ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 608 พี่ชายที่แย่
“เจ้าเป็นใครกันเหยียนจื่อเซียงมีความสัมพันธ์อะไรกับท่านรองเสนาบดีกรมคลังสกุลเหยียน” สวีซิ่งอี้ขมวดคิ้วถาม
“นั่นคือลุงของข้า!” เหยียนจื่อเซียงพูดพลางยื่นถ้วยสุราไปด้านข้าง สาวใช้ตัวน้อยรีบรินสุราให้นางด้วยความหวาดหวั่น เหยียนจื่อเซียงเงยหน้าดื่มรวดเดียวหมด จากนั้นหรี่ตามองสวีซิ่งอี้ “เจ้าเป็นบุรุษตัวโต รังแกน้องสาวตัวเองเช่นนี้ สนุกนักหรือ?”
สวีซิ่งอี้ทำหน้างุนงง “ข้าเคยรังแกน้องสาวเมื่อใดกัน?”
“เมื่อครู่นี้ไง ข้าเห็นกับตาชัดๆ!” เหยียนจื่อเซียงพูดพลางพุ่งตัวเข้าไปในห้องของสวีอวิ้นเอ๋อร์ ยืนข้างกายนาง จับมือนางชี้ไปที่สวีซิ่งอี้ พูดว่า “พี่ชาย ที่จริงเป็นเพราะท่านไม่อยากพาข้ามาที่หอฝานเทียนเองแท้ๆ แต่กลับอ้างว่าตนเองยุ่งอยู่กับภารกิจการงานเสียเต็มประดา ใต้หล้านี้จะมีพี่ชายที่แย่เช่นท่านด้วยหรือ!”
ไม่ทันที่สวีซิ่งอี้จะตอบสนอง เหยียนจื่อเซียงก็พุ่งตัวไปอยู่ข้างกายเขา ทำเสียงห้วนพูดว่า “เจ้าเข้าใจอะไร! เจ้าเป็นน้องสาวข้า! ข้าจะทำร้ายเจ้าได้อย่างไร!”
แสดงจบ เหยียนจื่อเซียงทำหน้าเยาะเย้ยพลางยักไหล่ “เห็นไหม ก็แบบนี้แหละ ที่จริงตนเองไม่อยากพาน้องสาวออกไปข้างนอก จึงต้องหาข้ออ้าง พี่ชายเช่นท่านช่างแย่จริงๆ!”
พูดจบ นางก็ผงกศีรษะให้สวีอวิ้นเอ๋อร์ที่ตะลึงงันอยู่ในห้อง “คุณหนู ข้าอยู่ห้องถัดไป หากรู้สึกเบื่อ มาหาข้าเล่นได้ทุกเมื่อ!”
พูดจบ นางก็โยนถ้วยสุราใส่อ้อมอกสาวใช้ตัวน้อย เอามือไพล่หลัง เดินออกไปอย่างองอาจ
มองแผ่นหลังของนาง สวีอวิ้นเอ๋อร์มีแววตาชื่นชมอยู่หลายส่วน
“แค่ก แค่ก!” สวีซิ่งอี้เห็นสวีอวิ้นเอ๋อร์ไม่มองตนเลย ในใจรู้สึกขมขื่นยิ่งนัก รีบกระแอมเพื่อดึงความสนใจของสวีอวิ้นเอ๋อร์
เห็นสวีอวิ้นเอ๋อร์หันไปจับมือเสี่ยวอี้พูดว่า “เสี่ยวอี้ เจ้าเห็นหรือไม่ คุณหนูสกุลเหยียนผู้นั้นช่างสง่างามเหลือเกิน!”
“เห็นแล้วเจ้าค่ะ!” เสี่ยวอี้พยักหน้าหงึกๆ พอสบเข้ากับสายตาของสวีซิ่งอี้โดยไม่ทันตั้งตัว ก็รีบก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไรอีก
สวีอวิ้นเอ๋อร์รู้ดีว่าสวีซิ่งอี้ยังคงจ้องมองนางอยู่ นางจึงรีบจูงมือเสี่ยวอี้เข้าไปในห้องรับรองแล้วเริ่มกินอาหาร
สวีซิ่งอี้เห็นสวีอวิ้นเอ๋อร์ทำเช่นนั้นก็รู้ว่าน้องสาวโกรธแล้ว ยังดีที่สวีอวิ้นเอ๋อร์ไม่ได้ไล่เขาออกไป เขาจึงเดินตามนางเข้าไปในห้องรับรอง ปิดประตูแล้วนั่งลงตรงข้ามนาง
เห็นสวีอวิ้นเอ๋อร์กินจนแก้มป่องทั้งสองข้าง เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยว่า “สวีอวิ้นเอ๋อร์ เจ้าควรจะรู้ว่า…”
“รู้ๆ” สวีอวิ้นเอ๋อร์โบกตะเกียบในมือ “สตรีควรวางตัวให้เรียบร้อย กิริยามารยาทต้องงดงาม ข้าไม่ควรกินอย่างตะกละตะกลาม มันไม่เหมาะกับฐานะ! แต่ที่นี่คือห้องรับรองของหอฝานเทียนมีแค่พวกเราสามคน ไม่มีคนนอก ทำไมจะปล่อยตัวบ้างไม่ได้!”
