ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 645 ล่อเสือออกจากถ้ำ
บทที่ 645 ล่อเสือออกจากถ้ำ
เวลาล่วงเลยไปหนึ่งเดือนเต็ม ฤดูใบไม้ผลิเริ่มเข้าสู่ช่วงการเพาะปลูก ราษฎรต่างได้รับผลประโยชน์จากกฎเกณฑ์ใหม่ ทุกคนได้ถือครองที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ทั้งยังไม่ต้องแบกรับภาระภาษีเสบียงหรือค่าเช่าที่ดินที่หนักอึ้งอีกต่อไป ใบหน้าของชาวบ้านทั่วทั้งเมืองจึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านที่มีต่อฉีหวังเฟยหลี่เยว่หาน ผู้ถูกกล่าวหาว่าต้องทัณฑ์สวรรค์เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเห็นอกเห็นใจ จากเดิมที่เคยหลบเลี่ยงด้วยความกลัวเมื่อเดือนก่อน ยามนี้กลับกลายเป็นความสงสารจับใจแทน
“จะว่าไปพระชายาฉีอ๋องก็น่าเวทนานัก นางตั้งใจทำความดีแท้ ๆ แต่ใครจะรู้ว่าเคราะห์กรรมกลับไปตกที่บุตรสาวเสียได้!”
“นั่นสิ วิชาถลุงเกลือและสกัดน้ำมันที่พระชายาเผยแพร่ก็เพื่อประโยชน์ของพวกเราทั้งนั้น ส่วนท่านอ๋องก็เป็นผู้ผลักดันกฎเกณฑ์ใหม่จนพวกเรามีที่ดินทำกิน ครอบครัวคนดีเช่นนี้ไม่ควรต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายเลยจริง ๆ”
“เฮ้อ เมื่อก่อนเห็นพระชายาไปทานอาหารที่หอฝานเทียนบ่อย ๆ พ่อครัวที่นั่นถูกนางสอนจนกลายเป็นยอดกุ๊ก แต่ตั้งแต่ท่านหญิงน้อยล้มป่วย พระชายาก็ไม่ได้เหยียบไปที่นั่นอีกเลยเป็นเดือน พ่อครัวที่นั่นบอกกับข้าว่า ยามนี้เขาแทบจะลืมวิธีทำอาหารไปหมดแล้ว!”
“เจ้าไปฟังพ่อครัวหอฝานเทียนพูดมาตอนไหนกัน?”
“ก็เมื่อวานตอนบ่ายอย่างไรเล่า”
“เมื่อวานบ่าย? เจ้าบอกเมียว่าไปทำงานมิใช่หรือ!”
“อย่าไปสนใจเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นเลย…”
…..
ในขณะที่ชาวบ้านกำลังสนทนากันอยู่นั้น เจ้าถ้ำใหญ่ได้พำนักอยู่ที่ภัตตาคารแปดเซียนมานานร่วมเดือนแล้ว เช่นเดียวกับประกาศของจวนฉีอ๋องที่ตามหาหมอเทวดาซึ่งแปะหรามานานหนึ่งเดือนเต็ม หากหมอคนใดสามารถระบุอาการได้ถูกต้องเพียงไม่กี่อย่างก็ได้รับรางวัลเป็นเงินทันที
เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ประกาศระบุว่าหากผู้ใดรักษาท่านหญิงน้อยได้จะได้รับทองคำหนึ่งร้อยตำลึง ซึ่งทำให้ผู้คนตื่นตัวกันมาก แต่น่าเสียดายที่เวลาผ่านไปกลับไม่มีใครรักษา เมิ่งอิงหนิง ได้เลย
ทว่าวันนี้ จวนฉีอ๋องได้เปลี่ยนประกาศใหม่ รางวัลสำหรับผู้ที่รักษาท่านหญิงน้อยได้คือ ทองคำหนึ่งพันตำลึง พร้อมด้วย หยกเหอซื่อ หนึ่งชิ้น และ ไข่มุกขับไล่พิษ ล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งอีกหนึ่งเม็ด ทันทีที่ประกาศถูกแปะลงไป ทั้งเมืองหลวงก็แทบแตกตื่น
หมอหลายคนที่เคยเข้าไปตรวจอาการของเมิ่งอิงหนิงต่างส่ายหน้าถอนหายใจ เสียดายที่ตนไร้ความสามารถจนพลาดโอกาสร่ำรวยเช่นนี้ แต่คนส่วนใหญ่กลับยิ่งทวีความสงสารหลี่เยว่หานที่ต้องเห็นบุตรสาวอาการหนักถึงขั้นต้องควักสมบัติล้ำค่าออกมาแลก
เจ้าถ้ำใหญ่เลือกนั่งที่มุมหนึ่งในห้องโถงของภัตตาคารแปดเซียนเช่นทุกวัน เขานั่งจิบสุราแกล้มกับแกล้มพลางเงี่ยหูฟังคนรอบข้างสนทนา เขามาอยู่เมืองหลวงได้พักใหญ่แล้ว แต่ยังหาจุดอ่อนของจวนฉีอ๋องไม่พบ
