ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 646 การจับกุม
บทที่ 646 การจับกุม
ในยามราตรี หลี่เยว่หานสวมเสื้อคลุมตัวยาวปกปิดมิดชิด ลอบลงจากเขาขึ้นสู่รถม้าที่ไม่ได้จุดโคมไฟแม้แต่ดวงเดียว รถม้าคันนั้นเคลื่อนที่ไปอย่างเงียบเชียบมุ่งหน้าสู่เมืองหลวง
ด้วยตราประทับประจำจวนอ๋อง ทหารยามเฝ้าประตูเมืองจึงมิได้หน่วงเหนี่ยว ทั้งในช่วงนี้มิใช่เทศกาลสำคัญ มาตรการห้ามออกนอกเคหาะยามวิกาลจึงเข้มงวดยิ่งนัก ตลอดเส้นทางนางจึงมิได้พบเจอผู้ใด
เมื่อหลี่เยว่หานกลับถึงจวน สิ่งแรกที่นางทำคือไปตรวจดูเหล่าเด็กกำพร้าที่รับมารักษาตัวอยู่ในเรือนปีกข้าง หลังจากสอบถามผู้ดูแลและทราบว่าอาการของเด็ก ๆ ดีขึ้นตามลำดับ นางจึงเบาใจลง
นับตั้งแต่หลี่เยว่หานบูรณะหมู่บ้านผู้อพยพขึ้นใหม่ ก็เริ่มมีผู้อพยพแวะเวียนมายังรอบนอกเมืองหลวงอยู่เนือง ๆ บางคนยามจะจากไปถึงกับทิ้งบุตรหลานเอาไว้เบื้องหลัง
ด้วยเหตุนี้ ตระกูลหลิ่วจึงรับเป็นธุระขยายสถานเมตตาเด็กในเมืองหลวง เพื่อรับเด็กเหล่านี้มาดูแล แต่เนื่องจากเด็กส่วนใหญ่มาจากหมู่บ้านผู้อพยพ แม้ยามนี้หมู่บ้านดังกล่าวจะเปลี่ยนไปจนจำเค้าเดิมไม่ได้ ทว่าภาพจำเรื่องโรคระบาดที่เคยแพร่ระบาดอย่างหนักยังคงฝังใจผู้คน
หมอส่วนใหญ่พอยินว่าเป็นเด็กจากหมู่บ้านผู้อพยพต่างก็ปฏิเสธการรักษา หรือหากมีผู้ใดยอมรักษา ก็มักจะเรียกเก็บค่าตรวจสูงถึงสองเท่า สร้างความลำบากใจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่ง
ประจวบเหมาะกับที่หลี่เยว่หานต้องการหาเด็กที่ร่างกายอ่อนแอมาปลอมเป็นเมิ่งอิงหนิง นางจึงนึกถึงเด็กป่วยในสถานเมตตาเด็กขึ้นมา แม้จะมีหมอบางคนยอมมารักษาให้ฟรี แต่ด้วยร่างกายที่ทรุดโทรมเกินกว่าจะรับตัวยาหนัก ๆ ได้ เด็กหลายคนจึงต้องจบชีวิตลง ซ้ำร้ายหมอใจดำบางคนยังกล่าวอย่างไม่ยี่หระว่านำเด็กเหล่านี้มาเป็นเครื่องมือฝึกปรือวิชา สร้างความโกรธแค้นให้แก่เจ้าหน้าที่สถานเมตตาเด็กจนแทบจะลงไม้ลงมือ
ทว่าครานี้ หลี่เยว่หานได้รับเด็กป่วยเหล่านั้นเข้ามารักษาในจวนอ๋อง ให้นางกำนัลและหมอที่มาเพราะเห็นแก่รางวัลช่วยกันดูแลและจัดเทียบยา จนเด็กหลายคนเริ่มมีอาการดีขึ้นตามลำดับ
อีกทั้งหมอเหล่านั้นล้วนถูกปิดตาและตรวจชีพจรผ่านม่านมุ้ง จึงมิอาจล่วงรู้ได้ว่าคนไข้ที่แท้จริงคือใคร เมื่อมีบางคนตรวจพบว่าชีพจรดูมิใช่เด็กวัยขวบเศษ ก็มักจะถูกเบี่ยงเบนความสนใจด้วยข้ออ้างที่ว่า “จวิ้นจู่เป็นโรคประหลาด” จนพวกเขาต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นทวีคูณ เพราะในใจคิดว่าผู้ที่ตนนั่งตรวจอยู่นั้นคือจวิ้นจู่ผู้สูงศักดิ์ มิใช่เด็กยากไร้จากสถานเมตตาเด็ก
