ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 654 เงินถูกขโมยไป ข้าก็ขโมยกลับมาสิ!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 654 เงินถูกขโมยไป ข้าก็ขโมยกลับมาสิ!
บทที่ 654 เงินถูกขโมยไป ข้าก็ขโมยกลับมาสิ!
“บังอาจนัก! กล้ามาลูบคมขโมยของถึงหัวพวกเราเชียวหรือ!” สีหน้าของเหอซานย่ำแย่ถึงขีดสุด ทว่าเขากลับไม่กล้าทิ้งเด็กทั้งสามคนไว้เพื่อออกไปตามล่าหัวขโมยผู้นั้น
เพราะหากเทียบกับเงินทองแล้ว ความปลอดภัยของเด็ก ๆ ย่อมสำคัญกว่ามากนัก
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าขโมยกลับมาแล้ว” เมิ่งอิงหนิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหยิบห่อผ้าใบเล็กที่เหอซานคุ้นตาเป็นอย่างดีออกมาจากแขนเสื้อ
เหอซาน (°.°)
“เมื่อครู่เขาป้วนเปี้ยนอยู่ที่รถม้าพักใหญ่ อาซานก็นอนหลับปุ๋ย ตอนเขาลงมือก็ไม่ได้ปิดบังอำพรางเลยสักนิด พอดีข้าตื่นขึ้นมาเห็นเข้า แล้วประตูรถม้าก็ปิดไม่สนิท ข้าเลยฉวยโอกาสหยิบกลับมาเจ้าค่ะ” เมิ่งอิงหนิงวางห่อผ้าลงบนมือของเหอซาน “อาซาน คราวนี้ต้องเก็บรักษาให้ดี ๆ นะเจ้าคะ”
เหอซานรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไป
เงินถูกขโมย!
ไม่สิ เงินถูกคุณหนูน้อยขโมยกลับมาต่างหาก!
นี่มันเรื่องพิสดารอันใดกันเนี่ย?
หลังจากส่งห่อเงินให้เหอซานแล้ว เมิ่งอิงหนิงก็กลับเข้าไปนอนต่อในรถม้าอย่างสบายใจ
ทว่าคราวนี้เหอซานกลับไม่มีความง่วงหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ทันทีที่ท้องฟ้าเริ่มสว่างรำไร เขาก็ลูบก้นม้าเบา ๆ ให้มันลากรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ
จนกระทั่งยามโพล้เพล้ ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงอำเภอฮัวซี
หลังจากหาห้องพักที่ภัตตาคารแปดเซียนได้แล้ว พวกเขาก็เข้านอนกันตั้งแต่หัวค่ำ
เหอซานออกไปสอบถามข่าวคราวของเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานจากผู้ดูแลร้าน จนได้ความว่าท่านอ๋องและหวังเฟยเดินทางมาถึงอำเภอฮัวซีตั้งแต่เมื่อคืน พอเช้ามืดวันนี้ก็ตรงไปยังนาเกลือทันที และคาดว่าจะพักอยู่ที่นั่นหลายวันโดยไม่กลับเข้าเมือง เมื่อได้ยินดังนั้น เหอซานจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลังจากได้นอนหลับเต็มอิ่ม วันต่อมาเหอซานก็ถูกบรรพบุรุษตัวน้อยทั้งสามที่กำลังตื่นเต้นปลุกขึ้นจากฝันหวาน เขาต้องพาเด็ก ๆ ไปเดินตลาดเช้า ชิมน้ำชามื้อสาย แล้วยังต้องพาไปฟังดนตรีที่หอสังคีต ก่อนจะปิดท้ายด้วยการกินมื้อใหญ่ที่หอจิ่วอวี๋อย่างสำราญใจ
พอตกบ่าย เหอซานถึงกับต้องลากร่างกายที่เหนื่อยล้ากลับที่พัก ในอ้อมแขนอุ้มเมิ่งอิงหนิงที่เพลียจนหลับไป มือข้างหนึ่งจูงเมิ่งสืออี้ที่เดินหลับตามาตลอดทาง ส่วนข้างกายยังมีเมิ่งจุยที่เขาต้องใช้ชายเสื้อผูกข้อมือจูงเดินตามมาติด ๆ
นับตั้งแต่ได้รับหน้าที่ให้มาคุ้มครองพี่น้องสามคนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เหอซานรู้สึกซึ้งถึงคำว่าเหนื่อยล้าทั้งกายและใจอย่างแท้จริง…
เมื่อกลับถึงห้องพัก เหอซานจัดการส่งเด็ก ๆ เข้านอนเรียบร้อย เขาก็ล้มตัวลงนอนสลบไสลไปทันที
ทว่าพอถึงยามเย็น เขาก็ถูกสามแสบที่นอนจนเต็มอิ่มพลพังงานล้นเหลือปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เขาต้องเรียกสติกลับมาเต็มสิบสองส่วนเพื่อพาเด็ก ๆ ออกไปเดินตลาดกลางคืนและกินมื้อดึก
อำเภอฮัวซีไม่มีมาตรการห้ามออกนอกบ้านยามวิกาล ตลาดนัดกลางคืนจึงคึกคักและเนืองแน่นไปด้วยผู้คน เหอซานทำตัวราวกับแม่ไก่ คอยปกป้องเด็กทั้งสามไว้อย่างแน่นหนา เพราะเกรงว่าพวกโจรลักเด็กจะหาโอกาสลงมือ
“ว้าว!” ระหว่างทางมีการแสดงพ่นไฟของเหล่านักแสดงเร่ คนที่แสดงนั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ดูเยาว์วัยยิ่งนัก ซึ่งดึงดูดความสนใจจากเด็ก ๆ ทั้งสามได้ทันที
“พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ท่านที่มีเงินก็ช่วยสละเบี้ย ท่านที่ไม่มีก็ช่วยส่งเสียงเชียร์ ข้าน้อยไม่มีความสามารถยิ่งใหญ่อันใด มีเพียงลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ มาสร้างเสียงหัวเราะให้ทุกท่านขอรับ!”
