ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 594 หลี่ต้าเฉิงถูกลอบทำร้าย
บทที่ 594 หลี่ต้าเฉิงถูกลอบทำร้าย
เมื่อได้ฟังคำยืนยันจากหลี่เยว่หาน ฟางจื่อหลานจึงค่อยรู้สึกเบาใจลงไปมาก
อวี๋เจ๋อฟางและเมิ่งฉีฮ่วนเก็บตัวอยู่ในห้องหนังสือด้วยกันตลอดทั้งบ่าย จนกระทั่งถึงเวลาอาหารค่ำ หลี่เยว่หานจึงให้อวี้จวงไปเชิญพวกเขาออกมากินข้าว
ฟางจื่อหลานรีบเดินไปรับอวี๋เจ๋อฟางด้วยความกังวล เดิมทีนางนึกว่าจะได้เห็นสามีเดินหน้าบึ้งตึงออกมา แต่ผิดคาดที่อวี๋เจ๋อฟางกลับเดินยิ้มแย้มเคียงคู่มากับเมิ่งฉีฮ่วนตลอดทาง
“ฮูหยิน” อวี๋เจ๋อฟางเห็นสีหน้ากังวลของฟางจื่อหลานก็รู้ทันทีว่านางคงตกประหม่ามาตลอดทั้งวัน เขาจึงรีบเข้าไปปลอบโยน “ข้าตกลงกับท่านอ๋องเรียบร้อยแล้ว เรื่องระบอบใหม่นี้ จวนซิงกั๋วกงของเราจะสนับสนุนอย่างเต็มที่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ขอบตาของฟางจื่อหลานก็เริ่มแดงก่ำ นางดึงรั้งแขนเสื้อของอวี๋เจ๋อฟางพลางซบหน้าลงบนไหล่ของเขาแล้วร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน
หลี่เยว่หานที่เดินตามมาเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจในใจ ความสัมพันธ์ของลุงและป้าสะใภ้ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก
“ท่านลุง ท่านป้าสะใภ้ พวกเราไปกินข้าวกันเถิดเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานไม่ได้เข้าไปขัดจังหวะ เพียงเดินไปหยุดอยู่ข้างกายเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเงียบ ๆ
“เอาละ จื่อหลาน พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ อย่าปล่อยให้เด็ก ๆ ต้องหิวนานเลย” อวี๋เจ๋อฟางกุมมือภรรยาพลางปลอบด้วยเสียงนุ่มนวล
ฟางจื่อหลานจึงค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ นางมองหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความขัดเขินเล็กน้อย
หลังจากทั้งสี่คนกินมื้อค่ำที่จวนอ๋องเสร็จเรียบร้อย สองสามีภรรยาก็เดินไปส่งอวี๋เจ๋อฟางขึ้นรถม้ากลับจวน แต่แล้วในตอนนั้นเอง หลี่ต้าเฉิงก็ปรากฏตัวขึ้นพอดี
“ท่านพ่อ?” หลี่เยว่หานตกใจแทบสิ้นสติเมื่อเห็นหลี่ต้าเฉิงก้าวลงจากรถม้า “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? พวกตระกูลขุนนางที่อ้างตนว่าเป็นผู้ดีเหล่านั้น ถึงขั้นลงไม้ลงมือเชียวหรือ?”
“พวกเขามิได้เป็นคนลงมือเองหรอก” หลี่ต้าเฉิงยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า “แต่พวกเขาจ้างพวกอันธพาลมาดักรุมข้ากลางทาง”
ไม่ว่ายุคสมัยใดหรือที่แห่งไหน ย่อมมีพวกอิทธิพลมืดที่รับเงินมาทำงานโดยไม่สนความถูกผิดเสมอ
หลี่เยว่หานโกรธจนกำหมัดแน่น คิดจะออกไปล้างแค้นแทนบิดาทันที แต่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนคว้าตัวไว้ได้ทันท่วงที
“อย่าใจร้อนไป!” เมิ่งฉีฮ่วนเห็นท่าทางชูกำปั้นของหลี่เยว่หานแล้วก็ทั้งนึกฉุนทั้งนึกขำ ได้แต่ปลอบโยนอย่างอ่อนใจ “ข้าคิดจะผลักดันระบอบใหม่ พวกตระกูลใหญ่ย่อมต้องขัดขืนเป็นธรรมดา เดิมทีข้านึกว่าพวกเขาจะเห็นแก่หน้าข้าแล้วไว้หน้าท่านพ่อตาบ้าง ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะยอมทิ้งศักดิ์ศรีถึงขั้นจ้างอันธพาลมาลงมือกับจิ้นกั๋วกง เจ้าวางใจเถอะ บัญชีแค้นนี้ข้าจะทวงคืนให้เจ้าอย่างแน่นอน”
