ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 649 นายน้อยแห่งหนานเจียง
บทที่ 649 นายน้อยแห่งหนานเจียง
“เจ้าถ้ำใหญ่เลิกออมแรงไว้เถิด ผีเสื้อราตรีดูดเลือดเหล่านี้ฟังคำสั่งเพียงข้าแต่ผู้เดียว” ในสายตาของเจ้าถ้ำใหญ่ ยามนี้ฝูงผีเสื้อราตรีบินมืดฟ้ามัวดินพุ่งเข้าหาเขา เสียงกระพือปีกอันดังก้องผสานไปกับเสียงของหลี่เยว่หานที่แว่วเข้าหู ทำเอาเขาแทบสติแตก
“หลี่เยว่หาน! ข้าจะบอกเจ้า! ข้าจะบอกทุกอย่าง! เป็นนายน้อย… นายน้อยเป็นคนสั่งให้พวกข้ามา!” เจ้าถ้ำใหญ่แผดเสียงลั่น “ก่อนที่เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์จะมายังดินแดนตงฮั่น นางเคยมีบุตรชายมาก่อนคนหนึ่ง เพื่อแผนการใหญ่ของหนานเจียง นางจำเป็นต้องใช้วิชาลับรักษาพรหมจรรย์ของตนเอง เพื่อปลอมตัวเข้าวังไปแทนที่คุณหนูตระกูลชุย!”
“นายน้อยผูกใจเจ็บเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์มาตลอด ทั้งยังจงเกลียดจงชิงโอรสศักดิ์สิทธิ์เข้ากระดูกดำ แต่ในเมื่อเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ต้องมาตายด้วยน้ำมือของพวกเจ้าสามีภรรยา นายน้อยย่อมเคียดแค้นพวกเจ้าด้วยเช่นกัน!”
“หลายปีก่อน นายน้อยได้รู้จักกับองค์ชายใหญ่จงเจิ้งเสียน ทั้งสองมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นยิ่งนัก ต่อมาเมื่อนายน้อยรู้ว่าเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ตายเพราะพวกเจ้า เขาจึงได้มอบกู่ไร้รักให้แก่จงเจิ้งเสียน!”
“โอรสศักดิ์สิทธิ์นั้นโง่เขลานัก เขามองนายน้อยเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดมาตลอด ทุกสิ่งที่เขาทำลงไป ล้วนเป็นคำสั่งของนายน้อยทั้งสิ้น!”
“สิ่งที่นายน้อยต้องการคือการกวาดล้างจงหยวนให้สิ้นซาก! เขาใช้มือของโอรสศักดิ์สิทธิ์ซุ่มซ่อนกองกำลังทหารจำนวนมากไว้ในหนานเจียง ขอเพียงสังหารเจ้าและคนในจวนฉีอ๋องได้ พวกข้าก็พร้อมจะเคลื่อนทัพขึ้นเหนือ เหยียบแคว้นตงฮั่นให้ราบเป็นหน้ากลองทันที!”
“ข้าบอกเจ้าหมดแล้ว ข้าบอกความจริงแก่เจ้าหมดแล้ว! รีบสั่งให้ผีเสื้อพวกนี้หยุดเดี๋ยวนี้ ข้าจะตายอยู่แล้ว!”
แม้คำพูดของเจ้าถ้ำใหญ่จะดูสับสนวกวน แต่เขาก็ได้เผยความลับสำคัญออกมาจนหมดสิ้น
หนึ่ง… หนานเจียงยังมี ‘นายน้อย’ อีกผู้หนึ่งที่ซุ่มซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิด
สอง… หนานเจียงมีเหล่านักรบเดนตายจำนวนมากที่พร้อมจะบุกรุกแคว้นตงฮั่นได้ทุกเมื่อ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของหลี่เยว่หานก็เย็นเยียบลง นางมิเอ่ยคำใดเพียงแต่สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไปทันที
หลังจากนางไปได้ไม่นาน เจ้าถ้ำใหญ่ที่ทั่วร่างชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบก็สิ้นสติล้มพับไป
เหล่าทหารยามเห็นเขาหมดสติจึงดับตะเกียงแล้วพากันออกไป เนื่องจากหลี่เยว่หานเคยกำชับไว้ว่าคนพวกนี้เชี่ยวชาญวิชากู นางเกรงว่าคนบริสุทธิ์จะมาเสียชีวิตโดยเปล่าประโยชน์ จึงมิได้บังคับให้ทหารยามต้องเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด
ท่ามกลางความเงียบสงัด เจ้าถ้ำใหญ่พลันลืมตาโพลง เขาแยกเขี้ยวแสยะยิ้มอย่างไร้เสียงท่ามกลางความมืด
“หลี่เยว่หานเอ๋ยหลี่เยว่หาน ต่อให้เจ้าจะเหนือชั้นปานใด สุดท้ายข้าก็ยังนำหน้าเจ้าอยู่ก้าวหนึ่งเสมอ” แม้น้ำเสียงของเจ้าถ้ำใหญ่จะแหบพร่าและอ่อนแรง แต่ท่วงทำนองกลับเต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง
คุกใต้ดินนั้นมืดสลัว ทว่ามิได้มืดมิดจนมองไม่เห็นสิ่งใด
ที่หัวมุมทางเดินคุกใต้ดิน ร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งวูบไหวไปมา ก่อนจะค่อยๆ ย่องออกจากคุกไปอย่างเงียบเชียบ
ยามที่เมิ่งสืออี้ออกมาจากคุกใต้ดิน หลี่เยว่หานก็ได้สั่งให้คนไปตามเมิ่งฉีฮ่วนและเมิ่งอิงหนิงกลับมาจากวัดหมื่นพุทธแล้ว
“ไปคุกใต้ดินมาหรือ?” หลี่เยว่หานเอ่ยถามเมื่อเห็นเมิ่งสืออี้ที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยฝุ่น
“ขอรับ” เมิ่งสืออี้พยักหน้าอย่างหงอย ๆ “ท่านแม่ ข้าฟังสิ่งที่ตาเฒ่านั่นพูดไม่รู้เรื่องเลย เหตุใดเขาต้องทำร้ายน้องสาวด้วย? การทำร้ายนางมีประโยชน์อันใดต่อเขากัน?”
