ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 621 ความยึดติดที่น่ากลัวของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 621 ความยึดติดที่น่ากลัวของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น
เมิ่งฉีฮ่วนมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาจนใจเล็กน้อย “แม้จะคุยกันไม่ลงตัว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องลงไม้ลงมือกันเสียหน่อย”
พูดจบเขาก็ลูบศีรษะหลี่เยว่หานเบา ๆ ก่อนจะลุกออกจากตัวรถม้าไปยืนอยู่ด้านหน้า เขาจ้องมองหลินเฟิงจากที่สูงด้วยสายตาเย็นชา “องค์ชายเฟิง ฟ้ามืดหนทางลื่นเช่นนี้ มีเรื่องอันใดรอไว้สนทนากันพรุ่งนี้ก็ยังไม่สาย”
“ไม่ ข้าทราบดีว่าหากรอจนถึงวันพรุ่งนี้ ท่านอ๋องย่อมมีวิธีนับร้อยนับพันที่จะเลี่ยงไม่พบข้า” หลินเฟิงยังคงยืนกรานขวางหน้ารถม้าหลวงอย่างดื้อรั้น “ข้ามาหาท่านด้วยความจริงใจ!”
“องค์ชาย วันนี้ต่อหน้าฝ่าบาทพวกเราก็พูดชัดเจนแล้ว หากเผ่าเร่ร่อนไม่ยอมสวามิภักดิ์เป็นแคว้นใต้ปกครองของตงฮั่น เราย่อมไม่อาจถ่ายทอดวิชาถลุงเกลือให้ได้ อีกอย่างภูมิประเทศของเผ่าเร่ร่อนนั้นซับซ้อน วิชาถลุงเกลือด้วยการตากแดดไม่อาจช่วยพวกท่านได้หรอก” เมิ่งฉีฮ่วนรู้ดีว่าตลอดเส้นทางนี้ต้องมีหูตาของใครบางคนจับจ้องอยู่ จึงเลือกที่จะพูดทุกอย่างออกมาให้แจ้งชัด
“อีกประการ ทั้งหมดนี้เป็นการตัดสินพระทัยของฝ่าบาท ข้ามีหน้าที่เพียงดําเนินการตามพระราชโองการเท่านั้น เวลาไม่เช้าแล้ว องค์ชายเชิญกลับไปเถิด”
หลินเฟิงอ้าปากค้างคล้ายจะพยายามแย้งบางอย่าง ทว่าในตอนนั้นเองหลี่เยว่หานก็เดินออกมาจากรถม้า ยืนเคียงข้างเมิ่งฉีฮ่วนแล้วเอ่ยขึ้นว่า “คุณชายหลิน วันนี้เป็นวันแรกของการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ หากท่านมีใจศรัทธา มิสู้รอให้จบงานประชุมและได้เห็นบรรยากาศปีใหม่ของตงฮั่นเราเสียก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องการสวามิภักดิ์ก็ยังไม่สาย”
ได้ยินดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็หันไปมองหลี่เยว่หานด้วยความสงสัย
“ตกลง! ในเมื่อพระชายากล่าวเช่นนี้ ข้าก็จะรอให้จบงานประชุมขุนนางครั้งใหญ่เสียก่อน ข้าจะขอชมดูเทศกาลปีใหม่ของพวกท่านให้เต็มตาแล้วค่อยตัดสินใจ!” พูดจบหลินเฟิงก็จากไปอย่างเด็ดเดี่ยวเกินคาด
เมิ่งฉีฮ่วนมองตามร่างของหลินเฟิงจนลับสายตาไป จึงโอบประคองหลี่เยว่หานกลับเข้าไปในรถม้า
“คำพูดของเจ้าเมื่อครู่ อีกประเดี๋ยวคงถึงหูฮ่องเต้หลิงอวิ๋นแน่” เมิ่งฉีฮ่วนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกุมมือหลี่เยว่หานแล้วกระซิบเบา ๆ
“ข้าทราบเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานตบหลังมือเขาเป็นการปลอบโยน “แม้ข้าจะไม่รู้ว่าวันนี้พวกท่านสนทนากันอย่างไร แต่การที่หลินเฟิงมาดักรอเช่นนี้แสดงว่าเขาเริ่มร้อนรนจนอยากหาทางลัดจากตัวท่าน ดังนั้นไม่ว่าวันนี้เราจะเผชิญหน้ากับเขาอย่างไร สุดท้ายฮ่องเต้หลิงอวิ๋นย่อมต้องระแวงอยู่ดี มิสู้พูดให้กำกวมไปเสียเลย อย่างไรเขาก็ไม่มีวันเชื่อใจเราเต็มร้อยอยู่แล้ว”
คำพูดนี้ทำให้เมิ่งฉีฮ่วนรู้สึกอัดอั้นตันใจขึ้นมาทันที “ข้าไม่อยากเป็นอ๋องนี่แล้ว ไม่อยากผลักดันนโยบายใหม่แล้วด้วย พวกเราพาเด็ก ๆ หนีไปจากเมืองหลวงกันเถอะ!”
