ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 622 พบอวี๋หลันอีกครั้ง
เมิ่งฉีฮ่วนได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หานก็ถึงกับน้ำท่วมปากไปพักใหญ่ สุดท้ายเขาก็อดไม่ได้ที่จะหยิกแก้มของนางแรง ๆ ทีหนึ่ง “เจ้าตัวแสบ เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใดกัน?”
“ข้าแค่คาดคะเนตามเหตุตามผลเท่านั้นเองเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยท่าทางจริงจัง ทว่าสุดท้ายก็หลุดขำออกมาแล้วซบลงที่อกของเมิ่งฉีฮ่วน “แต่พูดก็พูดเถอะเจ้าค่ะ ข้าดูไม่ออกจริง ๆ ว่าฮ่องเต้หลิงอวิ๋นมีท่าทีอย่างไรต่อท่านกันแน่”
“เขามีนิสัยขี้ระแวงโดยกำเนิด แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนรักคนมีความสามารถ แม้ในใจจะคอยระแวงข้าอยู่ตลอด แต่เขาก็ยังคงเรียกใช้ข้าในงานสำคัญไม่น้อย” เมิ่งฉีฮ่วนลูบศีรษะของหลี่เยว่หานเบา ๆ “เพียงแต่ยามนี้ชายแดนทางเหนือยังไม่มั่นคง หลินเฟิงในฐานะบุตรชายของผู้นำเผ่ามาติดต่อกับข้าบ่อยครั้งในช่วงนี้ ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะไปกระตุกความระแวงที่เพิ่งจะมอดลงของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาอีก”
“ดังนั้น วันนี้ท่านจึงต้องทำตัวห่างเหินกับหลินเฟิงเพื่อเลี่ยงข้อครหาหรือเจ้าคะ?” หลี่เยว่หานถามต่อ
“ก็ไม่เชิงเสียทีเดียว หลินเฟิงผู้นี้มีความกล้าหาญเกินตัวทว่าขาดความรอบคอบ แม้เขาจะดูมีความจริงใจ แต่ในฐานะองค์ชายที่เติบโตมาในน้ำมือผู้อื่นและเคยถูกทิ้งไว้ในค่ายนักรบเดนตาย ความจริงแล้วเขาไม่มีอำนาจตัดสินใจใด ๆ เลย เราไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลากับเขา”
“แต่ท่านเคยคิดไหมเจ้าคะ เผ่าเร่ร่อนนั้นเห็นชัดว่าใช้ชีวิตอย่างขัดสน ทุกปีต้องพึ่งพาการนำวัวและแกะมาแลกตั๋วเงิน แต่เหตุใดหลินเฟิงถึงสามารถเหมาห้องรับรองที่ใหญ่ที่สุดในหอฝานเทียนได้ในรวดเดียว ทั้งยังจ่ายตั๋วเงินล่วงหน้าไปมากมายเพียงนั้น หรือว่าแท้จริงแล้วเผ่าเร่ร่อนร่ำรวยมาก และความขัดสนที่เห็นเป็นเพียงการตบตา?”
