ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 656 แมงป่องน้อยออกจะน่ารัก!
“เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่ามันไม่ได้ผล” จงจุ้นกัดฟันกรอด “ข้าเข้ามาตั้งนานแล้ว เจ้าก็ดูสิว่าพวกเขาลุกขึ้นมากันหรือยัง?”
“แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเรายังไม่ลุก บางทีเจ้าอาจจะแค่ไม่เห็นเองก็ได้มั้ง?” เสียงเย็นเยียบของเมิ่งจุยดังแว่วมาจากความมืด
ทันใดนั้น แสงไฟในห้องก็สว่างพรึบขึ้นมา เหอซานก้าวตามหลังเด็กชายทั้งสองคนออกมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณชายจงบุกรุกเข้ามาในห้องของพวกเรา เห็นทีคงจะปล่อยให้เจ้าจากไปง่าย ๆ ไม่ได้เสียแล้ว”
จงจุ้นปฏิกิริยาตอบโต้รวดเร็วนัก เขารีบหันไปคว้าตัวเมิ่งอิงหนิงไว้เป็นตัวประกัน พลางจ้องมองพวกเขาด้วยสีหน้าถมึงทึง “ใครกล้าเข้ามา ข้าจะฆ่านางเสีย!”
“เจ้าช่างมีความมั่นใจเสียจริง” เมิ่งอิงหนิงถอนหายใจออกมาเบา ๆ
จงจุ้นรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าพลันพร่าเลือน เมิ่งอิงหนิงที่ถูกคุมตัวไว้พลันสะบัดตัว เหวี่ยงร่างของเขาจนล้มคว่ำลงกับพื้นในพริบตา
จงจุ้นที่นอนแผ่อยู่บนพื้นเริ่มรู้สึกสงสัยในชีวิตขึ้นมาทันที
เด็กหญิงวัยเพียงสี่ห้าขวบคนนี้ เหตุใดจึงมีพละกำลังมหาศาลปานนี้?
“ฮ่า ๆ ๆ …” เมิ่งสืออี้หัวเราะอย่างร่าเริงพลางปรี่เข้าไปหาจงจุ้น เขาช่วยกันกับเมิ่งจุยมัดตัวจงจุ้นไว้จนแน่นหนา ก่อนจะหันไปทางเมิ่งอิงหนิง “น้องสาว วันนี้เจ้าก็ยังทำให้คนอื่นต้องอ้าปากค้างได้เหมือนเดิมเลยนะ!”
เมื่อได้ยินคำชมของเมิ่งสืออี้ เมิ่งอิงหนิงก็เผยยิ้มออกมาอย่างขัดเขิน
เรื่องที่มีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิดอะไรพวกนี้ ไม่ควรเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วจะดีกว่า…
เนื่องจากเห็นว่าจงจุ้นยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง เหอซานจึงไม่ได้สร้างความลำบากให้เขามากนัก เพียงแค่มัดคนให้แน่นหนาแล้วโยนไว้ที่มุมห้อง จากนั้นจึงกล่อมบรรพบุรุษตัวน้อยทั้งสามให้นอนหลับพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น ทันทีที่เหอซานลุกขึ้นมา ก็เห็นเมิ่งอิงหนิงนั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าจงจุ้น ไม่รู้ว่ากำลังพูดคุยอะไรกันอยู่
จงจุ้นมีสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด เหงื่อเม็ดโตผุดพรายเต็มหน้าผาก พยายามหดตัวหนีไปด้านหลังอย่างเอาเป็นเอาตาย
ห้องที่เหอซานจองไว้เป็นห้องชุดขนาดใหญ่ มีสองห้องนอน เมิ่งอิงหนิงนอนห้องหนึ่ง เด็กชายทั้งสองคนนอนอีกห้องหนึ่ง ส่วนเหอซานนอนอยู่ที่ห้องโถงตรงกลางซึ่งเชื่อมต่อทั้งสองห้องเข้าด้วยกัน เมื่อคืนจงจุ้นจึงถูกทิ้งไว้ที่ห้องโถงนี้
“คุณหนู” เหอซานเห็นจงจุ้นหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว จึงร้องทักขึ้น
เมื่อได้ยินเสียงเหอซาน เมิ่งอิงหนิงก็หันมาส่งยิ้มหวาน “อาซานตื่นแล้วหรือเจ้าคะ ข้าสั่งให้เสี่ยวเอ้อเอาอาหารเช้ามาส่งแล้ว อาซานไปดูหน่อยสิว่าพวกพี่ชายตื่นกันหรือยัง”
พูดจบ เมิ่งอิงหนิงก็หันกลับไปมองจงจุ้นอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าจงจุ้นสะดุ้งตัวโยนและเครียดเขม็งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“คุณหนูใหญ่ ท่านปล่อยข้าไปเถอะ!” จงจุ้นละล่ำละลักออกมาด้วยริมฝีปากที่สั่นเทา
“ทำไมล่ะเจ้าคะ ในเมื่อเจ้าทำผิด ก็ต้องได้รับโทษสิ” เมิ่งอิงหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนไร้เดียงสา “ข้าแค่จับแมลงตัวเล็ก ๆ มาให้เจ้าดูไม่กี่ตัว เจ้ายังกลัวถึงขนาดนี้ เจ้ายังเป็นเด็กผู้ชายอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
“ข้าจะเป็นเด็กผู้ชายหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องกลัวแมลงด้วย!” จงจุ้นหวาดระแวงจนแทบจะขดตัวเป็นเลขแปด “แถม… แถมใครบ้างจะไม่กลัวแมงป่องกันเล่า!!!”