หลังจากเด็กหนุ่มพ่นไฟเสร็จ คนเดินสายรับรางวัลก็รีบชูฆ้องทองเหลืองใบเล็กเดินเวียนรอบวงเพื่อรับเงินรางวัลทันที
เมิ่งอิงหนิงดูการแสดงจนติดลม นางไม่รอช้า ล้วงเอาเศษเงินก้อนเล็กออกมาจากเอวของเหอซานแล้วโยนลงในฆ้องใบนั้นทันที
“คุณหนูน้อยช่างใจกว้างนัก! ข้าน้อยจะให้นักแสดงเล่นบทพิเศษให้ท่านโดยเฉพาะหนึ่งชุด ท่านเลือกได้ตามใจชอบเลยขอรับ!” คนรับรางวัลคนนั้นช่างฉลาดเฉลียว เมื่อเห็นเมิ่งอิงหนิงเปย์หนักและผู้ใหญ่ที่มาด้วยไม่มีสีหน้าขุ่นเคือง ก็รีบเยินยอนางทันที
ว่าแล้วเขาก็ยื่นรายการชุดการแสดงมาให้
เมิ่งอิงหนิงเม้มริมฝีปาก พลางกวาดสายตามองรายการอยู่นาน จนชาวบ้านรอบ ๆ เริ่มรอไม่ไหว “นี่คนรับรางวัล เด็กผู้หญิงตัวแค่สี่ห้าขวบจะไปอ่านหนังสือออกได้อย่างไร เจ้าจะไปเยินเยอนางทำไมกัน!”
“นั่นสิ ลูกสาวข้ารุ่นราวคราวเดียวกับนางยังเขียนชื่อตัวเองไม่ได้เลย เจ้าชวนเด็กคนนั้นแสดงต่อเร็ว ๆ เข้าเถอะ ถึงพวกเราจะให้รางวัลไม่มากแต่ก็จ่ายเงินกันไปหมดแล้วนะ!”
เสียงเซ็งแซ่รอบกายดังไม่ขาดสาย ขณะที่เหอซานกำลังจะเอ่ยปากตวาดนั้น เมิ่งอิงหนิงก็ล้วงเศษเงินจากเอวเขาออกมาอีกก้อน นางยิ้มให้คนรับรางวัลแล้วเอ่ยว่า “หากข้าให้รางวัลเพิ่มอีกหนึ่งก้อน จะเลือกการแสดงได้สองชุดใช่หรือไม่?”
“เอ๋?” ต่อให้คนรับรางวัลจะร่อนเร่ไปทั่วมาหลายปี ก็ยังไม่เคยเจอเด็กหญิงวัยสี่ขวบที่ใจกล้าเช่นนี้มาก่อน เขาถึงกับอึ้งจนตอบไม่ถูก
เมิ่งอิงหนิงวางเงินลงในฆ้องทองเหลืองทันที แล้วชี้ไปที่ชื่อการแสดงสองชุดในรายการ “ข้าอยากดูหนึ่งกระบวนท่าปลิดชีพและอกแตกศิลา โดยต้องให้พี่ชายคนที่พ่นไฟเมื่อครู่เป็นคนแสดงเท่านั้น!”
พอสิ้นคำพูดนี้ ฝูงชนรอบข้างต่างก็พากันแตกตื่น
เด็กหนุ่มที่พ่นไฟคนนั้นอายุอย่างมากก็แค่แปดเก้าขวบ ทว่าวิชา ‘หนึ่งกระบวนท่าปลิดชีพ’ และ ‘อกแตกศิลา’ นั้น หากไม่มีวรยุทธ์และฝึกฝนมานับสิบปีก็ไม่อาจทำได้
นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กหญิงที่ดูเพียงสี่ห้าขวบเช่นนี้ จะมีจิตใจอำมหิตผิดมนุษย์นัก!
