ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 655 เด็กหญิงปีศาจ
บทที่ 655 เด็กหญิงปีศาจ
การร่อนเร่พเนจรแสดงศิลปะการละเล่นไปตามท้องเรื่อง ย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องพบเจอกับพวกที่ตั้งใจมาพังโรงการแสดง คนในคณะปาหี่ต่างก็เฝ้าสังเกตการณ์สถานการณ์ทางฝั่งคนรับรางวัลมาพักใหญ่แล้ว
เดิมทีนึกว่าคนรับรางวัลจะจัดการได้เอง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเด็กสามคนกับผู้ใหญ่หนึ่งคนนี้จะไม่ใช่พวกเคี้ยวได้ง่าย ๆ
เมื่อคนรับรางวัลตะโกนเรียกเพียงคำเดียว ชายฉกรรจ์หลายคนก็ถืออาวุธที่ใช้ในการแสดงกรูเข้ามาล้อมรอบไว้ทันที
หากมองจากท่าทางแล้ว ฝั่งของเมิ่งสืออี้และเมิ่งอิงหนิงดูจะเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
พวกชาวบ้านที่รุมล้อมดูความคืบหน้าอยู่รอบ ๆ เมื่อเห็นว่ากำลังจะมีการลงไม้ลงมือกันจริง ๆ และเกรงว่าคมดาบไร้ตาจะพลาดมาโดนเข้า จึงรีบถอยกรูออกไปจนไกลตา
ในตอนนั้นเอง เด็กหนุ่มที่ชื่อเสี่ยวจุ้นจึงเดินเข้ามา ใบหน้าขาวตี๋ของเขามีความสุขุมเกินวัย เขาประสานมือคารวะเมิ่งอิงหนิงอย่างมีมารยาท “คุณหนูท่านนี้ ข้าน้อยต้องขออภัยจริง ๆ การแสดงสองชุดที่ท่านเลือกนั้นข้าน้อยมิอาจแสดงได้ จึงได้แต่ต้องล่วงเกินท่านแล้ว หากท่านยังไม่หายเคือง พวกข้าจะรีบเก็บข้าวของจากไป และสัญญาว่าจะไม่ปรากฏตัวที่ตลาดนัดกลางคืนแห่งนี้ภายในสามวัน เช่นนี้ดีหรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้น เมิ่งอิงหนิงก็เผยรอยยิ้มอันหวานหยาดเยิ้มออกมา “เมื่อคืนตอนที่เจ้าขโมยเงินไปจากอาซานของข้า เจ้าไม่ได้พูดจามีเหตุผลเช่นนี้เลยนะเจ้าคะ!”
คราวนี้เป็นฝ่ายเหอซานที่เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
เมิ่งอิงหนิงจำหัวขโมยผู้นั้นได้อย่างไร? แม้แต่เหอซานเองยังจำไม่ได้เลยสักนิด
“คุณหนูพูดเล่นแล้ว เมื่อคืนข้าน้อยอยู่กับพวกพี่น้องในคณะตลอด ฝึกวิชาเสร็จก็เข้านอนแต่หัวค่ำ จะไปขโมยเงินของท่านอาท่านนี้ได้อย่างไร” ใบหน้าของเสี่ยวจุ้นยังคงเรียบเฉย
“ข้าก็ไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าเป็นช่วงไหนของเมื่อคืน การที่เจ้าฝึกวิชาเสร็จแล้วเข้านอนไว ก็ไม่ได้ขัดกับการที่เจ้าไปขโมยเงินอาซานของข้านี่นา” รอยยิ้มของเมิ่งอิงหนิงช่างดูอ่อนหวานผิดปกติ
ทว่าในสายตาของจงจุ้น รอยยิ้มนั้นกลับแฝงไปด้วยความประหลาดที่ยากจะเข้าใจ
“คุณหนู ท่านจะกล่าวหาคนบริสุทธิ์เช่นนี้ไม่ได้” จงจุ้นพยายามข่มอารมณ์และรักษาหยิ่งผยองบนใบหน้าไว้
“ข้าไม่ได้กล่าวหาคนดีเสียหน่อยนะ” เมิ่งอิงหนิงเอ่ยพลางยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่มีใครตั้งตัว นางล้วงเอาห่อผ้าใบเล็กที่เหอซานใช้ใส่เงินออกมาจากอกเสื้อของจงจุ้น “ดูสิ กระเป๋าเงินของอาซาน มีชื่อเขาปักอยู่ด้วยนะ นี่น่ะท่านน้าอวี้จวงเย็บให้มากับมือเชียว”
เมื่อเห็นห่อผ้าใบเล็กที่เคยเก็บไว้แนบอกถูกเมิ่งอิงหนิงหยิบออกมาจากตัวคนอื่น เหอซานถึงกับยืนบื้อไปทั้งตัว
คุณหนูน้อยของเขา… บางทีอาจจะเป็น… เทพหัวขโมย?
