ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 604 กำลังคนไม่เพียงพอ
บทที่ 604 กำลังคนไม่เพียงพอ
“เทียนขุยเฟิงและหลงซวีโกวอยู่ที่ใด?”
กวานเสี่ยวโหรวและถังตงตงมีสีหน้าว่างเปล่า
แต่เจิ้งฟาง เถี่ยฉุย และเสี่ยวอวี้ กลับลุกขึ้นยืนพร้อมกันในทันที
กวานเสี่ยวโหรวและถังตงตงไม่รู้ว่าเทียนขุยเฟิงและหลงซวีโกวอยู่ที่ใดแต่พวกเขาทั้งสามรู้ดี
เทียนขุยเฟิงอยู่ใกล้เฮยสุ่ยโกว หลงซวีโกวอยู่ใกล้เฮยเฟิงหลิ่ง ล้วนแต่เป็นสถานที่สำคัญที่ไม่อาจปล่อยไปได้
“มีคนเท่าใด?” เจิ้งฟางถาม
“จากข่าวที่ส่งกลับมา ฝั่งละหลายร้อยคน” อาจวี๋ตอบ
“พวกโจรท้องถิ่นเหล่านี้โผล่มาจากที่ใดกันแน่?” ถังตงตงกัดฟันกล่าว “จินเฟิงกลับมาคุมกองกำลังเมื่อใด ข้าจะขอให้เขาส่งพี่เหลียงไปกวาดล้างโจรท้องถิ่นทั่วทั้งซื่อชวน”
“ราชสำนักเก็บภาษีหนักขึ้นเรื่อย ๆ และในปีนี้ซื่อชวนก็ประสบภัยพิบัติอีก ชาวบ้านยากจนแสนสาหัส พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกนอกจากเป็นโจร”
เถี่ยฉุยกล่าว “ตอนที่ข้าเดินทางกลับมาจากเมืองหลวง เมื่อเข้าใกล้ซื่อชวน คนในตลาดนายหน้าก็ยิ่งเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังมีราคาถูก บางครั้งข้าวฟ่างห้าถึงหกจินก็สามารถแลกหญิงสาวได้ถึงสองคน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ถังตงตงจึงถอนหายใจถามว่า “แล้วเทียนขุยเฟิงกับหลงซวีโกวล่ะ?”
“ตอนนี้ฟางเหลยคงกลับมาไม่ทันแล้ว เช่นนั้นข้ากับเหล่าเจิ้งคงต้องออกหน้าเอง” เถี่ยฉุยกล่าวอย่างไม่มีทางเลือก
ถึงแม้ว่าจินเฟิงจะพยายามฝึกฝนบุคลากรผู้มีฝีมือเป็นผู้สั่งการ แต่สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนก็เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นานนักจึงขาดแคลนคน
โดยเฉพาะแม่ทัพหรือผู้บัญชาการ
ผู้บังคับบัญชาสำนักคุ้มภัยและผู้ดูแลร้านหญิงจากหอการค้าก็ไม่เหมือนกัน
ผู้ดูแลร้านทำผิดพลาดก็แค่เสียเงิน
แต่หากผู้บังคับบัญชาจากสำนักคุ้มภัยทำผิดต้องเดิมพันด้วยชีวิต
ดังนั้นจินเฟิงจึงแต่งตั้งผู้ดูแลร้านหญิงที่มีความกล้าหาญและแต่งตั้งหัวหน้าสำนักคุ้มภัยที่มีความระมัดระวังมาก
ที่หมู่บ้านมีพวกเจิ้งฟางคอยดูแล ไม่ต้องมีผู้นำมากนักและจินเฟิงที่ยกทัพไปซื่อชวนในครั้งนี้ เขาก็ได้นำหัวหน้าสั่งการระดับกลางไปเกือบหมด
ฟางเหลยไปซวงถัวเฟิงก็นำออกไปอีกส่วน
ปัจจุบันหมู่บ้านซีเหอวานเหลือเพียงเจิ้งฟางและเถี่ยฉุยสองคน หัวหน้ากองพันและหัวหน้ากองร้อยสองคนและหัวหน้าหมวดอีกสองคน
แต่หัวหน้ากองร้อยสองคนนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการกวาดล้างกลุ่มโจรในครั้งก่อน คนหนึ่งถูกฟันเข้าที่น่องซ้าย คนหนึ่งสูญเสียขาขวาจึงทำได้แค่เฝ้าหมู่บ้านและไม่เหมาะจะออกรบอีก
เมื่อคิดคำนวณแล้ว คนที่จะออกไปรับหน้าศัตรูได้เหลือเพียงเจิ้งฟางและเถี่ยฉุย
“พวกเจ้าสองคนออกไปพร้อมกันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นใครจะอยู่ดูแลหมู่บ้าน?”
