ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 602 หลินเฟิงก็คือชางว่างตัวปลอม
บทที่ 602 หลินเฟิงก็คือชางว่างตัวปลอม
ยามนี้หลี่เยว่หานถึงเพิ่งจะเข้าใจ ที่แท้วันนี้อวี้จวงพยายามแต่งองค์ทรงเครื่องให้นางอย่างประณีตงดงามเพียงนี้ ก็เพราะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเมิ่งฉีฮ่วนจะกลับมาถึงจวนในวันนี้
ทว่าแม้แต่ตัวนางเองก็เพิ่งจะได้รับจดหมายตอบกลับจากเขาเมื่อครู่ แล้วอวี้จวงไปรู้ข่าวเรื่องนี้มาจากที่ใดกัน?
“ท่านแม่! ท่านแม่!” อาอี้ถูกเมิ่งฉีฮ่วนหนีบไว้ใต้รักแร้ ในขณะที่ท่านพ่อกับท่านแม่กำลังจ้องตากันเงียบ ๆ จนลืมเขาไปเสียสนิท เจ้าหนูเริ่มรู้สึกอึดอัดจึงรีบตะโกนเรียกหลี่เยว่หาน “บุตรชายที่น่ารักที่สุดในใต้หล้าของท่านขยับตัวไม่ได้แล้วนะขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็หลุดหัวเราะออกมา เมิ่งฉีฮ่วนเองก็รู้สึกตัวจึงรีบวางเจ้าลูกชายจอมแสบลงบนพื้น
นางก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว เม้มปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามว่า “ตกลงว่ามีกี่คนที่รู้ว่าท่านจะกลับมาในวันนี้กันแน่?”
“อาอี้รู้! อาอี้รู้!” อาอี้กระโดดโลดเต้นเพื่อเรียกร้องความสนใจ “มีแต่ท่านแม่นั่นแหละที่ไม่รู้! เพราะเมื่อวานท่านแม่ไม่ได้อยู่บ้านอย่างไรเล่าขอรับ!”
“เจ้าไปรู้มาจากไหนกัน?” หลี่เยว่หานเลิกคิ้วงามถามด้วยความสงสัย
“เพราะเมื่อวานจิ้นกั๋วกงกลับมาถึงแล้วน่ะสิ” เมิ่งฉีฮ่วนอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปบีบแก้มอาอี้ ก่อนจะใช้แขนเพียงข้างเดียวช้อนอุ้มเขาขึ้นมา แล้วกุมมือหลี่เยว่หานพลางเอ่ยว่า “ข้ากำชับจิ้นกั๋วกงไว้ว่าอย่าเพิ่งบอกเจ้าเรื่องที่ข้าจะกลับมาช้ากว่าเขาหนึ่งวัน คาดว่าเมื่อวานตอนที่ท่านพ่อมาหาเจ้าที่จวนแล้วไม่พบ ทุกคนก็เลยรู้เรื่องกันหมด ยกเว้นเพียงเจ้าคนเดียว”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจออกมา “มิน่าเล่า เมื่อวานข้าถึงรู้สึกว่างขึ้นมาถนัดตา ที่แท้ก็เพราะท่านพ่อกลับมาแล้วนี่เอง”
“ได้ยินว่าช่วงที่ข้าไม่อยู่เจ้าตรากตรำงานหนักมาก ได้พักผ่อนให้สบายใจบ้างก็ดีแล้ว” ระหว่างที่พูด เมิ่งฉีฮ่วนก็จูงมือหลี่เยว่หานเดินเข้าไปในห้องหนังสือ
ก่อนจะเข้าห้อง หลี่เยว่หานยื่นมือไปรับตัวอานิ่งมาจากอ้อมอกของแม่นม พ่อแม่ลูกทั้งสี่คนนั่งลงในห้องหนังสือ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นยิ่งนัก
“ท่านดูสิ ท่านไปไม่นานเท่าไร บุตรชายก็พูดเก่งขึ้นมากแล้ว” หลี่เยว่หานวางอานิ่งลงบนตัก พลางมองเมิ่งสืออี้ด้วยสายตาเปี่ยมสุข
“อืม” เมิ่งฉีฮ่วนมองดูเมิ่งสืออี้ที่พิงอกเขาอย่างว่าง่ายพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เจ้าเด็กนี่แม้ตอนเกิดมาร่างกายจะอ่อนแอ แต่ยามนี้กลับแข็งแรงยิ่งนัก ข้าลองตรวจดูโครงสร้างกระดูกของเขาแล้ว นับว่ายอดเยี่ยมมาก เหมาะแก่การฝึกยุทธ์!”
หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มรับ “นั่นสินะ รอเขาโตกว่านี้อีกนิดค่อยให้เฮ่อเจิ้งเทียนสอนวรยุทธให้ ต่อไปจะได้คอยปกป้องน้องสาวได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งสืออี้ก็ตาโตพลางทำท่าทำทางประกอบ “ท่านแม่ ท่านแม่… ใช่วรยุทธแบบที่บินไปบินมาได้นั่นไหมขอรับ?”
