ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 648 ผีเสื้อราตรีดูดเลือด
บทที่ 648 ผีเสื้อราตรีดูดเลือด
หลี่เยว่หานย่อมมิได้ต้องการให้เจ้าถ้ำใหญ่ตายตกไปในทันที
เจ้าถ้ำใหญ่ผู้นี้มีจิตใจที่เด็ดเดี่ยวและทรหดยิ่งนัก เขาสามารถสะกดกลั้นความแค้นไว้ได้นานถึงหนึ่งเดือนเต็มก่อนจะบุกมาถึงประตูจวน ย่อมแสดงให้เห็นว่าเขามีความเพียรพยายามเกินกว่าคนทั่วไปจะคาดเดา
ด้วยเหตุนี้ หลังจากที่นางใช้พลังจิตโจมตีเจ้าถ้ำใหญ่ไปแล้ว นางจึงได้เริ่มใช้การชี้นำทางจิตเข้าแทรกซึม
แท้จริงแล้ว เสียงความเคลื่อนไหวของฝูงแมลงพิษที่ดังระงมอยู่นั้น เป็นเพียงฝีมือของเหล่าองครักษ์เงาที่ซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืดรอบคุกใต้ดิน พวกเขาใช้ไม้กวาดขนาดเล็กครูดไปกับพื้นเพื่อเลียนเสียงเท่านั้น
แม้ว่าเสียงนั้นจะแตกต่างจากการคืบคลานของอสรพิษหรือแมลงพิษจริง ๆ อยู่บ้าง ทว่าท่าทางตอนที่หลี่เยว่หานสะบัดมือนั้นคือสัญญาณแห่งการสะกดจิต การใช้พลังจิตเข้าจัดการกับสามัญชนทั่วไปนั้นมิใช่เรื่องยากเย็นสำหรับนางเลย
ยามที่นางสะบัดมือครั้งแรก เหล่าองครักษ์เงาก็เริ่มใช้ไม้กวาดครูดพื้น เจ้าถ้ำใหญ่จึงปักใจเชื่ออย่างสนิทใจว่าเสียงนั้นคือฝูงแมลงพิษที่ถูกเขาเรียกขานมา โดยหารู้ไม่ว่านับตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็ได้ตกหลุมพรางทางจิตวิญญาณที่หลี่เยว่หานขุดไว้เสียแล้ว
ยามที่นางสะบัดมือครั้งที่สอง หลี่เยว่หานก็สั่งให้คนลากร่างของบรรดาเจ้าถ้ำแห่งหนานเจียงที่สลบไสลอยู่ก่อนแล้วเข้ามาในห้องขัง เพื่อตอกย้ำภาพลวงตาในใจของเจ้าถ้ำใหญ่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
แม้กระทั่งการที่เจ้าถ้ำใหญ่ยอมอ่อนข้อและปริปากพูดในจังหวะที่นางกำลังจะเดินออกจากคุก ทั้งหมดนี้ล้วนอยู่ในแผนการที่นางคำนวณไว้แล้วทั้งสิ้น
แม้หลี่เยว่หานจะใช้พลังจิตสะกดกู่ชะตาชีวิตของเจ้าถ้ำใหญ่ไว้ได้ แต่นางก็ไม่อาจวางใจได้ว่าสุนัขเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้จะมีแผนการอื่นซ่อนอยู่อีกหรือไม่ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนที่เจนจัดในเล่ห์เหลี่ยม หลี่เยว่หานจึงมิกล้าประมาทแม้เพียงครึ่งก้าว
การตอกย้ำภาพลวงตาเรื่องฝูงแมลงพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการเอ่ยถึงเรื่องการเคลื่อนทัพลงใต้เพื่อเหยียบหนานเจียงให้ราบพณาสูร ทั้งหมดก็เพื่อทำลายจิตใจของเจ้าถ้ำใหญ่ให้พังทลายลง
คนที่มีจิตใจเข้มแข็งเยี่ยงเขา จะยอมศิโรราบอย่างแท้จริงได้ก็ต่อเมื่อตกอยู่ในสภาวะที่สิ้นหวังถึงขีดสุดเท่านั้น
และนี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของหลี่เยว่หาน
ราตรีหนึ่งผ่านพ้นไป เจ้าถ้ำใหญ่ถูกทรมานจนสติแทบหลุดลอย เขาพยายามตะเกียกตะกายตบพื้นห้องขังและร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและอ่อนแรง
ยามที่ทหารยามมารายงานเรื่องนี้ หลี่เยว่หานกำลังนั่งกินมื้อเช้าเป็นเพื่อนเมิ่งสืออี้อยู่พอดี