ครานี้หลี่เยว่หานมิได้แสดงท่าทีรำคาญใจ แต่นางกลับค่อย ๆ อธิบายแก่ลูกชายอย่างใจเย็น “เจ้าและน้องสาวคือคนสำคัญที่สุดในใจของพ่อกับแม่ ไม่ว่าใครจะเป็นอะไรไป ย่อมเป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่สำหรับพวกเรา คนพวกนั้นต้องการทำร้ายเจ้ากับน้องสาวเพื่อทำลายจิตใจของพ่อและแม่ให้พังทลายลง”
“แต่ท่านพ่อกับท่านแม่เป็นคนจิตใจเข้มแข็ง ย่อมไม่ถูกพวกเขารังแกได้ง่าย ๆ แน่นอน!” เมิ่งสืออี้กล่าวอย่างจริงจัง
“แม้อยากจะเป็นเช่นนั้น แต่พอเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับพวกเจ้าสองคนพี่น้อง พ่อกับแม่ก็ยากที่จะรักษาความเยือกเย็นไว้ได้เสมอไป” หลี่เยว่หานเอ่ยขึ้นลอย ๆ
“แล้วท่านแม่… ‘เหนือชั้นกว่าแต่ก็ยังตามหลังอยู่ก้าวหนึ่ง’ หมายความว่าอย่างไรขอรับ?” เมิ่งสืออี้ถามต่อ
“ก็หมายความว่า แม่รู้ว่าเจ้าแอบมุดเข้าไปในคุกใต้ดิน แต่แม่ไม่พูดเพื่อแกล้งให้เจ้าคิดว่าแม่ไม่เห็น จนเจ้าออกมาแล้วแม่ค่อยมาถามเจ้าว่าไปคุกใต้ดินมาได้บทเรียนอะไรบ้างอย่างไรเล่า” หลี่เยว่หานตอบพลางขยับพู่กันเขียนบางอย่างไปด้วย
เมิ่งสืออี้ขบคิดคำอธิบายของมารดาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ท่านแม่ เมื่อครู่ข้าได้ยินตาเฒ่าในคุกพูดว่าท่านเหนือชั้นปานใด สุดท้ายเขาก็นำหน้าท่านอยู่ก้าวหนึ่ง มันหมายความแบบเดียวกันหรือไม่ขอรับ?”
เมื่อได้ยินดังนั้น พู่กันในมือของหลี่เยว่หานพลันชะงักกะทันหัน “เจ้าได้ยินยามใด?”
“ข้ากลัวท่านแม่จะดักรออยู่ที่หน้าประตูคุก เลยซ่อนตัวอยู่ในนั้นนานทีเดียว หลังจากท่านแม่ไปไม่นานตาเฒ่านั่นก็สลบไป พวกทหารยามเห็นเช่นนั้นก็ถอนกำลังออกไปหมด จากนั้นตาเฒ่านั่นก็พูดประโยคนี้ขึ้นมา… ท่านแม่ หรือว่าเขาจะหลอกท่าน?”
เมิ่งสืออี้เริ่มกระวนกระวายใจขึ้นมา เขาคว้ามือของหลี่เยว่หานไว้แน่น “ท่านแม่ ตาเฒ่านั่นหลอกพวกเราใช่หรือไม่!”