ข่าวอาการป่วยหนักของเมิ่งอิงหนิงที่แพร่ออกไปจึงไม่มีผู้ใดสงสัย และนี่คือหัวใจสำคัญที่ใช้ตบตาเจ้าถ้ำใหญ่ เนื่องจากกู่ไร้รักมิได้ถูกเพาะโดยเจ้าถ้ำใหญ่เอง เขาจึงมิอาจล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างกู่กับร่างสถิตในยามนี้ได้
หลังจากเยี่ยมเด็ก ๆ แล้ว หลี่เยว่หานก็แวะไปดู เมิ่งสืออี้ ที่หลับสนิทไปแล้ว แผนการครานี้สำคัญยิ่งนัก นางจึงสั่งให้ อวี้จวง และแม่นมทั้งสองช่วยกันปิดบังความจริงมิให้เมิ่งสืออี้ล่วงรู้ เด็กน้อยจึงยังคงเป็นห่วงน้องสาวอย่างสุดหัวใจ และมิได้ขุ่นเคืองบิดามารดาเลยที่หายหน้าไปนานนับเดือน
เมื่อมองดูเมิ่งสืออี้ที่กำลังหลับใหล หลี่เยว่หานก็ได้แต่ทอดถอนใจ ใครว่าเด็กน้อยไร้เดียงสาจะหารู้จักความทุกข์ไม่ เพียงเดือนเดียว เมิ่งสืออี้ในวัยขวบครึ่งกลับซูบผอมลงไปถนัดตา
นางช่วยห่มผ้าให้บุตรชายอย่างแผ่วเบา ก่อนจะถอยออกมาจากห้องเพื่อล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอน
…..
วันต่อมา หลี่เยว่หานพานางหนูตัวน้อยวัยขวบเศษมานั่งรออยู่หลังม่านมุ้ง
เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน หมอที่ยังกล้ามาตรวจอาการจวิ้นจู่ที่จวนเริ่มบางตาลง จนกระทั่งยามอู่ เจ้าถ้ำใหญ่ในคราบหมอพเนจรที่ถือไม้เท้าไม้ท้อก็มาถึง
“คารวะฉีหวังเฟย” เจ้าถ้ำใหญ่ปลอมตัวเป็นชายชราผมขาวหนวดเคราขาวโพลน แม้เสื้อผ้าจะเต็มไปด้วยรอยปะชุน แต่กลับมีท่าทางราวกับเซียนผู้วิเศษ
หลี่เยว่หานที่นั่งอยู่หลังม่านมิได้รีบร้อนขานรับ นางขยับตัวไปห่มผ้าให้เด็กหญิงตัวน้อยบนเตียง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยถามผ่านม่านมุ้ง “ไม่ทราบว่าท่านผู้เฒ่ามีนามว่ากระไร”
“ข้าน้อยแซ่จู เป็นบุตรคนที่ห้าในบ้าน ผู้คนต่างเรียกข้าว่าจูเหล่าอู่” เจ้าถ้ำใหญ่ตอบอย่างสัตย์จริง เพราะนี่คือนามเดิมของเขา เพียงแต่หลังจากได้ตำแหน่งเจ้าถ้ำใหญ่เมื่อหลายสิบปีก่อน เขาก็สั่งห้ามมิให้ใครเรียกชื่อนี้อีก
“ท่านอาจารย์จูเชิญตามสบาย” หลี่เยว่หานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อาการป่วยของจวิ้นจู่นั้นประหลาดนัก ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้วยังไม่มีผู้ใดรักษาได้ เห็นทีคงมิต้องรบกวนท่านอาจารย์จูแล้ว” เมื่อกล่าวจบ นางก็โบกมือส่งสัญญาณให้อวี้จวงนำเงินรางวัลออกมาเพื่อส่งแขกตามระเบียบ
เห็นดังนั้น เจ้าถ้ำใหญ่รีบโบกมือปฏิเสธ “หวังเฟยโปรดระงับโทสะ แม้ข้าน้อยมิใช่หมอประจำโรงหมอ แต่ก็เคยผ่านตาโรคประหลาดมามากมาย หวังเฟยโปรดลองฟังข้าน้อยอธิบายสักนิดค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย!”
