ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 89 ท่านปู่!
บทที่ 89 ท่านปู่!
นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วใช้ชีวิตมานานขนาดนี้ย่อมทราบว่าความสัมพันธ์ของหลี่เยว่หานและหลี่หรงหรงย่ำแย่เพียงใด ทั้งยังทราบเต็มอกว่าหลังจากหวังเฟิ่งเข้าเรือนมาแล้ว หลี่เยว่หานมีชีวิตยากลำบากเพียงใด
เขายังเคยใจอ่อนมาก่อน คิดจะให้หลิ่วจื้อหย่วนไปแต่งหลี่เยว่หานเข้าเรือนมา
ทว่าลูกสะใภ้กับลูกชายเอาแต่กรอกหูเขาว่าหลี่เยว่หานไม่คู่ควรมาเป็นนายหญิงน้อยของตระกูลหลิ่ว มิสู้ให้หลี่เยว่หานรอไปจนถึงตอนอายุครบสิบหก ถึงตอนนั้นถ้าตระกูลหลิ่วไม่ไปสู่ขอ เชื่อว่าสกุลหลี่ก็คงไม่ยัดเยียดลูกสาวมาให้
ต่อมา เรื่องที่หลิ่วจื้อหย่วนลับลอบมีสัมพันธ์กับหลี่หรงหรงถูกผู้อาวุโสอย่างเขารู้เข้า ตอนนั้นเขายังเคยต่อว่าทุบตี แต่หลิ่วจื้อหย่วนพูดว่าหลี่เยว่หานสู้สาวใช้จุดไฟในครัวไม่ได้ด้วยซ้ำ หน้าตาบูดบึ้งอยู่ทั้งวัน แค่เห็นก็ทราบว่ามีชะตาอายุสั้น อย่างนั้นมิสู้รอให้หลี่เยว่หานตายไป เขาค่อยแต่งหลี่หรงหรงเข้าเรือนมา เท่านี้ก็นับว่าได้ตอบแทนบุญคุณแล้ว
นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วย่อมไม่เชื่อถือ เขาจึงเดินทางไปที่หมู่บ้านเฮยถู่ด้วยตนเอง หลี่เยว่หานที่เขาได้เห็นตัวดำผอมแห้ง ถามไปสามประโยคก็ไม่แน่ว่าจะตอบกลับมาสักหนึ่งประโยค แต่หลี่หรงหรงกลับหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ปากก็ยังหวาน ชวนให้คนรักใคร่เอ็นดูยิ่ง
นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วจึงตัดสินใจว่าจะดองงานมงคลนี้เอาไว้ไม่เอ่ยถึงอีก
ผู้ใดจะคาดว่าหลี่เยว่หานจะมาเยือนถึงเรือน เหตุผลยังเป็นเรื่องที่หลิ่วจื้อหย่วนลักลอบมีสัมพันธ์กับหลี่หรงหรง เรื่องนี้ลือไปทั่วอำเภอหย่งหนิง ทำให้หลิ่วจื้อหย่วนไม่กล้าออกจากเรือนอยู่พักใหญ่เพราะกลัวว่าจะถูกคนปาไข่เน่าใส่ศีรษะ
นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วจึงสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้หลิ่วจื้อหย่วนไปหาหลี่หรงหรง คนสกุลหลี่มาหาก็ไม่ออกมาพบ เรื่องนี้จึงค่อย ๆ ซาไป
วันนี้หลี่เยว่หานมาเยือน นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วคิดว่านางอาจเอ่ยถึงเรื่องเก่าอีกครั้ง แต่ให้คิดอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงเลยว่าหลี่เยว่หานจะเป็นฝ่ายเสนอให้หลิ่วจื้อหย่วนรับหลี่หรงหรงเป็นอนุภรรยา แล้วนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วจะไม่ประหลาดใจได้อย่างไร
“นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วไม่ต้องประหลาดใจ วันนี้ข้ามาก็เพื่องานมงคลของหลี่หรงหรง” หลี่เยวห่านกล่าวพลางเหยียดหลังตั้งตรง “นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วคงทราบว่า สามีข้าซื้อข้ามาจากพรรคมัจฉามังกร ตอนนั้นข้าล้มป่วยจนเหลือแค่ลมหายใจสุดท้ายแล้ว แต่สามีข้าพยายามช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้าย่อมไม่อาจทรยศเขา”
“น่าเสียดายที่ข้ามีชีวิตสุขสงบอยู่ได้ไม่นาน คนสกุลหลี่ก็มาหาข้าที่เรือนอยู่บ่อย ๆ ถ้าไม่มาเพื่อขอเงิน ก็มาเพราะอยากให้สามีข้าแต่งหลี่หรงหรง ข้าไปถามมาแล้วค่อยทราบว่าหลี่หรงหรงพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งเพราะไม่ได้แต่งให้คุณชายใหญ่หลิ่ว ข้าคิดถึงแม่เลี้ยงของข้าแล้วเกิดใจอ่อน จึงมาขอร้องนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วให้อนุญาตให้หลิ่วจื้อหย่วนรับน้องสาวข้าเป็นอนุภรรยา”
ได้ยินวาจานั้น นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วค่อยได้สติคืนมาจากความตะลึงพรึงเพริด “เจ้าเด็กคนนี้จิตใจดีเหมือนแม่เจ้าไม่มีผิด แต่เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่า ตอบแทนความแค้นด้วยคุณธรรม แล้วจะใช้สิ่งใดตอบแทนคุณธรรม?”