เขาเคยคิดจะลอบเข้าไปในยามวิกาล แต่จวนฉีอ๋องมีการป้องกันที่แน่นหนาและมีองครักษ์เงาจำนวนมาก แม้เขาจะสามารถใช้แมลงพิษจัดการองครักษ์บางส่วนได้ แต่ย่อมต้องทำให้คนอื่นรู้ตัว อีกทั้งองครักษ์เหล่านี้ยังเป็นนักรบเดนตายที่ถูกฝึกมาอย่างดี ต่อให้จับตัวมาได้ก็ไร้ประโยชน์ในการเค้นความลับ ซ้ำร้ายวรยุทธ์ของเขายังมิใช่คู่ต่อสู้ขององครักษ์เงา หากดื้อรั้นเข้าปะทะย่อมมีแต่ความตาย
ดังนั้นเขาจึงได้แต่รอคอยโอกาส
หลังจากแผนการเข้าทางจงเจิ้งเสียนล้มเหลว เขาจึงอาศัยช่วงที่เมิ่งอิงหนิงป่วย ใช้เงินซื้อตัวหมอเท้าเปล่าที่มีฝีมืออยู่บ้างเพื่อให้พวกเขานำ กู่ลมปราณ เข้าไปในจวน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ต่อให้หมอเหล่านั้นจะนำกู่เข้าไปได้สำเร็จ หลี่เยว่หานกลับยังคงปลอดภัยดี มิหนำซ้ำในจวนก็ไม่มีข่าวคราวความผิดปกติใด ๆ หลุดออกมาเลย
คราแรกเจ้าถ้ำใหญ่ยังคงใจเย็นได้ แต่เมื่อเห็นรางวัลเป็นไข่มุกขับไล่พิษ เขาก็เริ่มนั่งไม่ติด
ไข่มุกขับไล่พิษเป็นของหายากยิ่งในหนานเจียง มันต้องผ่านการหล่อเลี้ยงด้วยพิษนับร้อยชนิดและแช่ในตัวยาล้ำค่านานนับปี ผู้ที่พกติดตัวไว้ในฤดูร้อนจะมียุงหรือแมลงไม่กล้าก้ำกราย หากกล่าวให้ลึกซึ้งกว่านั้นคือสัตว์พิษทุกชนิดจะไม่กล้าเข้าใกล้
เมื่อปีที่แล้ว บรรดาเจ้าถ้ำที่ถูกจับไป มีสองคนที่พกไข่มุกขับไล่พิษติดตัว ซึ่งเป็นของที่พวกเขาเลี้ยงมานานหลายสิบปี มูลค่าของมันนั้นไม่อาจประเมินได้ และที่สำคัญ ไข่มุกขับไล่พิษนั้นผูกพันกับชีพจรชีวิตของเจ้าถ้ำ หากมุกถูกชิงไป ก็แทบจะยืนยันได้ว่าเจ้าถ้ำผู้นั้นได้สิ้นใจไปแล้ว
เจ้าถ้ำใหญ่รู้ดีว่านี่คืออุบายล่อให้เขาปรากฏตัว แต่เขาก็รู้เช่นกันว่าหากเขายังนิ่งเฉย บรรดาเจ้าถ้ำที่ถูกจับไปคงต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของสามีภรรยาคู่นี้เป็นแน่ ในหนานเจียงสิบสองถ้ำถือเป็นกลุ่มอำนาจที่ยิ่งใหญ่ เป็นรองเพียงเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์และตัวเขาผู้เป็นเจ้าถ้ำใหญ่เท่านั้น หากมิใช่เพื่อช่วยเทพธิดาและบุตรเทพ เขาย่อมไม่มีวันส่งเจ้าถ้ำเหล่านี้ออกมาเสี่ยง
แต่น่าเสียดายที่ยามนี้เจ้าถ้ำทั้งหมดตกอยู่ในเงื้อมมือของจวนฉีอ๋อง ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าสองสามีภรรยามีวิธีรับมือกับวิชากู่
เมื่อคิดได้ดังนั้น เจ้าถ้ำใหญ่จึงดื่มสุราหมดจอกเพื่อสงบสติอารมณ์ ก่อนจะหวนนึกถึงอาการป่วยของเมิ่งอิงหนิงอย่างสงสัย
หากจวนฉีอ๋องมีวิธีรับมือวิชากู่จริง เมิ่งอิงหนิงที่มีกู่ไร้รักในร่างก็น่าจะถูกพบตัวนานแล้ว แต่จากข่าวที่เขาแอบสืบมาตลอดหนึ่งเดือน อาการของท่านหญิงน้อยไม่เพียงไม่ทุเลา กลับยิ่งทรุดหนักลงเรื่อย ๆ จนทุกคนต่างจนปัญญา
ยามแรกเขาคิดว่าเป็นเพียงแผนลวงตา แต่ข่าวที่ได้รับจากหลายช่องทางกลับยืนยันไปในทางเดียวกัน
เจ้าถ้ำใหญ่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกระดกสุราจนหมดและเดินขึ้นห้องพักไป
ทันทีที่เขาพ้นจากโต๊ะ ผู้ดูแลร้านเยว่ ที่คอยตรวจบัญชีอยู่ที่เคาน์เตอร์ก็วางพู่กันลง และรีบเดินออกจากหลังภัตตาคารแปดเซียนไปอย่างรวดเร็ว เขาเดินวนรอบเมืองหลวงหนึ่งรอบก่อนจะมุ่งหน้าออกนอกเมืองไปยังวัดหมื่นพุทธ
…..