“ใช่แล้ว บินได้ด้วย แถมยังเอาไว้จัดการคนชั่วได้อีกด้วยนะ” เมิ่งฉีฮ่วนบีบจมูกเล็ก ๆ ของลูกชาย “อยากเรียนหรือไม่?”
“อยากเรียนขอรับ! อาอี้อยากเรียน!” เมิ่งสืออี้พยักหน้าหงึกหงักอย่างมุ่งมั่น
หลี่เยว่หานเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้
ทว่าเมิ่งอิงหนิงที่นั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนตักของหลี่เยว่หาน กลับมีสีหน้าหม่นลงเล็กน้อยขณะจ้องมองพี่ชายและท่านพ่อที่กำลังคุยกันอย่างออกรส
“อานิ่งของแม่ล่ะ ต่อไปอยากทำอะไรจ๊ะ?” หลี่เยว่หานถามเด็กหญิงตัวน้อยในอ้อมกอดด้วยเสียงอ่อนโยน “อยากเรียนวรยุทธเหมือนพี่ชาย ไว้ท่องเที่ยวไปในยุทธภพ หรืออยากจะเป็นเหมือนแม่กันแน่?”
เมิ่งอิงหนิงยังพูดไม่ได้ พัฒนาการของนางมักจะช้ากว่าเมิ่งสืออี้อยู่ก้าวหนึ่งเสมอ นางจึงทำได้เพียงจ้องมองหลี่เยว่หานด้วยแววตาไร้เดียงสา
หลี่เยว่หานลอบถอนหายใจเบา ๆ พลางกระชับอ้อมกอดลูกสาวให้แน่นขึ้น
แม้นางจะรู้ดีว่าเด็กวัยหนึ่งขวบที่ยังไม่เริ่มพูดนั้นเป็นเรื่องปกติ ทว่าด้วยร่างกายที่ดูอ่อนแอของอานิ่ง ก็อดไม่ได้ที่นางจะกังวลมากกว่าปกติ
เมื่อเมิ่งฉีฮ่วนเห็นว่าสีหน้าของหลี่เยว่หานดูเศร้าสร้อยลง จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เรื่องหลินเฟิงที่เจ้าเขียนมาในจดหมายนั้น เป็นมาอย่างไรหรือ?”
พอเข้าเรื่องนี้ หลี่เยว่หานก็กลับมามีชีวิตชีวาทันที “เมื่อวานพอข้าเริ่มว่าง ก็เลยพาสวีอวิ้นเอ๋อร์ น้องสาวของสวีซิ่งอี้ไปเที่ยวเล่นที่หอฝานเทียน…”
หลี่เยว่หานสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างรวบยอด ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “ถึงแม้หลินเฟิงจะพรางตัวและปลอมแปลงใบหน้าไว้อย่างเรียบง่าย แต่ถ้าข้าจำไม่ผิด ในยามที่อยู่เหลียวปี้เลี่ยตง ข้าต้องเคยเห็นเขาในงานมงคลสมรสขององค์หญิงฝานเอ๋อร์กับพี่กัวอี้แน่นอน!”
หลังจากฟังคำบอกเล่าของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็ไม่ได้เอ่ยอะไรมาก เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “เมื่อไม่นานมานี้ข้าก็ได้รับข่าวมาเช่นกัน ว่ามีคนจากชนเผ่าเร่ร่อนเข้ามาในเมืองหลวง เห็นว่าเตรียมจะมาร่วมการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ในปีนี้ ทว่าพวกเขากลับปิดบังร่องรอยการเดินทาง เพียงแค่ส่งเทียบเชิญมาเท่านั้น ซึ่งถือว่าผิดปกติมาก”
“การประชุมขุนนางครั้งใหญ่หรือ? นั่นไม่ใช่มีเพียงแคว้นใกล้เคียงและรัฐบริวารเท่านั้นหรือที่เข้าร่วม? หรือว่าชนเผ่าเร่ร่อนคิดจะสวามิภักดิ์ต่อตงฮั่นแล้ว?” หลี่เยว่หานถามด้วยความไม่เข้าใจ
เมิ่งฉีฮ่วนส่ายหน้า “นิสัยของชนเผ่าเร่ร่อนนั้นเย่อหยิ่งและรักอิสระเหนือสิ่งอื่นใด พวกเขาไม่มีทางยอมสวามิภักดิ์โดยง่าย ในเทียบที่ส่งมาถึงวังหลวงระบุว่า พวกเขาจะมาในฐานะมิตรประเทศเพื่อร่วมการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงขอปกปิดร่องรอยไว้ชั่วคราว”
“ถ้าเช่นนั้น…” หัวใจของหลี่เยว่หานหนักอึ้งลง “หลินเฟิงก็คงไม่ได้มาในนามของกัวอี้แน่ ๆ”
“ถูกต้อง” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้ารับ “หลังจากฝานเอ๋อร์แต่งงานกับกัวอี้ ชนเผ่าเร่ร่อนก็แตกออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งย้ายเข้ามาพำนักในเหลียวปี้เลี่ยตงเพื่อร่วมกับกองกำลังพิทักษ์ชายแดนในการฟื้นฟูบ้านเมือง แต่อีกส่วนหนึ่งถอยกลับเข้าไปในทุ่งหญ้า และใช้ชีวิตเร่ร่อนไร้ที่พำนักแน่นอนดังเดิม”
“เหมาเด๋อซิง! ไม่ใช่สิ ซินชางว่าง! น้องสาวของเขาไม่ใช่คนที่หนีออกมาจากชนเผ่าเร่ร่อนหรอกหรือ?” หลี่เยว่หานนึกถึงซินเยว่อีขึ้นมาได้ แววตาพลันเป็นประกาย “ยามนั้นซินเยว่อีถูกคุมขังไว้ แต่กลับยังอยู่ในเขตเหลียวปี้เลี่ยตง ข้ารู้สึกแปลกใจมาตลอด… หรือว่าเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มของหลินเฟิง?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจออกมา “ฮูหยินของข้าฉลาดเกินไปแล้ว ทำให้ข้าผู้เป็นสามีรู้สึกด้อยกว่าเจ้ายิ่งนัก”
หลี่เยว่หานยิ้มพลางค้อนขวับใส่เขา “รีบพูดมาเถอะ!”
