งอวี่ “สามตำหนักท่านมีเลือดรักชาติเต็มเปี่ยม แต่ทหารทุกคนต่างก็เป็นหนึ่งชีวิตที่มีเลือดเนื้อ ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีใครอยากใช้ชีวิตแบบเช้าไม่รู้วันตายหรอก” ว่าแล้วแม่ทัพสวีก็เดินจากไปอีกคน
ส่วนใต้เท้าหานจากกรมพระคลังนั้นยิ่งกว่า เขาไม่แม้แต่จะคำนับด้วยซ้ำ เดินจากไปดื้อ ๆ เลย
จงเจิ้งอวี่ยืนนิ่งอยู่กับที่ มองตามแผ่นหลังของเมิ่งฉีฮ่วนที่ค่อย ๆ ไกลออกไปพลางจมดิ่งสู่ความคิด
ข่าวคราวจากราชสำนักกระจายไปทั่วเมืองหลวงเร็วที่สุด เพียงไม่ถึงสองชั่วยาม ทั่วทั้งเมืองต่างรับรู้ว่าฉีอ๋องต้องการประกาศใช้ระบอบใหม่ ปฏิรูปโครงสร้างที่ยกย่องตระกูลขุนนางซึ่งฝังรากลึกมานานหลายร้อยปี! ตามตรอกซอกซอยชาวบ้านต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ ราษฎรทั่วไปมีสีหน้ายินดี ส่วนเหล่าตระกูลใหญ่กลับปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความกังวล
ณ จวนฉีอ๋อง
อวี๋เจ๋อฟางกำลังรอเมิ่งฉีฮ่วนกลับมาในห้องหนังสือด้วยความร้อนรน ส่วนหลี่เยว่หานคอยอยู่เป็นเพื่อนฟางจื่อหลานที่กำลังดูแลเด็ก ๆ
“ท่านลุงของเจ้านี่นะ… จริงอยู่ที่พวกตระกูลขุนนางอย่างเราครองทรัพยากรของราชสำนักมานาน ยามนี้ฉีอ๋องเสนอให้ปฏิรูป ข้าที่เป็นผู้หญิงยังรู้เลยว่าผลประโยชน์ของราษฎรสำคัญที่สุด รากฐานของแผ่นดินก็คือราษฎร” ฟางจื่อหลานถอนหายใจพลางกุมมือหลี่เยว่หาน “แต่ท่านลุงของเจ้ากลับไม่เข้าใจ มัวแต่คิดจะกล่อมให้ฉีอ๋องล้มเลิกความคิดนี้เสีย เจ้าว่าทำอย่างไรดี พวกเขาคงไม่ทะเลาะกันใช่ไหม!”
หลี่เยว่หานตบหลังมือฟางจื่อหลานเบา ๆ อย่างใจเย็น “ท่านป้าสะใภ้วางใจเถิด ในเมื่อท่านป้าซึ่งเป็นสตรีเข้าใจ มีหรือที่ท่านลุงจะไม่เข้าใจ ท่านอ๋องเป็นคนมีเหตุผล เขาต้องโน้มน้าวท่านลุงได้แน่ อีกอย่างตระกูลอวี๋ของเราก็สืบทอดมานาน ท่านปู่เคยกล่าวไว้ไม่ใช่หรือว่า ตระกูลขุนนางขยายตัวใหญ่เกินไปจนราษฎรลำบาก ท่านลุงเองก็รู้ความจริงข้อนี้ดี”
“ใช่ เจ้าพูดถูก ท่านลุงของเจ้าแม้ไม่ได้เข้าประชุมเช้า แต่ให้ความสำคัญกับเรื่องในราชสำนักยิ่งกว่าใคร พอเลิกประชุมได้ไม่นาน ก็มีคนแห่กันมาที่จวนกั๋วกงของเรา บอกว่าจะยกให้ท่านลุงของเจ้าเป็นตัวแทนตระกูลขุนนางมาเจรจาให้ท่านอ๋องยกเลิกการปฏิรูปเสียนี่ เขาถูกคนพวกนั้นผลักเข้ากองไฟชัด ๆ!”
ฟางจื่อหลานกล่าวพลางน้ำตาคลอ “พวกเราจวนซิงกั๋วกงวางตัวอยู่ในระเบียบมาโดยตลอด หยวนอันก็อายุสิบหกแล้ว พวกเรายังไม่เคยร้องขอตำแหน่งใด ๆ ให้เขาเลย ทั้งบ้านพึ่งพาเพียงที่ดินมรดกจากบรรพบุรุษเลี้ยงชีพ ไม่เคยไปแย่งชิงที่นาของชาวบ้านแม้แต่น้อย แต่ทว่า… วันนี้ท่านลุงของเจ้าถูกพวกขุนนางเหล่านั้นบีบคั้นจนลำบากใจจริง ๆ!”
เมื่อเห็นฟางจื่อหลานจะร้องไห้อีก หลี่เยว่หานรีบปลอบ “ท่านป้าอย่ากังวลไปเลย ทั้งท่านอ๋องและท่านลุงต่างเป็นคนฉลาด พวกเขาไม่ทะเลาะกันหรอก และไม่ว่าอย่างไร ท่านลุงก็เป็นผู้ใหญ่ ท่านอ๋องย่อมให้เกียรติท่านลุงอย่างแน่นอน”
“เยว่หาน เจ้าต้องรีบส่งคนไปตามพ่อของเจ้ามาด้วย!” ฟางจื่อหลานนึกอะไรขึ้นได้ก็รีบจับมือหลี่เยว่หานแน่นด้วยความตื่นตระหนก “ตอนข้ามากับท่านลุงของเจ้า เขาบอกว่าพวกตระกูลขุนนางมองพ่อของเจ้าเป็นหนามยศมานานแล้ว เพราะเขามาจากครอบครัวชาวนาแต่กลับได้เป็นจิ้นกั๋วกง ครั้งนี้พวกตระกูลใหญ่ไปหาท่านลุงที่จวนซิงกั๋วกงแล้ว ต่อไปต้องไปหาเรื่องพ่อของเจ้าแน่ ๆ!”
ถึงแม้ฟางจื่อหลานจะยังมีความเคืองแค้นเรื่องแม่แท้ ๆ ของหลี่เยว่หานอยู่บ้าง แต่หลี่ต้าเฉิงก็คือพ่อแท้ ๆ ของหลี่เยว่หาน ต่อให้แค้นอย่างไร นางก็ไม่อยากให้เขาต้องมาเป็นอันตราย
“ท่านป้า ท่านป้าใจเย็น ๆ ก่อนนะ” หลี่เยว่หานปลอบโยน “ความจริงเรื่องระบอบใหม่นี้ ท่านอ๋องเคยหารือกับข้าตั้งแต่ตอนอยู่ที่อำเภอฮัวซีแล้ว พวกเรายังส่งจดหมายไปหาท่านพ่อล่วงหน้า ท่านพ่อเองก็สนับสนุนเรื่องการปฏิรูปและคืนที่ดินให้ราษฎรอย่างเต็มที่ ดังนั้นไม่ต้องห่วงท่านพ่อหรอก ท่านเตรียมการรับมือไว้พร้อมแล้วล่ะ”