“เป็นไปได้อย่างไร…” จงจุ้นเบิกตากว้าง ไม่อาจเชื่อในสิ่งที่เห็น “นี่… นี่ต้องเป็นเจ้าที่แอบเอามาใส่ไว้บนตัวข้าก่อนหน้านี้แน่ ๆ!”
“เหอะ ตั้งแต่เจ้าเดินเข้ามาจนถึงตอนนี้ น้องสาวข้าไม่เคยเข้าใกล้เจ้าเลยสักนิด!” เมิ่งสืออี้ยืดอกแค่นเสียงหึ
“แต่นี่ไม่ใช่ของข้าจริง ๆ นะ!” จงจุ้นเริ่มลนลาน
“ก็ใช่น่ะสิ นี่เป็นกระเป๋าเงินที่ท่านน้าอวี้จวงทำให้กับอาซาน ย่อมไม่ใช่ของเจ้าอยู่แล้ว” เมิ่งอิงหนิงทำสีหน้าไร้เดียงสา “เมื่อครู่ข้าเห็นมุมกระเป๋านี้โผล่ออกมาจากอกเสื้อของเจ้าแวบหนึ่ง ดูแล้วคุ้นตายิ่งนัก จึงถือวิสาสะหยิบออกมาจากตัวเจ้านี่แหละ!”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างพากันอึ้งกิมกี่
คณะจงเจียมาเปิดการแสดงที่ตลาดนัดอำเภอฮัวซีได้หลายเดือนแล้ว ไม่เคยได้ยินข่าวว่ามีใครถูกขโมยเงินทองมาก่อน
แต่กระเป๋าเงินใบนี้ เด็กหญิงวัยสี่ห้าขวบกลับล้วงออกมาจากอกของจงจุ้นต่อหน้าต่อตาผู้คนมากมาย ช่างเป็นหลักฐานมัดตัวที่ดิ้นไม่หลุดจริง ๆ!
“คุณหนูท่านนี้ เรื่องนี้ต้องมีความเข้าใจผิดบางอย่างแน่นอน โปรดอย่าปรักปรำคนบริสุทธิ์อย่างไร้หลักฐาน!” คนรับรางวัลรีบออกมาปกป้องจงจุ้น
“ข้าไม่ได้ปรักปรำใครนะเจ้าคะ” เมิ่งอิงหนิงเอ่ยพลางรักษาใบหน้าใสซื่อ “นี่คือกระเป๋าเงินที่ท่านน้าอวี้จวงมอบให้อาซานจริงๆ ใช่ไหมเจ้าคะอาซาน ฝีเข็มของท่านน้าอวี้จวงท่านจำได้ดีที่สุด!”
ระหว่างที่พูด เมิ่งอิงหนิงก็ชูกระเป๋าเงินขึ้นด้วยสองมือ กะพริบตาปริบ ๆ รอให้เหอซานยืนยัน
เหอซานทำหน้าขรึม รับกระเป๋าเงินจากมือเมิ่งอิงหนิงมาพลิกดูซ้ายขวา ก่อนจะพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ไม่ผิดแน่ นี่คือกระเป๋าเงินที่อวี้จวงทำให้ข้า เมื่อคืนพวกเราพักผ่อนกันบนถนนหลวง กลางดึกมีหัวขโมยที่มีวิชาตัวเบาล้ำเลิศลอบเข้ามา กระเป๋าเงินใบนี้ก็ถูกหัวขโมยคนนั้นขโมยไป!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของจงจุ้นก็มืดครึ้มลงทันที “พูดจาเหลวไหล!”
“เมื่อคืนข้าได้ประมือกับหัวขโมยผู้นั้น ข้าคว้าเข้าที่ต้นคอของเขา ข้าฝึกยุทธ์มาหลายปี กำลังมือย่อมไม่ธรรมดา หากพวกเจ้าบริสุทธิ์จริง ก็จงเลือกชาวบ้านที่มุงดูอยู่สักคนมาตรวจดูรอยที่ต้นคอของเจ้าเสียสิ!” เหอซานกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
สิ้นคำพูดของเขา ไม่ต้องรอให้คนในคณะจงเจียเอ่ยปาก ชาวบ้านคนหนึ่งที่อ้างตัวว่าเป็นหมอก็ก้าวเท้าออกมาทันที
ท่ามกลางสายตานับสิบ ๆ คู่ จงจุ้นได้แต่ยอมให้ชาวบ้านผู้หวังดีเปิดปกเสื้อด้านหลังเผยให้เห็นต้นคอที่ยังมีรอยบวมช้ำไม่หาย
“คราวนี้เจ้ายังมีคำใดจะแก้อีก!” เมื่อเหอซานปั้นหน้ายักษ์ เขาก็ดูมีอำนาจคุกคามไม่น้อย
“คณะจงเจียของพวกเราไม่ต้องการคนนิสัยชั่วช้าเช่นนี้!” คนรับรางวัลรีบแสดงท่าทีทันที “คณะจงเจียรอนแรมไปทั่วสารทิศมาหลายปี ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียเช่นนี้มาก่อน ข้าขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า จงจุ้น ถูกไล่ออกจากคณะจงเจียตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ความเป็นตายของเขาไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีก!”