“ท่านแม่ จูอู่ผู้นั้นคือคนที่ลอบทำร้ายน้องสาวใช่หรือไม่ขอรับ?” เมิ่งสืออี้จ้องมองหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าขอไปดูเขาหน่อยได้ไหมขอรับ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานชะงักไปครู่หนึ่ง นางวางชามลงแล้วจ้องมองบุตรชายด้วยสายตาจริงจังไม่แพ้กัน “เขาอันตรายมาก”
“ข้าไม่กลัว เขาทำร้ายอานิ่ง ข้าต้องจำหน้าเขาไว้ให้แม่น!” เมิ่งสืออี้ทำหน้าบึ้งตึง “อานิ่งเป็นน้องสาวของข้า ข้าเป็นพี่ชาย ย่อมมีหน้าที่ต้องปกป้องนาง”
“เจ้ายังเล็กนัก ยามนี้เจ้าและน้องสาวต้องให้พ่อกับแม่ปกป้องไปก่อน” หลี่เยว่หานลูบศีรษะเล็ก ๆ ของบุตรชายอย่างอ่อนโยน
“เรื่องบางเรื่องก็ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่ยังเล็ก มิใช่ท่านแม่เป็นคนบอกเองหรือขอรับ” เมิ่งสืออี้เบี่ยงศีรษะหลบได้ทันท่วงทีก่อนที่หลี่เยว่หานจะลูบจนผมเผ้าเขายุ่งเหยิง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็ได้แต่ทอดถอนใจอย่างจนใจ “อย่างไรข้าก็ไม่อนุญาตให้เจ้าไปที่คุกใต้ดินเด็ดขาด”
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะแอบไปเอง เหอะ!” เมิ่งสืออี้เริ่มแสดงท่าทีแง่งอน
หลี่เยว่หานเห็นสีหน้าที่ดื้อรั้นของเขาก็อดที่จะขมวดคิ้วมิได้ “เดี๋ยวนี้เจ้ากลายเป็นเด็กดื้อรั้นจนไม่ฟังความไปแล้วหรือ?”
“ท่านแม่…” หลี่เยว่หานไม่เคยดุเด็ก ๆ เลยสักครั้ง เมื่อเห็นว่ามารดาเริ่มไม่พอใจ เมิ่งสืออี้ก็เริ่มรู้สึกใจคอไม่ดี “ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น ข้าเพียงอยากรู้ว่าคนที่ทำร้ายอานิ่งคือคนเยี่ยงไร…”
“งั้นข้าจะบอกเจ้า คนที่ทำร้ายอานิ่งนั้นอันตรายยิ่ง หากเจ้ายังดื้อดึงจะตามไปที่คุกให้ได้ เจ้าจะกลายเป็นตัวถ่วงของข้า!” หลี่เยว่หานกล่าวเสียงเฉียบขาด “หรือเจ้าอยากจะให้ข้าต้องเสียใจเพราะเจ้าซ้ำรอยอานิ่งอีกคน?”
เมิ่งสืออี้เงียบไปทันที
แม้ว่าสมองเล็กๆ ของเขาจะยังไม่เข้าใจความหมายของหลี่เยว่หานทั้งหมด ทว่าเขารู้ว่ามารดากำลังโกรธจัด และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เขาหยุด
“ข้าขอโทษขอรับท่านแม่ เป็นอาอี้ที่เอาแต่ใจเกินไป” เมิ่งสืออี้เอ่ยเสียงเบา
“กินข้าวเถอะ” หลี่เยว่หานกล่าวพลางหยิบตะเกียบขึ้นมาอีกครั้ง
มื้อเช้าจบลงท่ามกลางบรรยากาศที่ค่อนข้างอึดอัด หลี่เยว่หานกังวลว่าเมิ่งสืออี้จะแอบตามไปที่คุกใต้ดิน นางจึงหยดน้ำพุวิญญาณหว่านอู้เซิงลงบนเสื้อผ้าของเขาไปหลายหยด อีกทั้งยังผสมลงในน้ำชาให้เขาดื่มไปหนึ่งถ้วยใหญ่ หลังจากนั้นจึงได้พาคนมุ่งหน้าไปยังคุกใต้ดิน
เพียงแค่นางเปิดประตูคุก พลังจิตก็สัมผัสได้ทันทีว่าร่างเล็ก ๆ ของเมิ่งสืออี้กำลังหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตามมาห่าง ๆ ใบหน้าของนางพลันมืดครึ้มลงทันที
ทว่าเมื่อฉุกคิดได้อีกทาง แทนที่จะคอยขัดขวาง มิสู้ให้เขาได้ประจักษ์ถึงความโหดร้ายและภยันตรายบนโลกนี้ด้วยตาตนเองจะดีกว่า
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงกำชับทหารยามด้วยเสียงเบา ก่อนจะก้าวเดินเข้าสู่ประตูคุกใต้ดิน
เมิ่งสืออี้เองก็แอบมุดตามเข้าไปเช่นกัน
ที่หน้าห้องขัง หลี่เยว่หานสั่งให้คนจุดตะเกียงให้สว่าง จนมองเห็นสภาพของเจ้าถ้ำใหญ่ที่นั่งระทดระทวยอยู่บนพื้นได้อย่างชัดเจน