“จะไปหมู่บ้านไป๋อวิ๋นหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานหลุดขำ “นึกไม่ถึงเลยว่าท่านอ๋องฉีผู้เป็นเทพสังหารจะมีมุมขี้งอนเช่นนี้ด้วย”
“ชีวิตช่างยากเย็นนัก…” เมิ่งฉีฮ่วนรวบหลี่เยว่หานเข้าสู่อ้อมกอด “ตอนนี้ทำได้เพียงเร่งจัดการนโยบายใหม่ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่จะทำให้เราถอนตัวต่อหน้าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นได้อย่างปลอดภัยจริง ๆ”
หลี่เยว่หานไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ส่งเสียง “อืม” ในลำคอเบา ๆ
สิ่งที่เมิ่งฉีฮ่วนคิด ก็คือความปรารถนาของนางเช่นกัน
นางไม่ชอบชีวิตที่ต้องแก่งแย่งชิงดีแม้แต่น้อย ถึงแม้ฐานะพระชายาจะสูงส่งเพียงใด แต่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็คอยจ้องมองพวกเขาเขม็งราวกับเสือร้ายที่พร้อมจะตะครุบเหยื่ออยู่ตลอดเวลา
หลี่เยว่หานเคยวิเคราะห์ว่า หากตอนที่พวกเขาเสนอเรื่องวิชาถลุงเกลือ เมิ่งฉีฮ่วนไม่ได้ร่วมมือกับหลี่เจี้ยนโบและแม่ทัพสวีติ้งหลานร่างนโยบายใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯ พร้อมกันล่ะก็ ทันทีที่ส่งมอบวิชาถลุงเกลือไป วันนั้นย่อมเป็นวันตายของพวกเขา
เพราะเกลือและเสบียงคือเส้นเลือดใหญ่ของชาติ เมื่อกุมวิชาถลุงเกลือไว้ในมือ ทั้งยังมีการสนับสนุนจากเมืองเทียนซิงอู่เหอ เมิ่งฉีฮ่วนย่อมสามารถสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้ได้ทุกเมื่อ
อีกทั้งราชสำนักตงฮั่นในยามนี้ก็ฟอนเฟะ ปัญหาขุนนางล้นงานยังไม่ได้รับการแก้ไข หากเมืองเทียนซิงอู่เหอได้เมิ่งฉีฮ่วนไปปกครอง ไม่นานย่อมแข็งแกร่งจนทัดเทียมตงฮั่นได้ และหากวันใดเมิ่งฉีฮ่วนยกทัพจากที่นั่นมาตีตงฮั่น นั่นย่อมเป็นหายนะอย่างแท้จริง
ที่สำคัญ เมิ่งฉีฮ่วนยังคงมีความแค้นเคืองที่ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเคยใช้ประโยชน์จากเขา มิเช่นนั้นคราวนั้นเขาคงไม่ยืนกรานให้ประหารองค์ชายสองจงเจิ้งเซวียนอย่างเด็ดขาด
ด้วยนิสัยขี้ระแวงของฮ่องเต้หลิงอวิ๋น การป้องกันตนจากเมิ่งฉีฮ่วนจึงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็นภายนอก
แม้ยามนี้นโยบายใหม่จะได้รับผลตอบรับที่ดีในอำเภอฮัวซี และฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็เริ่มมองเห็นความหวังจนยอมละเว้นครอบครัวของเขาไว้ชั่วคราว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าจะละเว้นไปตลอดกาล ต่อให้วันนี้หลินเฟิงไม่มาดักรถม้า หลี่เยว่หานก็คิดว่าจวนฉีอ๋องในคืนนี้ย่อมไม่สงบสุขอยู่ดี
เมื่อกลับถึงจวน ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เนื่องด้วยช่วงงานประชุมขุนนางครั้งใหญ่ เมืองหลวงจึงมีการประกาศใช้มาตรการห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล ตามตรอกซอกซอยจึงเงียบสงบยิ่งนัก