ถังตงตงคัดค้านทันที
“แล้วเจ้าว่าควรทำอย่างไรล่ะ?” เถี่ยฉุยถามกลับ “คงไม่ให้เหล่าถงและเหล่าฝานไปหรอกนะ พวกเขาขี่ม้าไม่ได้ด้วยซ้ำ หรือจะให้นั่งรถม้าไปรบ?”
“เอ่อ…” ถังตงตงเงียบไป
“ตงตง ตอนนี้ทำได้เพียงเท่านี้”
กวานเสี่ยวโหรวที่เงียบอยู่ตลอดพูดขึ้น “พี่ใหญ่เจิ้ง พี่ใหญ่เถี่ยฉุย พวกพี่อย่ากังวลเลย ในหมู่บ้านมีพี่ใหญ่ถง พี่ใหญ่ฝาน หัวหน้าหมู่บ้านสามท่านและพวกเรา ไม่มีปัญหาอะไรหรอก”
คนที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างจะไม่มีวันเติบโต
กวานเสี่ยวโหรวมีนิสัยเก็บตัว ตอนอยู่ที่บ้านเกิดไม่ว่าเรื่องใดก็ล้วนแต่เป็นบิดาและพี่ชายที่เป็นผู้ตัดสินใจ
ครั้นแต่งให้จินเฟิงแล้ว นางก็มิต้องกังวลสิ่งใดอีก เพียงครุ่นคิดหาวิธีทำให้จินเฟิงชื่นชอบก็เป็นพอ
สิ่งนี้ทำให้กวานเสี่ยวโหรวพึ่งพาจินเฟิงอยู่เสมอ เมื่อประสบปัญหา สิ่งแรกที่นางนึกถึงคือการไปถามจินเฟิง
จินเฟิงให้ทำสิ่งใด นางก็ทำตามสิ่งนั้น
แต่ตอนนี้จินเฟิงไม่อยู่ ช่วงที่ผ่านมาที่นี่ต้องเจอเรื่องมากมาย กวานเสี่ยวโหรวดูเหมือนจะเติบโตขึ้นอย่างฉับพลัน
เมื่อเผชิญปัญหา นางไม่สิ้นหวังเหมือนก่อน หากแต่เรียนรู้ที่จะคิดใคร่ครวญด้วยตนเองเพื่อหามาตรการรับมือ
อีกทั้งนางยังเด็ดเดี่ยวกว่าแต่ก่อนมากและเริ่มมีแววของผู้เป็นใหญ่
“เราต้องทำเช่นนี้ไปก่อน ไม่มีทางเลือกอื่น”
เจิ้งฟางพยักหน้า “เถี่ยฉุย เจ้าก็เตรียมตัวด้วย พวกเราจะออกเดินทางโดยเร็วที่สุด!”
“พวกเราจะนำกำลังคนไปเท่าใด?” เถี่ยฉุยถาม
“นำไป…”
เจิ้งฟางชะงักไปครู่หนึ่ง
เมื่อครู่เขาจะกล่าวว่าให้นำกำลังคนออกไปคนละหนึ่งกองร้อย แต่ก็นึกได้ว่าทั้งหมู่บ้านซีเหอวานเหลือผู้คุ้มกันภัยเพียงสามกองร้อยเท่านั้น
หากเขากับเถี่ยฉุยนำออกไปสองกองร้อย คนเพียงหนึ่งกองร้อยที่เหลือคงไม่เพียงพอที่จะรักษาป้อมปราการรอบหมู่บ้าน
“พี่ใหญ่เจิ้ง พี่ใหญ่เถี่ยฉุย พวกพี่จงนำกองกำลังออกไปคนละหนึ่งกองร้อย”
กวานเสี่ยวโหรวกล่าว “รอสักครู่ ข้าจะมอบชุดเกราะสีดำให้พวกเจ้าคนละห้าสิบชุดและระเบิดมืออีกสามหีบ”
“ถ้าพวกเราแต่ละคนนำกองกำลังออกไปคนละหนึ่งกองร้อยแล้วหมู่บ้านจะเป็นอย่างไร?” เจิ้งฟางซักถาม “คนเพียงหนึ่งกองร้อยไม่เพียงพอสำหรับการดูแลป้อมปราการและยังต้องผลัดเปลี่ยนกันพักผ่อนด้วย”
“มิเช่นนั้น พวกเราไปเกณฑ์คนมาจากเฮยสุ่ยโกวดีหรือไม่?” เถี่ยฉุยเอ่ยถาม “วิธีนี้ถือเป็นการใช้โจรปราบโจร”
ถังตงตงได้ยินดังนั้นดวงตาของนางก็เป็นประกาย
โจรท้องถิ่นที่ถูกคุมขังในเฮยสุ่ยโกวมีจำนวนหลายพันคน พวกเขาล้วนแต่เป็นบุรุษ
หากเกณฑ์พวกเขามาช่วย ปัญหาเรื่องขาดแคลนคนจะหมดไป
“ไม่ได้ เราจะใช้โจรปราบโจรไม่ได้”
