ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 634 ผู้ใดขัดขวางข้า ข้าจะฆ่าผู้นั้นให้สิ้น!
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 634 ผู้ใดขัดขวางข้า ข้าจะฆ่าผู้นั้นให้สิ้น!
บทที่ 634 ผู้ใดขัดขวางข้า ข้าจะฆ่าผู้นั้นให้สิ้น!
ต้าหลิวหยิบโทรโข่งแผ่นเหล็กออกมาจากถุงหนังบนหลังม้าและส่งให้จินเฟิง
“สหาย ตอนนี้ข้าจะไม่ปิดบังพวกเจ้าอีกแล้ว ครั้งนี้ข้ามาที่จวนว่าการเพื่อฆ่าเสี้ยนลิ่ง!”
จินเฟิงถือโทรโข่งแผ่นเหล็กและตะโกนว่า “สหายคนใดที่ไม่อยากเข้าร่วม สามารถถอนตัวได้ตั้งแต่วันนี้!”
“ฆ่าเสี้ยนลิ่งงั้นหรือ?”
ผู้คุ้มกันภัยจำนวนไม่น้อยตกใจจนสูดหายใจเฮือกใหญ่เมื่อได้ยินคำพูดของจินเฟิง!
ถึงแม้ผู้คุ้มกันภัยส่วนใหญ่จะเป็นคนหยาบกระด้างที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่พวกเขาก็รู้ว่าการฆ่าเสี้ยนลิ่งนั้นหมายความว่าอย่างไร
เสี้ยนหลิ่งหรือนายอำเภอก็เปรียบเสมือนผู้ปกครองของประชาชนในอำเภอ ถือว่าเป็นตัวแทนของราชสำนัก
การที่ลงมือฆ่านายอำเภอ ก็เท่ากับก่อกบฏ!
ในสังคมศักดินา การก่อกบฏเป็นความผิดที่ร้ายแรงที่สุด หากถูกจับได้จะถูกประหารชีวิตเก้าชั่วโคตร!
“ท่านอาจารย์ หากไม่มีท่านปีนี้ครอบครัวของข้าคงไม่มีใครรอดชีวิต ตั้งแต่วันที่เข้าร่วมซีเหอวาน ได้เป็นผู้คุ้มกันภัย ชีวิตของข้าก็เป็นของท่านแล้ว!”
โหวจื่อเป็นคนแรกที่ตอบรับ “ท่านอาจารย์ ท่านจะไปที่ใด ข้า โหวจื่อ ก็จะตามท่านไปที่นั่น!”
“ขุนนางเหล่านี้ไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง วันทั้งวันคิดแต่จะรีดไถประชาชนอย่างไร เช่นนี้สมควรตายไปนานแล้ว!”
ต้าจ้วงตะโกนตาม “ท่านอาจารย์ สหายของเราไม่มีคนขี้ขลาด ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ท่านจะฆ่าเสี้ยนลิ่ง แม้แต่ท่านจะฆ่าจวิ้นโส่ว เหล่าสหายก็จะไปกับท่าน!”
“พวกเจ้าสองคนอยากตามก็ตามไปเอง อย่าไปยุให้คนอื่นตอบตกลง!”
จินเฟิงตะโกน “นี่เป็นทางที่ไม่มีวันกลับ เมื่อก้าวออกไปแล้วก็ไม่มีทางหันหลังกลับอีก สหายของเราต่างมีครอบครัว มีบุคคลในตระกูลเดียวกัน จะเลือกอย่างไรล้วนแต่เป็นอิสระของพวกเขา”
“ที่นี่ล้วนแต่เป็นสหายจากสำนักคุ้มภัยที่ผ่านการเป็นเพื่อนร่วมเป็นร่วมตายมาด้วยกันทั้งสิ้น!”
“หากเลือกที่จะติดตามข้าต่อไป พวกเจ้าก็จะได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันต่อไป”
“หากเลือกที่จะจากไป ก็อย่ามาพูดจาเสียดสีอะไรกัน ในเมื่อเคยเป็นพี่น้องกันมา ก็จงแยกย้ายกันไปด้วยดีเถิด!”
เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้นของจินเฟิง โหวจื่อและต้าจ้วงก็ได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ
“ข้าจะให้เวลาพวกเจ้าคิดทบทวนหนึ่งก้านธูป!”