ทันทีที่สามีภรรยากลับมาถึง อาหารรสเลิศก็ถูกจัดเตรียมไว้ในห้องอบอุ่นเรียบร้อยแล้ว ทุกคนต่างรู้ดีว่างานเลี้ยงในวังนั้นไม่มีทางกินอิ่ม อวี้จวงและคนอื่น ๆ จึงเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า
ทว่าเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงภายใต้การดูแลของสีเยว่กูกูนั้นได้กินจนอิ่มหนำไปนานแล้ว พอถึงจวนเด็กทั้งสองก็บ่นง่วง หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จก็เข้านอนทันที
ภายในห้องอบอุ่นจึงเหลือเพียงหลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนนั่งประจันหน้ากัน พอนึกดูแล้วหากลองนึกย้อนดู พวกเขาไม่ได้นั่งรับประทานอาหารด้วยกันตามลำพังเช่นนี้มานานมากแล้ว
“เมิ่งฉีฮ่วน ยามนี้ท่านมีทั้งบุตรชายบุตรสาวเพียบพร้อม ครอบครัวมีความสุข ท่านยังมีความปรารถนาอันใดอีกหรือไม่?” หลี่เยว่หานยกจอกสุราขึ้นดื่มก่อนจะเอ่ยถามกะทันหัน
เมิ่งฉีฮ่วนชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วยกจอกขึ้น “สามีภรรยารักใคร่ อยู่เคียงคู่จนผมขาวโพลน เพียงเท่านี้ข้าก็พอใจแล้ว”
หลี่เยว่หานยิ้มหวาน นางเท้าคางมองเขาแล้วถามต่อ “ที่ท่านบอกวันนี้ว่าอยากออกจากเมืองหลวง เป็นความจริงหรือเจ้าคะ?”
“จริง” เมิ่งฉีฮ่วนวางจอกสุราลง “แต่มันก็เป็นได้แค่คำพูดเท่านั้นแหละ”
“นั่นสิเจ้าคะ ตอนนั้นท่านพาจงเจิ้งมู่ชวนและจงเจิ้งหลิงซีหนีไปถึงชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือที่ห่างไกลเพียงนั้น ราชสำนักยังพลิกแผ่นดินตามหาจนพบ หากเราหนีไปตอนนี้ คาดว่ายังไม่ทันถึงอำเภอฮัวซี ก็คงถูกลอบสังหารเสียก่อน” หลี่เยว่หานกล่าวพลางมีสีหน้าเศร้าหมองลง
เมื่อเห็นดังนั้น เมิ่งฉีฮ่วนจึงลุกมานั่งข้าง ๆ นาง กุมมือพรางเอ่ยว่า “แม้ตอนนี้สถานการณ์จะดูอึดอัดไปบ้าง แต่เชื่อข้าเถิด ข้าจะปกป้องพวกเจ้าให้ดีที่สุด”
“ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานถอนหายใจ “ข้าแค่รู้สึกว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นช่างเป็นคนยึดติดจนน่ากลัว พอไม่ได้ตัวท่านมาครอบครองก็คิดจะกำจัดทิ้ง ทั้งยังไม่ยอมเชื่อใจท่านแม้แต่น้อย เหมือนพวกผู้ชายสารเลวในนิยายรักที่ข้าเคยอ่านเลย”
เมิ่งฉีฮ่วน “???”
“ท่านดูสิเจ้าคะ ด้านหนึ่งก็อยากให้ท่านทำงานรับใช้ชาติ แต่อีกด้านก็สงสัยว่าท่านจะก่อกบฏ ตอนนั้นยอมปล่อยให้ท่านพาบุตรธิดาของจงเจิ้งเสียนไปแท้ ๆ แต่อีกด้านกลับล่อลวงให้องค์ชายสองและองค์ชายสามตามรอยท่านจนเจอ สรุปแล้วท่านเป็นน้องชายของเขา หรือเป็นคนรักที่เขาครอบครองไม่ได้กันแน่???” แม้ในงานเลี้ยงนางจะไม่ได้รับประทานสุรา แต่ตอนนี้คำพูดคำจาเริ่มจะเลอะเลือนขึ้นมาเสียแล้ว
เมิ่งฉีฮ่วนได้ยินเช่นนั้นก็ทั้งขำทั้งสงสาร “เสด็จพี่ไม่ได้ชอบบุรุษด้วยกัน และตัวข้าเองก็ชอบสตรี”
“หืม?” หลี่เยว่หานหูผึ่งทันที “หมายความว่านอกจากข้าแล้ว ท่านยังมีสตรีอื่นที่ชอบอีกงั้นหรือ? หรือว่าท่านยังอาลัยอาวรณ์ชายารองจี้ซินเยว่ที่ตายไปแล้วกันแน่?”
ชายารองจี้ซินเยว่ผู้ล่วงลับ ‘ข้ากำลังจะไปเกิดใหม่ อย่ามากวนใจกันได้หรือไม่?’