ได้ยินสิ่งที่หลี่เยว่หานวิเคราะห์ เมิ่งฉีฮ่วนถึงกับนิ่งเงียบไป
ครู่ใหญ่กว่าที่เขาจะเอ่ยปากอีกครั้ง “เดิมทีข้าไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้น แต่พอเจ้าพูดมา ข้าก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติจริง ๆ เผ่าเร่ร่อนนั้นยากจนข้นแค้นของจริง มิใช่เรื่องเสแสร้ง คณะของหลินเฟิงแยกกันพักเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งพักที่หอฝานเทียนเคียงข้างเขา ส่วนที่เหลือพร้อมเครื่องบรรณาการพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมปาเซียน ดูเผิน ๆ เหมือนหลินเฟิงจะเป็นคนรักสนุกเจ้าสำราญ แต่หากพิจารณาให้ดี เรื่องนี้ไม่ปกติอย่างยิ่ง”
“แถมความสัมพันธ์ระหว่างแม่นางหลานซั่วกับหลินเฟิงก็ดูไม่ธรรมดาด้วยนะเจ้าคะ” หลี่เยว่หานเสริม
“ทางด้านหลานซั่วนั้นข้าส่งคนจับตาดูตลอด นางไม่ได้ติดต่อกับหลินเฟิงบ่อยนัก ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ยกเว้นเพียงครั้งเดียวที่ออกไปเดินถนนด้วยกัน หลังจากนั้นทั้งสองก็ดูเหมือนจะไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ ร่วมกันอีกเลย”
“แต่การที่หลินเฟิงพักอยู่ที่หอฝานเทียนตลอด และหลานซั่วเองก็เป็นดาวเด่นประจำหอฝานเทียน การที่ทั้งสองไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ เลยนั่นแหละที่น่าแปลกใจที่สุด เหมือนกับว่าพวกเขากำลังจงใจหลบเลี่ยงเพื่อไม่ให้ใครสงสัย”
หลี่เยว่หานมักมีมุมมองที่เฉียบแหลมและแตกต่างเสมอ ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนนั้นคุ้นชินกับการปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน จึงอาจจะมองข้ามความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ไปบ้างยามที่มองจากมุมมองเดิม ๆ
เมื่อถูกหลี่เยว่หานเตือนสติเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนจึงจำเป็นต้องคิดทบทวนไปถึงเบื้องหลังที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
“น้องหญิงคิดเห็นอย่างไร?” เมิ่งฉีฮ่วนก้มลงมองหลี่เยว่หานในอ้อมกอด
หลี่เยว่หานถอนหายใจออกมา “โบราณว่าสตรีไร้ความสามารถคือคุณธรรม ข้าช่างขาดคุณธรรมเช่นนี้ จะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ไหมนะ?”
พูดพลางนางก็ยันกายขึ้นจากอกของเมิ่งฉีฮ่วนแล้วจ้องมองเขาด้วยสายตาจริงจัง “พรุ่งนี้หลังจากจบการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ หลินเฟิงจะต้องมาหาเราที่จวนแน่ ๆ ถึงตอนนั้นเราค่อยพบเขาเพื่อหยั่งเชิงดูก็ได้เจ้าค่ะ”
“อืม ทุกอย่างตามใจเจ้า”
ในยามดึกสงัด เงาร่างของคนทั้งสองที่โอบกอดกันภายใต้แสงเทียนวูบไหวแผ่ซ่านไปด้วยความอบอุ่นละมุนตา ทำให้ราตรีที่หนาวเหน็บในฤดูหนาวนี้ดูจะไม่หนาวเย็นเท่าที่ควร