พูดจบ คนรับรางวัลก็ประสานมือคารวะชาวบ้านที่ยังไม่ยอมสลายตัว “คณะจงเจียของข้ามีคนถ่อยเช่นนี้อยู่ ข้ารู้สึกละอายใจยิ่งนักที่มิอาจอยู่ที่อำเภอฮัวซีเพื่อหาเลี้ยงชีพต่อไปได้ อีกสามวันคณะจงเจียจะเดินทางออกจากอำเภอฮัวซี การแสดงในวันนี้ขอจบลงเพียงเท่านี้ พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ขุนเขาไม่เปลี่ยน สายน้ำยังไหลวน หากมีวาสนาคงได้พบกันใหม่!”
คนของคณะจงเจียทำงานกันว่องไวยิ่งนัก พอคนรับรางวัลพูดจบเพียงครู่เดียว พวกเขาก็เก็บอุปกรณ์จนเกลี้ยง ทิ้งจงจุ้นไว้ที่เดิม แล้วหายลับไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
“จะทำอย่างไรกับเด็กคนนี้ดี?” เหอซานถามขึ้นโดยสัญชาตญาณ
“ส่งทางการเถอะ!” ท่านหมอถอนหายใจพลางส่ายหน้า
สามพี่น้องไม่มีความเห็นอื่น จงจุ้นจึงถูกเหอซานมัดมือทั้งสองข้างแล้วนำตัวไปส่งที่ที่ว่าการ
ทว่าผู้ช่วยนายอำเภอไม่อยู่ เขาไปที่นาเกลือกับเมิ่งฉีฮ่วนและฮูหยินแล้ว ในที่ว่าการจึงเหลือเพียงซือเหย่อยู่คนเดียว หลังจากฟังความจากเหอซานและชาวบ้านที่ตามมาเป็นพยาน เขาก็สั่งขังจงจุ้นไว้ในคุกทันที
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ ท้องฟ้าก็เริ่มดึกดื่น หลังจากบอกลาชาวบ้านผู้หวังดี เหอซานก็อุ้มเมิ่งอิงหนิง จูงมือเมิ่งสืออี้และเมิ่งจุยกลับไปยังโรงเตี๊ยม
กลางดึกคืนนั้น เมิ่งอิงหนิงลืมตาตื่นขึ้นจากความฝัน นางพลิกตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง มองดูชายชุดดำที่ปรากฏตัวขึ้นในห้องของนาง พลางเม้มริมฝีปาก “เจ้าหนีออกมาจากคุกหลวงได้จริง ๆ ด้วย”
“ยัยเด็กแสบ เจ้าไม่กลัวข้าจะบีบคอเจ้าให้ตายหรือ?” เมื่อเทียบกับท่าทางสุขุมและเงอะงะที่แสร้งทำที่ตลาดนัดแล้ว ในตอนนี้จงจุ้นกลับดูคล่องแคล่วว่องไวขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด แม้จะพูดจาข่มขู่ แต่กลับไม่มีจิตสังหารแม้แต่น้อย
“กลัวสิเจ้าคะ” เมิ่งอิงหนิงยอมรับตามตรง “เจ้าจะฆ่าข้าหรือ?”
“…” จงจุ้นถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เขาไม่นึกเลยว่าเด็กหญิงวัยสี่ห้าขวบคนนี้จะยอมรับออกมาได้อย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้
“หากเจ้าไม่พูดอะไรต่อ อาซานกับพี่ชายทั้งสองของข้าก็จะตื่นแล้วนะเจ้าคะ” เมิ่งอิงหนิงเห็นเขาเงียบไป จึงรีบเตือนขึ้นมาคำหนึ่ง
“พวกเขาน่ะโดนยาสลบของข้าเข้าไป กว่าจะตื่นก็ต้องรอจนฟ้าสว่างโน่นแหละ” จงจุ้นกระโดดวูบเดียวมาหยุดอยู่หน้าเตียงของเมิ่งอิงหนิง เขาย่อตัวลงจ้องมองนาง “เจ้าจำข้าได้อย่างไร?”
“เฮ้อ…” เมิ่งอิงหนิงถอนหายใจออกมา “หากข้าบอกให้เจ้ารู้ว่ายาสลบของเจ้าน่ะใช้กับพวกเราไม่ได้ผลสักนิด เจ้าจะร้องไห้ออกมาไหมนะ?”
จงจุ้น ??? ยัยเด็กหญิงปีศาจ ???