ระหว่างที่พูด เมิ่งฉีฮ่วนก็รั้งตัวหลี่เยว่หานกลับเข้าจวน สั่งให้พ่อบ้านปิดประตูให้มิดชิด และให้คนไปเตรียมห้องพักให้จิ้นกั๋วกงหลี่ต้าเฉิง จากนั้นเขาก็ส่งหลี่เยว่หานไปที่ห้องของเด็ก ๆ ส่วนตนเองแยกไปหารือเรื่องสำคัญกับพ่อตาที่ห้องหนังสือ
แม้จะอยู่เล่นกับเสี่ยวอี้และเสี่ยวเหนี่ยน แต่หลี่เยว่หานก็ดูเหม่อลอยไร้ชีวิตชีวา ในหัวของนางมีแต่ภาพบาดแผลบนตัวบิดา จิตใจวุ่นวายสับสนไปหมด
จะว่าไปแล้ว เรื่องการผลักดันระบอบใหม่นี้ นางเป็นคนแรกที่เสนอขึ้นมา
แม้ในปัจจุบันจะเป็นยุคของขุนนาง กสิกร ช่าง และวานิช ที่ฐานะของเหล่าเกษตรกรไม่ได้ต่ำต้อย ทว่าเบื้องหน้าของพวกเขาก็ยังมีชนชั้นของเหล่าขุนนางขวางกั้นอยู่อีกชั้นหนึ่ง
อำนาจของตระกูลขุนนางที่สืบทอดมานับร้อยปีช่างยิ่งใหญ่นัก พวกเขาไม่เพียงครอบครองที่ดินที่ได้รับพระราชทานมาตั้งแต่ตั้งแคว้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายชั่วอายุคน ย่อมมีคนละโมบที่ไม่รู้จักพอ คอยเบียดบังที่นาของราษฎร บีบบังคับให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต้องไปหักร้างถางพงให้พวกเขา แล้วริบเสบียงอาหารที่เก็บเกี่ยวได้ไปมากกว่าแปดส่วน
ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งผืนป่า นาเกลือ และคลังเสบียง ซึ่งเป็นรากฐานของการดำรงชีวิตล้วนตกอยู่ในมือของพวกขุนนางตระกูลใหญ่ เกษตรกรตรากตรำทำนามาตลอดทั้งปี ครั้นเมื่อถึงปลายปี นอกจากจะไม่มีกินแล้ว ยังมิหนำซ้ำต้องเป็นหนี้เสบียงส่งคืนให้พวกขุนนางเสียอีก
ราษฎรต้องทนหิวโหยไร้เครื่องนุ่งห่ม อดทนทำงานหนักในป่าไม้แต่กลับได้รับเงินค่าจ้างเพียงน้อยนิดจนซื้อเสบียงไม่พอประทังชีวิต ในแต่ละปีมีผู้คนมากมายที่ทนความหนาวเหน็บและความหิวโหยในฤดูหนาวไม่ไหวจนต้องตายอย่างน่าอนาถตามข้างถนนหรือในบ้านตนเอง
ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่มีเงินซื้อเกลือคุณภาพดี ได้แต่ต้องหาทางซื้อเกลือหยาบราคาถูกที่ยังไม่ผ่านกรรมวิธีที่ดีมาใช้ในชีวิตประจำวัน หลี่เยว่หานเคยลองใช้เกลือหยาบพวกนี้ จึงรู้ดีว่ามันเต็มไปด้วยสิ่งเจือปน หากกินต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายได้รับพิษและอายุสั้น
ในขณะที่พวกช่างฝีมือและพ่อค้า แม้การหาเลี้ยงชีพจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่พวกช่างยังมีวิชาชีพติดตัวทำให้มีรายได้มากกว่าเกษตรกร อย่างน้อยก็พอจะเลี้ยงดูครอบครัวได้ ดังเช่นครอบครัวของเหมาเด๋อซิงที่อำเภอฮัวซี ส่วนพวกพ่อค้า แม้จะเป็นพ่อค้ารายเล็กที่รับงานจากพวกตระกูลใหญ่ แต่พวกเขาก็หัวไว รู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็ก ๆ น้อย ๆ ยักย้ายถ่ายเทเงินทองทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งพวกขุนนางตระกูลใหญ่เหล่านั้นมักจะมองไม่เห็น
ดังนั้นแม้ฐานะของพ่อค้าจะดูต่ำต้อย แต่ชีวิตความเป็นอยู่กลับดีกว่าพวกเกษตรกรมากนัก
นับวันราษฎรก็ยิ่งไม่อยากก้มหน้าก้มตาทำนาอย่างสงบสุข คนที่พอมีกำลังวังชาก็หันไปเข้ากรมเป็นทหารเพื่อหาข้าวกินไปวัน ๆ ส่วนคนที่ยังทำนาอยู่ก็มักจะทำไปอย่างแกน ๆ ไม่ทุ่มเทแรงกายแรงใจ
อย่างมากที่สุดก็แค่ยอมอดตายไปด้วยกันทุกคน!