“เจ้าช่างดวงแข็งนักนะ” หลี่เยว่หานยิ้มบาง ๆ จากนั้นนางก็สะบัดมือสั่งให้กลุ่มคนที่สวมชุดป้องกันมิดชิดถือถุงใส่ศพเข้าไปในห้องขัง เพื่อขนร่างของบรรดาเจ้าถ้ำที่สลบไสลออกไป
แววตาของเจ้าถ้ำใหญ่ดูเหม่อลอย จนกระทั่งคนรอบข้างถูกย้ายออกไปหมด เขาจึงเพิ่งรู้สึกตัว “เป็นเจ้า… เจ้าควบคุมพวกแมลงพิษ… เจ้าเองก็ใช้วิชากูได้…”
“ในเมื่อเจ้าชิงกล่าวไปเสียสิ้น เช่นนั้นข้าก็ไม่มีสิ่งใดต้องอธิบายอีก” หลี่เยว่หานเดินเข้าไปในห้องขังด้วยรอยยิ้ม
ท่ามกลางความมืดมิด มนุษย์มักจะเกิดภาพหลอนได้ง่ายที่สุด ยิ่งบวกกับการชี้นำทางจิตของหลี่เยว่หานเข้าไป ยามนี้เจ้าถ้ำใหญ่จึงเห็นภาพหลอนซ้อนทับกันไปมา หากหลี่เยว่หานไม่ยินยอม เขาย่อมไม่มีวันมองเห็นความจริงที่อยู่ตรงหน้าได้เลย
ในสายตาของเจ้าถ้ำใหญ่ ยามนี้รอบกายเขาเต็มไปด้วยแมลงพิษและอสรพิษละลานตา ส่วนเหล่าเจ้าถ้ำที่ถูกหามออกไปเมื่อครู่ ในสายตาเขากลับกลายเป็นโครงกระดูกไปเสียสิ้น ฝูงแมลงและงูพิษเหล่านั้นต่างรุมล้อมเจ้าถ้ำใหญ่ไว้ทว่ามิได้เข้าทำร้าย
เมื่อหลี่เยว่หานเดินเข้ามา ฝูงแมลงและงูพิษเหล่านั้นต่างหลีกทางให้เป็นช่องว่างโดยอัตโนมัติ ราวกับรอรับการมาเยือนของนายแห่งพวกมัน
“เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่…” เจ้าถ้ำใหญ่เผชิญกับความหวาดระแวงมาตลอดทั้งคืน ยามนี้เขาจึงอ่อนแอถึงขีดสุด
“ข้าต้องการให้เจ้าตาย มิใช่ว่าข้าบอกเจ้าไปนานแล้วหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยเสียงเย็น “แต่ในเมื่อเจ้าทรมานบุตรสาวของข้ามานานปานนี้ หากจะให้เจ้าตายลงง่าย ๆ มิเป็นการเมตตาเจ้าเกินไปหน่อยหรือ?”
“เหอะ” เจ้าถ้ำใหญ่แค่นหัวเราะ “ข้าคลุกคลีอยู่กับสัตว์พิษมาตั้งแต่อายุสามขวบ เจ้าคิดว่าภาพพวกนี้จะข่มขวัญข้าได้งั้นหรือ!”
“ข่มขวัญได้หรือไม่ ต้องถามตัวเจ้าเองแล้วล่ะ” หลี่เยว่หานยังคงจ้องมองเจ้าถ้ำใหญ่จากเบื้องบน “สิ่งที่ข้าต้องการ ก็แค่ความสะใจยามที่ได้ทรมานเจ้าเท่านั้น”
“นังหญิงใจโฉด…” เจ้าถ้ำใหญ่จ้องมองหลี่เยว่หานด้วยสายตาเคียดแค้น แววตาของเขาราวกับอาบด้วยพิษร้าย
“ขอบใจที่ชม ข้าไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็นคนดีมีเมตตาอยู่แล้ว” หลี่เยว่หานมิได้สะทกสะท้าน
นางสะบัดมืออีกครั้ง เสียงกระพือปีกดัง “พึ่บพั่บ” แว่วมาจากทุกทิศทาง ใบหน้าของเจ้าถ้ำใหญ่พลันซีดเผือดลงทันตา “นี่มัน… ผีเสื้อกลางคืนพิษ?”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว” หลี่เยว่หานยิ้มพราย “นี่คือผีเสื้อราตรีดูดเลือด วางใจเถอะ ข้าไม่ปล่อยให้พวกมันดูดเลือดเจ้าจนแห้งเหือดในคราวเดียวหรอก”
กล่าวจบ หลี่เยว่หานก็ก้มตัวลงกะทันหัน ประกายเงินวูบผ่านปลายนิ้ว เข็มเงินที่ซ่อนไว้ถูกปักลงกลางหน้าผากของเจ้าถ้ำใหญ่อย่างแผ่วเบา ก่อนจะถูกถอนออกอย่างรวดเร็ว แล้วนางจึงเหยียดกายยืนขึ้นตามเดิม
ภายใต้สายตาเย็นชาของหลี่เยว่หาน เจ้าถ้ำใหญ่ค่อย ๆ ตกอยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง เขากวาดแกว่งมือไปมาในอากาศอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับแผดเสียงร้องโหยหวนออกมา
“อย่าเข้ามา! ไสหัวไป! เจ้าพวกผีเสื้อโสโครก! ออกไป!”