ได้ยินคำพูดนั้น สวีซิ่งอี้ถอนหายใจเงียบๆ “บิดามารดาของเจ้าส่งจดหมายตอบกลับมาแล้ว พวกท่านจะกลับมาที่เมืองหลวงก่อนเทศกาลปีใหม่ เพื่อเตรียมสินเดิมให้เจ้า”
สวีอวิ้นเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น มือที่กำลังคีบเนื้อชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า “รู้แล้ว”
“สวีอวิ้นเอ๋อร์ หากเจ้าไม่อยากแต่งงาน เจ้าก็บอกมาได้” สวีซิ่งอี้รักน้องสาวคนนี้มาก แม้จะไม่ใช่น้องแท้ๆ แต่สวีอวิ้นเอ๋อร์เติบโตมาด้วยกันกับเขา เป็นน้องสาวที่เขาทะนุถนอมสุดหัวใจ
ได้ยินคำพูดของสวีซิ่งอี้ สวีอวิ้นเอ๋อร์กลืนอาหารในปาก บ้วนปากและเช็ดปากเสร็จแล้วมองไปที่สวีซิ่งอี้ ยิ้มพลางกล่าวว่า “หากข้าบอกว่าไม่อยากแต่งงาน นอกจากทั้งครอบครัวจะมาพร่ำสอนข้าแล้ว ยังจะมีประโยชน์อื่นใดอีกหรือ? ใช่ ข้าไม่อยากเป็นชายารองขององค์รัชทายาทเลยสักนิด ข้าขอแต่งงานกับสามัญชนยังดีกว่าเข้าวัง แต่พวกท่านไม่ยินยอม ไม่ใช่หรือ?”
“สวีอวิ้นเอ๋อร์ พี่ชายไม่ได้…” สวีซิ่งอี้พูดไปพลางถอนหายใจลึกๆ “เจ้าก็รู้ว่าตอนนี้บิดาไม่อยู่ เรื่องใหญ่น้อยในบ้านล้วนอยู่ในมือผู้อื่น นางต้องการยกเจ้าให้องค์รัชทายาทต่อให้ข้าไม่เห็นด้วย ก็ทำได้แค่ไปร้องเรียนกับป้า แต่ป้าก็แต่งงานออกไปแล้ว ไม่สะดวกจะก้าวก่ายเรื่องตระกูลเดิมมากนัก”
“ดังนั้นพี่ชายก็ไม่ต้องมาพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้กับสวีอวิ้นเอ๋อร์แล้ว” สวีอวิ้นเอ๋อร์จิบสุราดอกสาลี่ พยักหน้าถี่ๆ มองไปที่เสี่ยวอี้ “สุรานี้หอมหวานนัก เสี่ยวอี้ เจ้าไปบอกให้คนรับใช้เอามาเพิ่มอีกสองไห! บอกเขาว่าให้คิดเงินกับคุณชายหลิน!”
“บ่าวไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ!” เสี่ยวอี้ย่อกายคำนับแล้วรีบออกจากห้องรับรองไป
สวีซิ่งอี้ได้ยินคำพูดของสวีอวิ้นเอ๋อร์ ก็หน้าบึ้งทันที “เจ้าชอบหลินเฟิงคนนั้นหรือ?”