“เช่นนั้น เจ้าถ้ำใหญ่คงจะมาที่จวนฉีอ๋องภายในวันสองวันนี้สินะ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามหลังจากฟังรายงานจากผู้ดูแลร้านเยว่
“ข้าคาดว่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับ ตลอดเดือนที่ผ่านมาเขามักจะหาวิธีสืบข่าวเสมอ แต่ข่าวที่เราปล่อยออกไปคือท่านหญิงน้อยอาการหนัก เขาจึงน่าจะหลงเชื่อแล้ว” ผู้ดูแลร้านเยว่ตอบ
“ดี เจ้ากลับไปก่อนเถิด เดินทางระวังตัวด้วย”
หลังจากส่งผู้ดูแลร้านเยว่กลับไปแล้ว หลี่เยว่หานจึงเดินเข้าไปในห้องด้านใน
เมิ่งอิงหนิงนอนหลับอยู่อย่างสงบบนตั่ง โดยมีเมิ่งฉีฮ่วนนั่งอ่านหนังสืออยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นภรรยาเดินเข้ามา เขาก็วางหนังสือลงแล้วกระซิบว่า “อานิ่งหลับไปแล้ว”
“อืม…” หลี่เยว่หานเดินไปที่ข้างเตียง นางตรวจดูอาการของบุตรสาวและดึงเท้าเล็ก ๆ ออกมาพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะห่มผ้าให้เรียบร้อยแล้วหันไปหาเมิ่งฉีฮ่วน “พอฟ้ามืดข้าจะกลับไปที่จวน ส่วนอานิ่งฝากท่านดูแลด้วย”
“เจ้าแน่ใจนะว่าไม่อยากให้ข้ากลับไปด้วย?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่” หลี่เยว่หานส่ายหน้า “ข้าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว”
ความจริงคือ ตั้งแต่พบว่าอานิ่งถูกกู่เมื่อหนึ่งเดือนก่อน หลี่เยว่หานและเมิ่งฉีฮ่วนก็ได้พาลูกลอบมาพักที่วัดหมื่นพุทธอย่างลับ ๆ เนื่องจากกู่ไร้รักนี้เติบโตมาพร้อมกับร่างกายของเด็กน้อย หลี่เยว่หานจึงไม่กล้าฝืนดึงมันออกมาทันที
โชคดีที่ หมอกู่ มีความรู้เรื่องร่างกายเด็กอย่างถ่องแท้ ประกอบกับหลี่เยว่หานได้ใช้หว่านอู้เซิงเข้าช่วย อีกทั้งวัดหมื่นพุทธยังสงบเงียบกว่าในจวนมาก เมิ่งอิงหนิงจึงได้มาพำนักรักษาตัวอยู่ที่นี่อย่างเงียบเชียบ
ส่วนเด็กที่ป่วยอยู่ในจวนยามนี้ คือเด็กที่หลี่เยว่หานให้คนไปรับมาจากสถานเมตตาเด็ก บรรดาหมอที่มาตรวจอาการล้วนตรวจผ่านม่านมุ้งจึงมองเห็นไม่ชัด แต่เมื่อวัดชีพจรกลับพบว่าเป็นชีพจรของเด็กที่ป่วยหนักจริง ๆ แผนลวงนี้จึงดำเนินมาได้ตลอดหนึ่งเดือน
และดูเหมือนว่าความพยายามตลอดหนึ่งเดือนจะไม่สูญเปล่า ในที่สุดเจ้าถ้ำใหญ่ก็เริ่มทนไม่ไหวแล้ว!