พอได้ยินเช่นนั้น เหอซานก็รีบปราดเข้าไปดู และก็เห็นว่าในมือของเมิ่งอิงหนิงมีแมงป่องตัวสีดำขลับแวววาวกำลังชูหางส่ายไปมา ปลายหางของมันมองปราดเดียวก็รู้ว่ามีพิษร้ายแรง
ในเวลานี้ เมิ่งอิงหนิงกำลังนั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าจงจุ้น พลางยื่นแมงป่องเข้าไปใกล้ ๆ หน้าเขา
เหอซานตบหน้าผากตัวเองพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงจนใจ “คุณหนูขอรับ พวกเราเปลี่ยนของเล่นกันเถอะ…”
“ทำไมต้องเปลี่ยนด้วยล่ะ แมงป่องน้อยตัวนี้ข้าอุตส่าห์หาแทบแย่ เดิมทีข้าอยากหาตะขาบตัวน้อยมากกว่า…” เมิ่งอิงหนิงเงยหน้ามองเหอซานด้วยท่าทางใสซื่อบริสุทธิ์ นางชูแมงป่องในมือขึ้น “แมงป่องน้อยออกจะน่ารัก!”
*เจ้ามีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่าน่ารักหรือเปล่านะ…*
เหอซานไม่กล้าพูดออกไป เขารู้ดีว่าคุณหนูน้อยของตนไม่เพียงแต่มีพละกำลังมหาศาลและมีความคิดความอ่านเกินวัย แต่ที่สำคัญที่สุดคือทางร่างกายของนางนั้น ‘สะกดพิษ’ ได้โดยธรรมชาติ ไม่ว่านางจะอยู่ที่ใด ผงพิษหรือยาพิษใด ๆ จะไร้ผลทันที ทั้งยังดึงดูดสัตว์พิษให้เข้าหาอย่างประหลาด
ร่างกายพิเศษเช่นนี้เป็นเรื่องที่เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานหนักใจมาโดยตลอด จึงถือเป็นความลับสุดยอดในจวนอ๋อง แต่เนื่องจากเหอซานรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของเด็ก ๆ มาหลายปี เขาจึงพอจะระแคะระคายอยู่บ้าง
แน่นอนว่าเขาไม่อยากให้คนอื่นล่วงรู้ความลับนี้ของเมิ่งอิงหนิง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเริ่มมีความคิดที่จะกำจัดจงจุ้นทิ้งเสีย
“อาซาน พวกเราพาจงจุ้นกลับบ้านกันเถอะเจ้าค่ะ” เมิ่งอิงหนิงไวต่อความรู้สึกของคนรอบข้างมาก นางสัมผัสได้ว่าสายตาที่เหอซานมองจงจุ้นนั้นเย็นเยียบลง จึงรีบลุกขึ้นยืนคว้าแขนเสื้อของเหอซานไว้ “จงจุ้นเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีทั้งท่านพ่อและท่านแม่”
“นี่! เจ้าเอาความลับของข้าไปบอกคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไร!” เมื่อภัยจากแมงป่องพิษคลายลงชั่วคราว จงจุ้นก็เริ่มกล้าปากดีขึ้นมาทันที “อีกอย่าง ข้าไม่ได้ไม่มีท่านพ่อท่านแม่ ข้าแค่หาพวกเขาไม่เจอต่างหาก!”