ยามนี้เจ้าถ้ำใหญ่ปักใจเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่าเมิ่งอิงหนิงป่วยหนักจริง หากหลี่เยว่หานรีบร้อนให้เขาเข้าไปตรวจตั้งแต่แรก เขาคงจะระแวดระวังมากกว่านี้ เพราะบิดามารดาที่เผชิญกับอาการป่วยของบุตรมานานนับเดือน ย่อมอยู่ในสภาวะเหนื่อยล้าทั้งกายใจ เมื่อพบเห็นผู้ที่ดูไม่เหมือนหมอเช่นเขา ย่อมต้องรีบไล่ไปเพื่อมิให้เสียเวลาการรักษา
เมื่อหลี่เยว่หานแสดงท่าทีเช่นนี้ เจ้าถ้ำใหญ่จึงเริ่มเป็นฝ่ายร้อนรนเสียเอง
“ข้าขอบังอาจถามหวังเฟย จวิ้นจู่ทรงสุขุมกว่าเด็กในวัยเดียวกันมาตั้งแต่เยาว์วัย ใช่หรือไม่? อีกทั้งปกติยังพูดน้อย และมักมิค่อยแสดงอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ?”
หลี่เยว่หานที่อยู่หลังม่านเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ใช่…”
“จวิ้นจู่ทรงใจกล้ากว่าผู้อื่น หรือแม้กระทั่งมากกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียด้วยซ้ำ ยามเผชิญอันตรายก็ทรงสงบนิ่งไม่ตื่นตระหนก ใช่หรือไม่?”
“ใช่…”
“จวิ้นจู่ทรงชอบความเย็นและเกลียดความร้อน อีกทั้งร่างกายยังเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ ใช่หรือไม่?”
“ใช่…”
“คำถามสุดท้าย ข้าขอถามหวังเฟย จวิ้นจู่เคยบอกหรือไม่ว่าตามร่างกายมีปุ่มนูนที่ดูคล้ายกับแมลงตัวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบ้าง?”
ทุกคำถามที่เจ้าถ้ำใหญ่เอ่ยออกมา หลี่เยว่หานแทบจะอยากลงมือจับตัวเขาในทันที แต่นางรู้ว่ายังมิใช่เวลา เจ้าถ้ำใหญ่กล้าบุกเดี่ยวมาที่นี่ย่อมต้องมีการเตรียมพร้อมมาอย่างดี หากนางชิงโจมตีก่อน เขาอาจเลือกสู้จนตัวตาย ในเมื่อวันนี้เขาหนีไปไหนไม่พ้น เหตุใดจึงไม่ค่อย ๆ ต้อนให้จนมุม
นางจึงข่มจิตสังหารในใจเอาไว้แล้วตอบว่า “อานิ่งมิเคยกล่าวเช่นนั้น”
เจ้าถ้ำใหญ่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบกล่าวต่อ “ข้าขอบังอาจตรวจดูร่างกายของจวิ้นจู่ได้หรือไม่?”
“บังอาจ!” หลี่เยว่หานตวาดลั่น “จวิ้นจู่เป็นผู้สูงศักดิ์ เจ้าเป็นใครถึงกล้ามาแตะต้องร่างกายตามใจชอบ!”
สิ้นเสียงตวาด จิตสัมผัสวิญญาณของหลี่เยว่หานก็รวมตัวกันเป็นความกดดันที่มองไม่เห็น เข้ากดทับร่างของเจ้าถ้ำใหญ่จนเข่าทรุดลงกับพื้นทันที
“หวังเฟยโปรดระงับโทสะ!” เจ้าถ้ำใหญ่รู้สึกหวาดกลัวสุดขีด ราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตามธรรมชาติ แม้แต่ลมหายใจก็ยังต้องทำอย่างระมัดระวัง
“มานี่! จูเหล่าอู่ผู้นี้ล่วงเกินผู้สูงศักดิ์ จงคุมตัวไปขังไว้ในคุกใต้ดินเดี๋ยวนี้!” หลี่เยว่หานสั่งเสียงเย็น
เจ้าถ้ำใหญ่ถึงกับสติหลุดลอย แรงกดดันจากจิตสัมผัสวิญญาณยังคงปกคลุมร่างของเขาอยู่ ครั้นคืนสติได้อีกครา เขาก็ถูกคุมตัวมายังคุกใต้ดินเสียแล้ว ทว่าสิ่งที่น่าตระหนกยิ่งกว่า คือเขาพบว่าตนเองมิอาจใช้วิชากู่ได้เลยแม้แต่น้อย!
“ได้ยินชื่อเสียงของเจ้าถ้ำใหญ่มานาน วันนี้ได้พบตัวจริง ช่างเป็นเพียงชื่อเสียงจอมปลอมเสียจริง” น้ำเสียงหวานใสทว่าเย็นเยียบของสตรีผู้หนึ่งดังขึ้น ทำให้เจ้าถ้ำใหญ่ถึงกับชะงักงันอยู่กับที่