“เจ้าเดาไม่ผิดหรอก ซินเยว่อียังคงติดค้างอยู่ในเหลียวปี้เลี่ยตง ต่อมาเมื่อเหลียวปี้เลี่ยตงถูกตงฮั่นผนวกรวม เดิมทีนางตั้งใจจะพาลูกชายลงใต้มาด้วยแต่ไม่สำเร็จ เหมาเด๋อซิงเคยเขียนจดหมายเอ่ยถึงหวังเฟิ่ง และยังบอกด้วยว่าหวังเฟิ่งเป็นแม่เลี้ยงของเจ้า เพื่อให้ลูกชายมีชีวิตรอด ซินเยว่อีจึงได้รายงานเรื่องพวกนี้ทั้งหมดขึ้นไป” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยพลางยื่นมือไปเขี่ยจุกผมเล็ก ๆ บนหัวลูกชายเล่น
เมิ่งสืออี้มัวแต่ยุ่งกับการปกป้องปอยผมของตนเองจนทำหน้าบึ้งตึง
“ยามที่พวกเราเข้าควบคุมเหลียวปี้เลี่ยตง คนของชนเผ่าเร่ร่อนจงใจทิ้งสองแม่ลูกซินเยว่อีไว้ที่นั่น เพื่อไม่ให้ชางว่างมีห่วงพะวงเบื้องหลัง นางจึงยอมเป็นหมากที่ชนเผ่าเร่ร่อนวางทิ้งไว้ในเหลียวปี้เลี่ยตงด้วยความเต็มใจ ตามคำพูดของนาง… ชีวิตนี้ไม่มีสิ่งใดให้ต้องอาลัยอีกแล้ว ดังนั้นสิ่งที่อยากปกป้องก็ต้องปกป้องไว้ให้ถึงที่สุด”
หลี่เยว่หานทอดถอนใจ “เรื่องนี้ช่างเหนือความคาดหมายจริง ๆ”
“ยังไม่หมดเพียงเท่านี้หรอกนะ” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวต่อ “อันที่จริงชางว่างตัวจริงตายไปหลายปีแล้ว ยามที่เขายังเยาว์วัยเคยถูกคนจากเหลียวปี้เลี่ยตงจับตัวไปและสิ้นใจไปตั้งแต่นั้น ส่วนชางว่างที่ถูกส่งกลับมาแท้จริงแล้วคือเด็กกำพร้าคนหนึ่งจากชนเผ่าเร่ร่อน”
“ซินเยว่อีไม่รู้เชียวหรือ? เป็นไปได้อย่างไรกัน?” หลี่เยว่หานตกตะลึง “หัวอกคนเป็นแม่ ไม่มีทางจำลูกตัวเองผิดแน่!”
“นี่แหละคือสิ่งที่น่าเลื่อมใสที่สุดในตัวซินเยว่อี” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยด้วยความซาบซึ้งใจ “นางรู้มาตลอดว่าลูกชายที่อยู่ข้างกายนั้นเป็นตัวปลอม และรู้ว่าชางว่างตัวปลอมเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไม่มีใครต้องการ ทว่านางก็ยังอุตส่าห์เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ และสุดท้ายยังยอมสละแม้กระทั่งตัวเองเพื่อปกป้องเขาไว้”
หลังจากฟังเรื่องราวซับซ้อนมามากมาย หลี่เยว่หานรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด “แต่ท่านเล่ามาตั้งยืดยาว ยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับหลินเฟิง?”
“ก็ชางว่างตัวปลอมคนนั้นนั่นแหละ คือหลินเฟิงที่เจ้าได้พบเมื่อวานนี้” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยเฉลยในที่สุด