นอกจากนี้ ครอบครัวยากจนที่มีลูกหลานพอจะเรียนหนังสือได้ ก็มักจะยอมรัดเข็มขัดกัดฟันส่งลูกเรียนนานนับสิบปี เพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาได้
แต่เท่าที่หลี่เยว่หานรับรู้มา ราชสำนักกลับไม่ให้ความสำคัญกับการสอบขุนนาง (จอหงวน) มากนัก ต่อให้สอบได้อันดับหนึ่ง อย่างมากก็ได้เพียงตำแหน่งขุนนางขั้นห้าในกรมกองที่ห่างไกลไร้อำนาจ เงินเดือนน้อยนิด งานล้นตัว และแทบไม่มีโอกาสก้าวหน้า
หลี่เยว่หานได้นำสิ่งที่พบเห็นทั้งหมดนี้ไปบอกเล่าให้เมิ่งฉีฮ่วนฟัง จนทำให้เขามีความคิดที่จะผลักดันระบอบใหม่ขึ้นมา
ตั้งแต่ตอนอยู่ที่อำเภอฮัวซี เขาได้โน้มน้าวสองพ่อลูกสวีติ้งหลานที่สร้างชื่อเสียงมาด้วยความชอบทางการทหารอย่างแท้จริงสำเร็จ แม้พวกเขาจะเป็นคนจากตระกูลขุนนาง แต่เพราะผ่านศึกสงครามมามาก จึงมองเห็นสัจธรรม และเห็นด้วยกับแผนการของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานโดยแทบไม่ต้องลังเล
หลี่เยว่หานเคยนึกว่าเมื่อถึงเมืองหลวง ต่อให้พวกขุนนางจะโกรธแค้นที่ผลประโยชน์อันเป็นรากฐานของตนถูกสั่นคลอน แต่ก็น่าจะยังรักษาหน้าตาและฐานะ ไม่ทำเรื่องที่รุนแรงเกินไปนัก
ดูท่าว่า นางจะประเมินคนพวกนี้สูงเกินไปเสียแล้ว
เนื้อแท้ของคนพวกนี้มันเน่าเฟะไปถึงกระดูกดำแล้ว!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่เยว่หานจึงลุกขึ้นกำชับให้แม่นมดูแลเด็ก ๆ ให้ดี จากนั้นก็นำอวี้จวงมุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือของเมิ่งฉีฮ่วน
“เยว่หาน เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่?” เมิ่งฉีฮ่วนที่กำลังร่างใจความสำคัญของระบอบใหม่ร่วมกับหลี่ต้าเฉิงรู้สึกแปลกใจที่เห็นนาง เพราะหลี่เยว่หานเคยบอกไว้ว่าจะไม่ขอข้องเกี่ยวกับการผลักดันเรื่องนี้
“ข้าแค่อยากมาดูให้เห็นกับตา ข้าไม่วางใจเจ้าค่ะ” สีหน้าของหลี่เยว่หานเต็มไปด้วยความกังวล “ข้าเพิ่งฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า แม้การประกาศใช้ระบอบใหม่จะเป็นเรื่องดีเพียงใด แต่เราก็ไม่อาจใจร้อนวู่วามจนเกินไป ไม่อย่างนั้นหากพวกตระกูลใหญ่ลุกฮือขึ้นมาโต้กลับ มันจะเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงต่อแผนการของเรา!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ยิ้มออกมา ส่วนหลี่ต้าเฉิงก็หัวเราะร่า “แม่หนูคนนี้ชอบวิตกกังวลไปเสียทุกเรื่อง เห็นไหมล่ะ ข้าพูดผิดที่ไหนกัน”
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าพลางเดินเข้าไปหาหลี่เยว่หาน เขาจูงมือนางไว้แล้วเอ่ยว่า “เจ้าวางใจเถอะ ระบอบใหม่นี้เป็นผลดีต่อแผ่นดินและราษฎร ตอนที่พวกเราปรึกษากันครั้งแรก ก็เตรียมใจรับมือกับอุปสรรคหนักหนาไว้แล้ว ต่อให้ขุนนางทั้งราชสำนักจะคัดค้าน แต่ขอเพียงฝ่าบาททรงพยักหน้าเห็นชอบ เรื่องนี้ข้าจะผลักดันให้ถึงที่สุดอย่างแน่นอน!”
พูดจบ เมิ่งฉีฮ่วนก็บีบแก้มหลี่เยว่หานเบา ๆ อย่างหยอกเย้า “เจ้ามักจะบอกว่าข้าคือฉีอ๋องเทพสังหารที่ทำให้เด็กหยุดร้องไห้ได้มิใช่หรือ เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ไม่จำเป็นต้องกังวลไปหรอก หากใครหน้าไหนกล้าโผล่มา ข้าก็จะจัดการคนผู้นั้นให้เจ้าดูเล่นเอง!”