“แต่ไหนแต่ไรมาข้าทำสิ่งใดก็ไม่เคยหวังผลตอบแทน ไม่อย่างนั้นก็คงไม่เป็นฝ่ายมาถอนหมั้นเองแต่แรกแล้ว” หลี่เยว่หานกล่าวอย่างจริงจัง “แค่อนุคนเดียวคงไม่กระทบต่อชื่อเสียงตระกูลหลิ่ว ทั้งยังทำให้แม่เลี้ยงของข้าสมปรารถนา เรื่องดีงามเช่นนี้เหตุใดจะไม่ทำเล่า”
นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วได้ยินวาจาของหลี่เยว่หาน แววตายามมองไปที่นางอีกครั้งก็เต็มไปด้วยความชื่นชม “เจ้าเป็นแม่นางที่ดีคนหนึ่ง น่าเสียดายที่จื้อหย่วนของพวกข้าไร้วาสนา ทำให้บุพเพนี้หลุดมือไปเสียได้”
“ขอบคุณนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วที่ตกลง”
“ข้าได้ยินว่าหมู่บ้านไป๋อวิ๋นยังมีแม่นางน้อยคนหนึ่งนามว่าหวังเหอฮวาที่คอยตามพัวพันสามีของเจ้าไม่ยอมเลิกรา ให้จื้อหย่วนรับนางมาเป็นอนุอีกคนก็แล้วกัน” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วถอนหายใจ “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้เต็มใจมาเจรจาเรื่องมงคลนี้ให้น้องสาวเจ้า ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะขอเป็นคนดีสักครั้งก็แล้วกัน”
หลี่เยว่หานไม่คิดเลยว่านายท่านผู้เฒ่าหลิ่วจะทำเรื่องน่ายินดี ให้เธอต้องประหลาดใจเช่นนี้ ใบหน้าฉายแววยินดี หญิงสาวค้อมคำนับอีกฝ่ายอย่างจริงใจแล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นเยว่หานก็ขอขอบคุณนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วเจ้าค่ะ!”
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าละอายใจเหลือเกิน” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วลุกขึ้นมาประคองหลี่เยว่หาน กล่าวว่า “หากไม่ลำเอียงฟังความฝ่ายเดียว เจ้าคงได้เป็นหลานสะใภ้ของข้าไปแล้ว ในเมื่อเป็นหลานสะใภ้ไม่ได้ ข้าให้พ่อของจื้อหย่วนรับเจ้าเป็นลูกสาวบุญธรรมดีหรือไม่?”
หลี่เยว่หานได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกว่าเบื้องหน้าพลันสว่างวาบ “เกรงว่า…ไม่ดีเท่าไหร่…”
“ไม่มีอันใดไม่ดีหรอก เดิมก็เป็นเพราะข้าไม่ได้ตอบแทนผู้มีพระคุณให้ถึงที่สุด ถือเสียว่าข้าชดเชยให้เจ้า หวังว่าหลังจากนี้เจ้ากับคุณชายเมิ่งจะมีชีวิตที่สุขสงบ หากต้องการสิ่งใดเชิญบอกมาได้เลย ต่อไปตระกูลหลิ่วก็ถือว่าเป็นบ้านเดิมของเจ้าครึ่งหนึ่งแล้ว”
“เช่นนั้น…เยว่หานก็ขอน้อมรับไว้” หลี่เยว่หานพูดพลางคล้องแขนนายท่านผู้เฒ่าหลิ่ว กล่าวเสียงอ่อนหวาน “ท่านปู่!”
“อื้ม!” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วยิ้มแย้มจนริ้วรอยบนใบหน้าชัดขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี
“ใครก็ได้ เข้ามานี่ซิ!” เมื่อนายท่านผู้เฒ่าหลิ่วให้คนไปเรียกนายท่านหลิ่ว หลิ่วจื้อหย่วนและเมิ่งฉีฮ่วนเข้ามาในห้องโถงใหญ่แล้ว ก็ให้หลิ่วเทียนเสียงหรือก็คือบิดาบังเกิดเกล้าของหลิ่วจื้อหย่วนรับหลี่เยว่หานเป็นบุตรสาวบุญธรรม จากนั้นให้คนบันทึกชื่อหลี่เยว่หานลงในลำดับวงศ์ตระกูลก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
“ท่านปู่! ถ้าท่านยืนยันจะให้ท่านพ่อรับหลี่เยว่หานเป็นลูกสาวบุญธรรมจริง ๆ ล่ะก็ ข้าจะขอออกจากลำดับวงศ์ตระกูล” หลิ่วจื้อหย่วนคัดค้านหัวชนฝา “หลี่เยว่หานเป็นแค่เด็กสาวบ้านนอก จะมาเป็นลูกสาวบุญธรรมของตระกูลหลิ่วของพวกเราได้อย่างไร!”