เจิ้งฟางส่ายหน้าปฏิเสธข้อเสนอของเถี่ยฉุยอย่างไม่ลังเล “โจรท้องถิ่นที่ถูกคุมขังมีญาติมิตรที่ถูกพวกเราสังหารไปมากมาย พวกเขาไม่น่าไว้ใจ”
“พวกเราคัดเลือกคนก็ได้” เถี่ยฉุยกล่าว “คัดเลือกพวกที่มีคะแนนสูง ๆ และประพฤติตัวดี”
“คะแนนสูง ประพฤติดี มิได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่เกลียดชังพวกเรา”
เจิ้งฟางกล่าว “และโจรท้องถิ่นส่วนใหญ่ล้วนไร้ซึ่งศีลธรรม หากหักหลังพวกเราขึ้นมา ผลลัพธ์จะเป็นหายนะ พวกเราต่างรับผิดชอบเรื่องนี้ไม่ไหวแน่
แม้จะต้องเกณฑ์คนจากเฮยสุ่ยโกวก็ต้องรอท่านอาจารย์นำกองกำลังกลับมาก่อน พวกเราจึงจะมีความสามารถในการปราบกบฏในเฮยสุ่ยโกวได้”
“คำกล่าวของพี่ใหญ่เจิ้งนั้นถูกต้อง” เสี่ยวอวี้พยักหน้ากล่าว “เมื่อถึงยามคับขันจริง ๆ ค่อยใช้โจรท้องถิ่น”
“แล้วเวลานี้พวกเราจะทำเช่นไรกับปัญหาขาดแคลนคน” เถี่ยฉุยเอ่ยถาม
“ข้ามีหนทางหนึ่ง พวกเจ้าลองฟังดูว่าได้หรือไม่”
กวานเสี่ยวโหรวกล่าวว่า “เหล่าสตรีในโรงงานสิ่งทอก็มีการฝึกฝนอยู่มิใช่หรือ แม้การสู้รบอาจไม่สามารถทำได้ แต่การควบคุมธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินบนป้อมปราการนั้นย่อมไม่มีปัญหา
พวกเราสามารถเกณฑ์สตรีจากโรงงานสิ่งทอมาช่วยเหลือกองกำลังของหัวหน้ากองร้อยถังและหัวหน้ากองร้อยฝาน เช่นนี้ดีหรือไม่?”
“ใช่ เราลืมเรื่องโรงงานสิ่งทอไปได้อย่างไร” เถี่ยฉุยตบเข่าฉาดใหญ่ “ท่านอาจารย์จัดให้มีการแข่งขันกีฬาก็เพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์อย่างทุกวันนี้”
ของรางวัลที่จินเฟิงตั้งไว้สำหรับการแข่งขันกีฬานั้น สำหรับสตรีที่ทำงานในโรงงานแล้ว ช่างเย้ายวนใจเหลือเกิน
หลังการแข่งขันกีฬาจบลง มิต้องให้ถังตงตงเร่งเร้า สตรีเหล่านั้นก็ขะมักเขม้นฝึกฝน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันกีฬาฤดูใบไม้ผลิในปีหน้า
ทุก ๆ เช้า จะเห็นกลุ่มสตรีจากโรงงานต่อแถวเดินตามกลุ่มผู้คุ้มกันภัย
ในสนามฝึกธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินของผู้คุ้มกันก็มักจะเห็นหญิงสาวปรากฏตัวอยู่เสมอ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่ทำผลงานได้ดีในการแข่งขันกีฬา ระดับทักษะในการควบคุมธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหิน รวมถึงความเข้าขากันในการทำงาน ย่อมสูงกว่าผู้คุ้มกันหญิงส่วนใหญ่
แต่เพราะพวกนางมีทั้งสามีและบุตรจึงไม่ประสงค์จะมาเป็นผู้คุ้มกัน มิเช่นนั้นอาเพ่ยคงจะดึงตัวพวกนางมาตั้งนานแล้ว
แม้ว่าพวกนางมิได้ผ่านการฝึกฝนทางทหารอย่างเป็นระบบ มิอาจทำการรบประจันหน้าไหว แต่การช่วยเหลืองานเฝ้ายามของเหล่าผู้คุ้มกันหรือการควบคุมธนูจ้งหนู่และเครื่องเหวี่ยงหินบนป้อมปราการ ย่อมไม่เป็นปัญหา