“อย่างไรเล่า ในเมื่อพวกท่านจัดการเรื่องวิวาห์ของข้าได้ เหตุใดข้าจะจัดการเรื่องหัวใจของตนเองบ้างไม่ได้เล่า” สวีอวิ้นเอ๋อร์มีแววเยาะหยันอยู่ที่หางตาและคิ้ว
“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่มี!” สวีซิ่งอี้พูดอย่างจนปัญญา
เมื่อเผชิญหน้ากับน้องสาวคนนี้ เขาไม่อาจแสดงท่าทีของคุณชายเจ้าสำราญอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงได้ ตั้งแต่เล็กเขาเป็นลูกคนเดียว ทุกคนรังเกียจที่เขาไม่มีมารดาจึงไม่มีใครเล่นด้วย ทุกครั้งที่สวีติ้งซานออกรบ เขาก็กลายเป็นคนที่ไม่มีใครสนใจในบ้าน
มีเพียงสวีอวิ้นเอ๋อร์น้องสาวคนนี้ที่อยู่เคียงข้างเขาทุกครั้งยามที่เขาเหงา ทั้งยังพาเขาไปตำหนักอ๋องมู่เพื่อเป็นเพื่อนฮูหยินอ๋องมู่ เมื่อปีที่แล้วที่เขาถูกสวีติ้งซานส่งไปเรียนหนังสือที่ชนบท ก็เป็นสวีอวิ้นเอ๋อร์ที่วิงวอนขอร้องให้
ในตระกูลสวี นอกจากสวีติ้งซานแล้ว คนที่สวีซิ่งอี้อยากปกป้องที่สุดก็คือน้องสาวคนนี้
“พี่ชาย ข้ารู้ว่าท่านอยากช่วยข้า แต่อย่างที่ท่านว่า ท่านพ่อท่านแม่ต่างเห็นชอบกับการแต่งงานครั้งนี้ ดังนั้นต่อให้ข้าต่อต้านก็ไร้ประโยชน์” น้ำเสียงของสวีอวิ้นเอ๋อร์ฟังดูหม่นหมอง “การได้แต่งงานกับองค์รัชทายาทในสายตาพวกท่าน ช่างเป็นเรื่องดีเหลือเกิน การเป็นชายารองขององค์รัชทายาทนั้นช่างสูงส่งและมีเกียรติเพียงใด พวกท่านต้องการให้ข้าแลกทุกสิ่งนี้ ข้าไม่มีข้อตำหนิใด เพราะท่านให้กำเนิดและเลี้ยงดูข้ามา ข้าถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณ”
“แต่ข้าควบคุมหัวใจตนเองไม่ได้ ข้าไม่อาจโน้มน้าวตนเองให้ชอบองค์รัชทายาทที่เพิ่งพบกันเพียงครั้งเดียว อีกทั้งชีวิตสิบกว่าปีที่ผ่านมาของข้าก็ไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดกับพระองค์ ดังนั้นข้าจึงไม่อาจมอบความจริงใจให้พระองค์ได้”
“ส่วนคุณชายหลินผู้นั้น ข้าก็บอกไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกเช่นไร เขาเป็นคนที่สองต่อจากพี่ชายที่เคยปกป้องข้า ข้าพบเจอผู้คนน้อย จึงอดไม่ได้ที่จะมีความคิดฝันเพ้อเจ้อ ท่านวางใจเถิด หลังจากวันนี้ ข้าจะไม่คิดอะไรทั้งสิ้น”
สวีอวิ้นเอ๋อร์พูดจบก็ดื่มสุราดอกสาลี่หมดในคำเดียว หยดน้ำตาที่พยายามสะกดกลั้นไว้อย่างที่สุด ร่วงหล่นและซึมหายเข้าไปในไรผมที่ขมับอย่างเงียบงันในจังหวะที่นางเงยหน้าดื่ม
“อวิ้นเอ๋อร์” สวีซิ่งอี้มองน้องสาวเช่นนี้ รู้สึกสับสนวุ่นวายในใจ เรียกชื่อนางแล้วกลับไม่รู้จะพูดอะไร
ในตอนนั้นเอง เสียงสตรีที่คุ้นเคยก็ลอยมา “ผู้คนในเมืองหลวงของพวกเจ้าแปลกประหลาดเช่นนี้หรือ พี่ชายคนหนึ่งพูดปากเปียกปากแฉะว่ารักและปกป้องน้องสาว แต่กลับยืนอยู่ฝ่ายที่บังคับให้น้องสาวแต่งงานกับคนที่ไม่อยากแต่งด้วย ความรักที่เจ้าอ้างถึง มันช่างดูต่ำต้อยและเสแสร้งสิ้นดี!”
ขณะที่พูด เหยียนจื่อเซียงเดินอ้อมฉากบังตาจากประตูเข้ามา เมื่อเห็นพี่น้องทั้งสองที่ตกใจ นางจึงอธิบายทีหลังว่า “พวกเจ้าไม่ได้ปิดประตู ข้าอยากมาหาคุณหนูท่านนี้เล่น ไม่ได้ตั้งใจแอบฟัง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สองแก้มของสวีอวิ้นเอ๋อร์ก็แดงก่ำ ทันใดนั้นก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
สวีซิ่งอี้ยิ่งโมโหจนลุกพรวดขึ้น “เจ้าจะบุกเข้ามาในห้องส่วนตัวของผู้อื่นเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“ข้าเคาะประตูแล้วนะ พวกเจ้าต่างหากที่ไม่ได้ยิน ข้าคิดว่าพวกเจ้าไปแล้ว ไม่คิดว่าพอเข้ามาก็ได้ยินพวกเจ้าสนทนากันอยู่ ข้าก็แค่ไม่อยากขัดจังหวะเท่านั้น” เหยียนจื่อเซียงพูดพลางวางกาสุราในมือลงบนโต๊ะ รินให้สวีอวิ้นเอ๋อร์เต็มถ้วย แล้วกล่าวว่า “นี่คือสุราเทพเซียนใต้แสงจันทร์อันเลื่องชื่อของหอฝานเทียน เจ้าลองชิมดูสักหน่อยเป็นอย่างไร!”