“เจ้าอยากออกจากวงศ์ตระกูลใช่ไหม?” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วถามแล้วบอกให้พ่อบ้านพลิกลำดับวงศ์ตระกูล ชี้ชื่อของหลิ่วจื้อหย่วนแล้วส่งพู่กันไปให้เขา กล่าวว่า “เอาสิ เจ้าขีดทับบนชื่อของตัวเองก็พอ”
“…” หลิ่วจื้อหย่วนถือพู่กันค้างเอาไว้ขณะสบตากับหลิ่วเทียนเสียงผู้เป็นบิดา
เขาแค่ข่มขู่ปู่ของเขาไปอย่างนั้น จะเคยคิดออกจากวงศ์ตระกูลเสียที่ไหน…
“เฮอะ พวกพูดได้แต่ทำไม่ได้!” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วแค่นเสียงอย่างดูแคลน แล้วหันกลับมายิ้มให้หลี่เยว่หานที่ยืนอยู่ข้างเมิ่งฉีฮ่วน พูดว่า “เยว่หาน ต่อไปว่าง ๆ ก็แวะมาที่เรือนบ่อย ๆ จะเข้าฤดูหนาวแล้ว ถ้าบ้านพวกเจ้าขาดเหลืออะไรก็บอกปู่มาได้เลย ปู่จะให้คนไปจัดการให้เอง”
หลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนแค่มองตาก็รู้ใจ ประสานมือคำนับพลางกล่าว “ขอบคุณท่านปู่ ต่อไปพวกข้าจะแวะมาเยี่ยมท่านบ่อย ๆ แน่นอน แม้ข้าจะหาเงินได้ไม่มาก แต่เงินทองที่หามาได้ล้วนยกให้เยว่หาน ยามนี้ไม่ได้ขาดเหลือสิ่งใด วันนี้พวกข้ายังต้องเอาขนสัตว์ชุดสุดท้ายไปขายที่เมืองหลิวชิงแล้วแลกของจำเป็นสำหรับฤดูหนาวกลับมา คงไม่รั้งอยู่แล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวจบก็ส่งห่อผ้าเล็ก ๆ ที่ถือเอาไว้ตั้งแต่เข้ามาในเรือนตระกูลหลิ่วให้นายท่านผู้เฒ่าหลิ่ว กล่าวว่า “นี่คือขนหมาป่าที่ข้าเพิ่งล่ามาได้เมื่อวานนี้ แม้จะจัดการอย่างง่าย ๆ ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำเป็นเสื้อกันหนาว ถือเสียว่าเป็นของขวัญพบหน้าสำหรับท่านปู่”
“เจ้าหมอนี่ ใครให้เจ้าเรียกท่านปู่…” หลิ่วจื้อหย่วนโมโหจนแทบระเบิดอยู่รอมร่อ ถ้าไม่ใช่เพราะหลิ่วเทียนเสียงขวางเอาไว้ เขาคงกระโจนเข้ามาอัดเมิ่งฉีฮ่วนแล้ว
“ดีดีดี!” นายท่านผู้เฒ่าหลิ่วสะสางเรื่องที่ติดค้างในใจไปได้ สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยินดี รับขนหมาป่ามาจากเมิ่งฉีฮ่วนต่อหน้าทุกคนโดยไม่บ่ายเบี่ยง เปิดออกมาลูบไล้เส้นขน แล้วก็ยิ้มกว้างกว่าเดิม
หลิ่วเทียนเสียงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นแล้วก็ตาลุกวาว ขนหมาป่าชั้นเลิศถึงเพียงนี้ ยามปกติต่อให้เมิ่งฉีฮ่วนขายออกไปในราคาต่ำที่สุดก็สองร้อยตำลึงขึ้นไปแล้ว เมิ่งฉีฮ่วนกลับยกให้คนอื่นอย่างง่ายดายเช่นนี้ หรือจะสื่อว่าต่อไปครอบครัวของเขาสามารถทำการค้าขนสัตว์ร่วมกับเมิ่งฉีฮ่วนได้แล้ว?
คิดได้เช่นนั้น ดวงตาของหลิ่วเทียนเสียงก็พลันสว่างวาบ เขาส่งสายตาให้บ่าวรับใช้