วันที่สองของการประชุมขุนนางครั้งใหญ่ ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นประทับฟังรายงานความสำเร็จและอุปสรรคในรอบปีจากเหล่าทูตานุทูตและแคว้นใต้ปกครองที่มาจากทั่วสารทิศ และในปีนี้มีเรื่องใหญ่คือวิชาถลุงเกลือ ทุกฝ่ายต่างแสดงความหวังเป็นเสียงเดียวกันว่าขอให้ฮ่องเต้หลิงอวิ๋นเร่งถ่ายทอดวิชาถลุงเกลือไปยังดินแดนของตนโดยเร็วที่สุด
ซึ่งฮ่องเต้หลิงอวิ๋นก็มิได้ปฏิเสธประการใด
พระองค์ใช้มตินี้เป็นข้อต่อรองกับแคว้นเล็ก ๆ ที่พันธสัญญาเดิมใกล้จะสิ้นสุดลง เพื่อลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพฉบับใหม่ จากนั้นจึงได้มอบสมุดคู่มือวิชาถลุงเกลือที่หลี่เยว่หานเป็นผู้เรียบเรียงให้แก่พวกเขาด้วยความเอื้อเฟื้อ
หากมิใช่ว่างานประชุมยังมีกำหนดการอีกหนึ่งวัน เหล่าทูตทั้งหลายคงแทบรอไม่ไหวที่จะรีบกลับประเทศเพื่อไปศึกษาวิชานี้ทันที
ทางด้านเหล่าฝ่ายในและสตรีชั้นสูง ในวันนี้มีการจัดเลี้ยงกันที่พระราชวังฤดูร้อน ในงานมีการแนะนำบุตรหลานของแต่ละตระกูลให้รู้จักกัน จนมีคุณหนูจากบางบ้านเริ่มถูกหมั้นหมายกันในงานนี้เอง
แม้ในยามนี้เมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงจะมีอายุเพียงขวบเศษ แต่กลับมีฮูหยินจากหลายตระกูลเข้ามาตีสนิทพยายามสร้างสายสัมพันธ์ บางคนถึงขั้นอยากจะขอจองตัวลูก ๆ ของนางไว้เป็นคู่หมั้นหมายตั้งแต่ยังเล็ก…
ทำเอาหลี่เยว่หานถึงกับทำตัวไม่ถูก ได้แต่หัวเราะและปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวล
ที่เรือนพักแห่งนี้ หลี่เยว่หานได้พบกับอวี๋หลันที่ไม่ได้เจอกันนาน ยามนี้อวี๋หลันกำลังตั้งครรภ์แก่ รวบผมมวยแบบสตรีที่แต่งงานแล้ว ท่าทางดูสงบนิ่งเรียบง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ไม่หลงเหลือเค้าลางของความถือดีหยิ่งโสเหมือนเมื่อแรกพบ
“น้องหญิง ไม่ได้เจอกันเสียนาน” อวี๋หลันเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทักทายก่อน พร้อมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน
“ไม่ได้เจอกันนานเจ้าค่ะ” แม้หลี่เยว่หานจะไม่ถึงกับเกลียดอวี๋หลัน แต่ทั้งสองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมกันมากนัก เมื่ออีกฝ่ายทักทายมา นางจึงไม่อาจเมินเฉยได้ ได้แต่พยักหน้าตอบรับตามมารยาทเท่านั้น
เมื่อสัมผัสได้ถึงท่าทีที่ไม่ได้เย็นชาแต่ก็ไม่ได้สนิทสนมของหลี่เยว่หาน อวี๋หลันจึงก้มหน้าลงเล็กน้อย มือลูบหน้าท้องที่นูนป่องของตนตามสัญชาตญาณ หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง นางก็โพล่งขึ้นมาว่า “เรื่องในอดีต… ข้าขอโทษด้วยนะ…”
หลี่เยว่หานคาดไม่ถึงว่าอวี๋หลันจะจู่ ๆ ก็เอ่ยปากขอโทษ จึงรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง “เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถิดเจ้าค่ะ เพียงท่านยังเป็นบุตรสาวที่ดีของท่านป้าก็เพียงพอแล้ว”