“คุณหนูน้อย เกรงว่าจะไม่ได้ขอรับ แม้เสี่ยวจุ้นจะมีพื้นฐานวรยุทธ์อยู่บ้างและดูโตไว แต่เขาก็อายุแค่แปดขวบ การแสดงสองชุดนี้เขาทำไม่ได้จริง ๆ !” คนรับรางวัลไม่ได้บังคับให้คนของตนฝืนทำ แต่กลับหยิบเงินก้อนเล็กสองก้อนนั้นคืนให้เมิ่งอิงหนิง “รางวัลนี้พวกเรามิกล้ารับขอรับ”
พูดจบเขาก็เตรียมจะเดินหนี
เมิ่งสืออี้รีบคว้าตัวคนรับรางวัลไว้ทันทีโดยไม่ต้องคิด “รางวัลที่น้องสาวข้ามอบให้ไปแล้ว ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะรับคืน ในเมื่อออกมาหากินเป็นนักแสดงเร่ หากวรยุทธ์ไม่ถึงขั้นก็อย่าเที่ยวมาโอ้อวดหลอกลวงผู้คนเช่นนี้!”
คนรับรางวัลเห็นเรื่องเช่นนี้มาจนชิน เขาไม่ได้ดูแคลนเมิ่งสืออี้ แต่หันกลับมาส่งยิ้มประจบตามเดิม “นายน้อย เสี่ยวจุ้นทำไม่ได้จริง ๆ ขอรับ เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะไม่คิดเงินท่าน แล้วจะเปลี่ยนคนมาแสดงสองชุดนี้ให้แทน?”
“ไม่เอา น้องสาวข้าเจาะจงตัวคนและจ่ายเงินไปแล้ว หากพวกเจ้าทำไม่ได้ ตั้งแต่แรกก็อย่าป่าวประกาศว่าเลือกได้ตามใจชอบสิ!” เมิ่งจุยยืดอกยืนเคียงข้างเมิ่งสืออี้
คนรับรางวัลไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเด็ก ๆ จึงหันไปหาเหอซานที่นิ่งเงียบมาตลอด “ใต้เท้าท่านนี้ ท่านช่วยกล่อมเด็ก ๆ ของท่านหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”
“ขออภัยด้วย ข้าเห็นว่าที่พวกเขากล่าวมานั้นมีเหตุผล” แม้เหอซานจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเมิ่งอิงหนิงถึงหาเรื่องคนกลุ่มนี้กะทันหัน แต่จากการอยู่ด้วยกันมาหลายปี เขาพอจะรู้จักคุณหนูน้อยผู้นี้อยู่บ้าง นางอาจจะดื้อรั้นเอาแต่ใจเมื่ออยู่บ้าน แต่เมื่อออกมาข้างนอกนางไม่เคยแสดงอารมณ์สุ่มสี่สุ่มห้า
การที่นางเปิดฉากโจมตีเช่นนี้ ย่อมต้องมีสาเหตุแน่นอน
และต่อให้ไม่มีสาเหตุ… เหอซานก็ไม่กล้าขวางเมิ่งอิงหนิงอยู่ดี…
คนรับรางวัลพยายามหว่านล้อมอยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้ สีหน้าของเขาก็พลันบึ้งตึงขึ้นมาทันที “ดูเหมือนว่าพวกท่านตั้งใจจะมาพังโรงการแสดงของข้าสินะ!”
“เจ้าคนนี้ช่างไร้เหตุผลนัก เจ้าเป็นคนบอกเองว่าเลือกได้ตามใจชอบ แล้วทำไมถึงกลายเป็นพวกเรามาพังโรงการแสดงไปได้เล่า?” เสียงใส ๆ ของเมิ่งอิงหนิงดังขึ้นอย่างใจเย็น “หากพวกเราตั้งใจจะมาพังที่นี่จริง ๆ คงไม่เสียเวลายืนพูดคุยกับเจ้าดี ๆ เช่นนี้หรอก!”
“เจ้าเด็กเมื่อวานซืน คิดว่ามีเงินนิดหน่อยแล้วจะยิ่งใหญ่เหนือใครหรือ!” คนรับรางวัลไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาหันหลังเตรียมจะเดินจากไป
ทว่าเมิ่งจุยเคลื่อนไหวรวดเร็วนัก เพียงพริบตาเดียว ฆ้องทองเหลืองที่ใส่เงินรางวัลในมือของคนผู้นั้นก็ตกไปอยู่ในมือของเขาเสียแล้ว
คนรับรางวัลรู้สึกตาพร่าไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้ก็นึกตกใจ ที่แท้เจ้าเด็กนี่ขโมยฆ้องของเขาไป!
คราวนี้เพลิงโทสะของคนรับรางวัลพลันปะทุขึ้น “พี่น้องทั้งหลาย มีคนมาพังงานพวกเรา หยิบอาวุธขึ้นมา!”