“เจ้าอย่าพูดเช่นนั้นเลย” เมิ่งอิงหนิงหันไปมองจงจุ้น “เจ้าหาท่านพ่อท่านแม่ไม่เจอ บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้วก็ได้นะ แบบนี้ยังดีกว่าถูกท่านพ่อท่านแม่ที่ยังอยู่ดีทอดทิ้งตั้งเยอะ!”
จงจุ้นถึงกับสะอึก…
เหอซานถึงกับอึ้ง…
เมิ่งสืออี้และเมิ่งจุยที่ตื่นขึ้นมาตอนไหนไม่รู้และแอบดูเหตุการณ์อยู่หลังประตู ต่างก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“พี่ใหญ่!” พอได้ยินเสียงเมิ่งสืออี้ เมิ่งอิงหนิงก็โยนแมงป่องพิษในมือทิ้งทันที แล้ววิ่งเตาะแตะไปผลักประตูห้องของพวกเขา
ทว่าแมงป่องพิษในมือนางกลับร่วงลงไปโดนตัวจงจุ้นพอดี จงจุ้นแผดร้องโหยหวนออกมาด้วยเสียงที่ฟังดูอนาถยิ่งนัก ก่อนจะตาเหลือกแล้วสิ้นสติล้มพับไปด้วยความตกใจกลัว
เมื่อมาอยู่ข้างกายพี่ชาย เมิ่งอิงหนิงก็ดูว่าง่ายขึ้นมาก
เหอซานรู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกิน
เขาหยิบแมงป่องพิษออกจากตัวจงจุ้นวางลงบนพื้น แมงป่องตัวนั้นก็รีบวิ่งหนีหายวับไป หลังจากดูแลเด็กน้อยทั้งสามล้างหน้าบ้วนปากเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวเอ้อก็ยกอาหารเช้ามาส่งพอดี
ระหว่างมื้ออาหาร เหอซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่าวันนี้จะต้องไปหาเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานแล้ว
“พวกเรายังเที่ยวไม่หนำใจเลยนะ!” เมิ่งสืออี้เป็นคนแรกที่คัดค้าน “หากท่านพ่อท่านแม่รู้เข้า พวกเขาต้องส่งพวกเรากลับไปแน่!”
“แต่เด็กคนนี้รู้ความลับของคุณหนูเข้าแล้ว อีกทั้งคุณหนูยังอยากพาเขากลับจวนอ๋องด้วย เรื่องนี้มีเพียงท่านอ๋องและพระชายาเท่านั้นที่จะตัดสินใจได้!” เหอซานรู้ดีว่าการพูดกับเมิ่งสืออี้นั้นต้องใช้เหตุผลประกอบ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเมิ่งอิงหนิง สมองของเมิ่งสืออี้จะทำงานได้รวดเร็วนัก
ได้ฟังดังนั้น เมิ่งสืออี้ก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตาเป็นประกาย “พวกเราก็พาจงจุ้นไปด้วยเลยสิ!”
“ไม่ได้ เด็กคนนี้มีฝีมือด้านการลักเล็กขโมยน้อยที่เก่งกาจ หากพาไปด้วย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะหันกลับมาขายพวกเราทิ้งทั้งหมดก็ได้” เหอซานค้านเสียงแข็ง
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ท่านพ่อกับท่านแม่พำนักอยู่ที่นาเกลือแถวนั้น ข้าเคยได้ยินท่านแม่บอกว่ารอบนาเกลือในอำเภอฮัวซีมีแต่ภูเขา พวกเราไปวิ่งเล่นในเขาก็ได้ ในป่าเขาต้องมีแมลงตัวเล็ก ๆ เยอะแน่เลย!” เมิ่งอิงหนิงดื่มน้ำแกงจนหมดชาม พลางตบไหล่เมิ่งสืออี้แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนจริงจัง
สิ้นคำพูดของเมิ่งอิงหนิง ประตูห้องก็ถูกผลักออก
“เมิ่งอิงหนิง ข้าเดาไว้ไม่มีผิด ว่าต้องเป็นเจ้าที่ยุยงพี่ชายทั้งสองกับอาซานของเจ้าให้มาที่อำเภอฮัวซี!” เสียงที่แฝงไปด้วยความโกรธของหลี่เยว่หานดังมาจากหน้าประตู จากนั้นนางก็เดินเข้ามาในห้อง โดยมีเมิ่งฉีฮ่วนเดินตามหลังมา “เหอซาน พาพวกเขากลับเมืองหลวงเดี๋ยวนี้!”