มิใช่ว่าหลี่เยว่หานใจดำไม่ยอมให้อภัย แต่ในความทรงจำของนาง อวี๋หลันนอกจากจะเคยแสดงความปลาบปลื้มในตัวเมิ่งฉีฮ่วนอย่างออกนอกหน้า และเคยอิจฉาที่หลี่เยว่หานได้รับความรักจากอวี๋เจ๋อฟางและฮูหยินยามที่นางไปพักอยู่ที่จวนกั๋วกงแล้ว อวี๋หลันก็มิได้ทำเรื่องร้ายแรงอันใดนัก จึงไม่มีความจำเป็นต้องพูดเรื่องการให้อภัยหรือคำว่าขอโทษ
ทว่าอวี๋หลันกลับมิได้คิดเช่นนั้น เมื่อเห็นหลี่เยว่หานกล่าวเพียงสั้น ๆ นางจึงทึกทักไปว่าหลี่เยว่หานคงยังไม่ยกโทษให้ จึงยิ่งดูเศร้าหมองลงไปอีก “เมื่อก่อนข้าเป็นคนชอบเอาชนะและไม่รู้จักวางตัวให้เหมาะสม ต่อมาข้าจึงได้กลับไปทบทวนตัวเองอย่างหนัก จริงอย่างที่ท่านว่า ข้าเป็นเพียงบุตรบุญธรรม การได้รับฐานะคุณหนูจวนกั๋วกงก็นับว่าโชคดีเหลือเกินแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อ ท่านแม่ รวมถึงน้องชายและน้องสาวต่างก็ปฏิบัติต่อข้าเป็นอย่างดี ยามนั้นข้ากลับพูดจาร้ายกาจใส่ท่าน มันช่างไม่ควรจริง ๆ”
การสำนึกผิดที่โพล่งออกมาอย่างกะทันหันนี้ ทำให้หลี่เยว่หานเริ่มระแวดระวังขึ้นตามสัญชาตญาณ
อาจเป็นเพราะหลี่เยว่หานนิ่งเงียบไป อวี๋หลันจึงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “เอาเถิด อย่างที่ท่านว่า เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป ข้าจะเป็นบุตรสาวที่ดีของท่านแม่ต่อไปก็พอ” พูดพลางนางก็ก้มลงมองหน้าท้องของตนเอง “ยามนี้ข้ากำลังจะได้เป็นแม่คนแล้ว ถึงได้รู้ซึ้งถึงหัวอกคนเป็นแม่ ในตอนนั้น… ข้าคงทำให้ท่านแม่ต้องผิดหวังมากจริง ๆ”
ได้ยินคำพูดนี้ หลี่เยว่หานเม้มริมฝีปาก “ท่านไม่จำเป็นต้องตำหนิตัวเองขนาดนี้…”
ทว่ายังไม่ทันจะกล่าวจบ อวี๋หลันก็ตาเบิกกว้างแล้วหงายหลังล้มลงไป หลี่เยว่หานเห็นดังนั้นจึงรีบยื่นมือออกไปคว้าร่างนางไว้อย่างรวดเร็ว และด้วยความเป็นห่วงว่าอีกฝ่ายกำลังตั้งครรภ์ นางจึงรีบพุ่งตัวไปรองรับที่ด้านหลังเพื่อใช้ร่างกายเป็นเบาะมนุษย์ ทำให้อวี๋หลันล้มทับลงบนตัวของนางอย่างแรงจนกระแทกพื้นอย่างจัง…
“ท่านแม่!”
“พระชายา!”
เดิมทีหลี่เยว่หานเลือกมาพักในที่ที่คนไม่พลุกพล่านเพื่อความสงบ โดยมีอวี้จวงคอยดูแลเด็กแฝดอยู่ใกล้ ๆ เมื่อได้ยินเสียงโครมครามผิดปกติ ทั้งอวี้จวงและเด็ก ๆ ต่างก็พากันอุทานออกมาด้วยความตกใจ
เพื่อให้รองรับน้ำหนักของอวี๋หลันไว้ได้ หลี่เยว่หานไม่เพียงแต่ต้องล้มกระแทกพื้นอย่างแรงเท่านั้น แต่ด้วยชุดพิธีการของพระชายาที่สวมใส่อยู่นั้นซับซ้อนและมีเครื่องประดับศีรษะที่หนักอึ้ง เมื่อล้มลงในท่านี้ ท้ายทอยของนางจึงกระแทกเข้ากับพื้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
หากมิใช่เพราะมวยผมหนาเตอะที่เกล้าไว้ที่ท้ายทอยช่วยรองรับไว้ คาดว่าศีรษะของนางคงจะแตกจนเลือดตกยางออกไปแล้ว!