หลี่เยว่หานรวบตัวเมิ่งสืออี้เข้ามากอดไว้ แล้วดีดนิ้วเสียงดังสนั่นขึ้นกลางอากาศ
องครักษ์เงาพลันปรากฏกายขึ้น คุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที
“รีบไปตามคนที่เดินทางไปวัดหมื่นพุทธกลับมาเดี๋ยวนี้ เร็วที่สุด!” หลังจากหลี่เยว่หานสั่งการอย่างเฉียบขาด นางก็ฝากเมิ่งสืออี้ไว้ให้พนักงานดูแลร้านอวี้ช่วยเฝ้าไว้ จากนั้นจึงรีบมุ่งหน้าไปยังคุกใต้ดินด้วยความรวดเร็ว
ทว่าเจ้าถ้ำใหญ่ที่ถูกขังอยู่ในห้องขังเมื่อครู่ กลับกลายเป็นศพไปเสียแล้ว
“บัดซบ!” หลี่เยว่หานกำหมัดชกเข้ากับซี่กรงเหล็กอย่างโกรธแค้น นางจ้องมองร่างไร้วิญญาณด้วยใบหน้าเย็นเยียบจนน่ากลัว
“หวังเฟย จะให้พวกข้านำศพนี้ไปฝังเลยหรือไม่ขอรับ?” ทหารยามก้าวเข้ามาถาม
“ไม่… ทิ้งไว้ที่นี่” หลี่เยว่หานสั่ง “แล้วคุมตัวคนของสิบสองถ้ำที่เหลือทั้งหมดมาขังรวมกันในห้องขังนี้!”
“รับทราบ!” ทหารยามรับคำ ทว่าขณะกำลังจะถอยออกไป หลี่เยว่หานก็ยกมือสั่งห้ามไว้ก่อน
“เอาตัวหวังเหอฮวามาขังไว้ที่นี่ด้วย!”
หวังเหอฮวาเคยติดต่อกับคนของสิบสองถ้ำ ทั้งยังเคยได้รับกู่มาจากมือพวกเขา หลี่เยว่หานจึงมิกล้าประมาทแม้เพียงนิด
ทหารยามรับคำสั่งแล้วถอยไป ไม่นานนักพวกเขาก็ลากบรรดาเจ้าถ้ำแห่งหนานเจียงที่เพิ่งฟื้นสติกลับมา โยนเข้าไปในห้องขังเดียวกับศพของเจ้าถ้ำใหญ่
ทว่าทหารยามที่ไปจับตัวหวังเหอฮวากลับวิ่งกลับมารายงานด้วยมือเปล่า “พระชายา หวังเหอฮวาหายตัวไปแล้วขอรับ!”
คำรายงานนั้นทำให้หลี่เยว่หานขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น “สั่งปิดล้อมจวนอ๋องทั้งหมด ห้ามมิให้ใครเข้าออกเด็ดขาด!”
“รับทราบ!” เหล่าทหารยามรีบแยกย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ จวนอ๋องถูกปิดตายในทันที
หลี่เยว่หานนั่งอยู่ในศาลาพักผ่อนใจกลางอุทยานของจวน เคียงข้างนางมีเมิ่งสืออี้นั่งอยู่ด้วย
นางแผ่ขยายจิตสัมผัสวิญญาณออกไป ค้นหาทุกซอกทุกมุมของจวนเพื่อตามหาร่องรอยของหวังเหอฮวา
เมื่อเช้ายามที่นางออกจากคุกใต้ดิน นางยังเห็นหวังเหอฮวานั่งอยู่ในห้องขัง แม้หลี่เยว่หานจะมิยอมให้นางได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม แต่เพื่อรักษาชีวิตของนางไว้ หลี่เยว่หานจึงสั่งกำชับให้คนเฝ้านางไว้ และอนุญาตให้นางนอนได้เพียงหนึ่งชั่วยามต่อวันเท่านั้น
ดังนั้น หวังเหอฮวาจึงมีคนคอยเฝ้ายามสลับเปลี่ยนกันตลอดเวลา
หลี่เยว่หานนึกไม่ออกว่าหวังเหอฮวาหาโอกาสหลบหนีออกจากคุกใต้ดินได้อย่างไร คาดว่าคงเป็นตอนที่นางกลับเข้าไปในคุกครั้งที่สอง ตอนนั้นนางกำลังโกรธจัดและเรียกทหารยามทั้งหมดมารวมตัวกัน
ทว่าเวลาเพียงสั้นๆ เช่นนั้น หวังเหอฮวาย่อมหนีไปได้ไม่ไกล
การแผ่จิตสัมผัสวิญญาณเพื่อค้นหาทั่วทั้งจวนอ๋องอันกว้างขวางเช่นนี้ สิ้นเปลืองพลังของหลี่เยว่หานไปมหาศาล
หนึ่งชั่วยามผ่านไป หลี่เยว่หานจึงพบร่องรอยของหวังเหอฮวาที่ประตูหลังของจวน
ทว่า… นางได้กลายเป็นศพไปแล้ว
สภาพศพนั้นมีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดอย่างสยดสยอง