จินเฟิงส่งสัญญาณให้ต้าหลิวจุดธูปขึ้นหนึ่งดอก “ผู้ใดเต็มใจติดตามข้าไปฆ่าเสี้ยนลิ่ง ก็ให้ไปยืนอยู่ทางขวา ส่วนผู้ที่ต้องการจากไปก็สามารถกลับหมู่บ้านได้เลย ไม่ว่าจะกลับไปทำงานที่โรงงานต่อหรือจะรับเงินแล้วออกไปเลยก็ได้ทั้งนั้น!”
“ข้าจะติดตามท่านอาจารย์!”
เสียงของจินเฟิงเพิ่งจะจบลง โหวจื่อก็ขี่ม้าไปยืนอยู่ทางขวาของหินก้อนใหญ่ทันที
“ข้าก็จะติดตามท่านอาจารย์เช่นกัน!”
ต้าจ้วงเป็นคนที่สอง
เมื่อมีคนนำ ก็ย่อมมีคนตาม
ในเวลาอันรวดเร็ว ก็มีผู้คุ้มกันภัยอีกราวยี่สิบถึงสามสิบคนไปกับโหวจื่อและต้าจ้วงไปเพื่อที่จะติดตามจินเฟิง
แต่ผู้คุ้มกันภัยส่วนใหญ่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
หากเป็นเพียงแค่การกวาดล้างพวกโจร ผู้คุ้มกันภัยทั้งหลายคงจะติดตามจินเฟิงไปโดยไม่ลังเลใจแน่นอน
แต่การก่อกบฏนั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวพันถึงความอยู่รอดของครอบครัวหรือตระกูลของพวกเขา ผู้คุ้มกันภัยจำนวนมากจึงแสดงท่าทีลังเลใจ
เมื่อธูปหอมยิ่งเผาไหม้จนสั้นลงเรื่อย ๆ ผู้คุ้มกันภัยที่เลือกติดตามจินเฟิงก็ยิ่งมีมากขึ้น
แต่ก็ยังมีผู้คุ้มกันภัยบางส่วนยืนอยู่ที่เดิม
ในที่สุดก็มีผู้คุ้มกันภัยคนหนึ่งกระโดดลงจากหลังม้าและเดินไปที่หน้าก้อนหินใหญ่ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความละอาย
เขามาจากตระกูลใหญ่ คนในตระกูลหลักและตระกูลสาขานับย้อนไปเก้าขั้นมีมากกว่าพันชีวิต เขาจึงไม่กล้าติดตามจินเฟิงไปก่อกบฏ
ต้าจ้วงอ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกโหวจื่อดึงไว้
ผู้คุ้มกันภัยคุกเข่าลงต่อหน้าจินเฟิงและน้ำตาไหลพร้อมกับกราบลงหนึ่งครั้ง
เมื่อกราบเสร็จเขาก็กำลังจะพูดต่อ แต่จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมาจากถนนหลวง
กองทหารม้าที่ประกอบด้วยคนสามสี่สิบคนควบม้ามาอย่างบ้าคลั่งมาจากที่ไกล ๆ
โหวจื่อกระโดดขึ้นต้นไม้ข้าง ๆ มือเกาะต้นไม้ไว้แน่นก่อนจะมองออกไป
“พวกเขาไม่ได้ชูธงของพวกเรา ไม่ใช่คนของสำนักคุ้มภัย!”
“กองร้อยที่หนึ่ง จัดแผนป้องกัน กองร้อยที่สองคุ้มกันท่านอาจารย์!”
ว่าจบต้าจ้วงก็วิ่งออกจากแถว
ผู้คุ้มกันภัยที่ก่อนหน้านี้ยังลังเลว่าจะเลือกอย่างไร ตอนนี้ก็เริ่มเคลื่อนไหวและปฏิบัติตามคำสั่งของต้าจ้วงอย่างรวดเร็วพร้อมกับการจัดรูปแบบการป้องกัน
ต้าหลิวก็ดึงจินเฟิงลงมาจากก้อนหินและล้อมไว้ตรงกลาง
“ท่านอาจารย์ ดูเหมือนจะเป็นองค์หญิงเก้า!”
โหวจื่อที่ยืนอยู่บนต้นไม้หรี่ตามองแล้วกล่าว
“องค์หญิงเก้า?” จินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะผลักต้าหลิวออกไป แล้วเดินไปที่ข้างทาง
และขบวนม้าก็หยุดลง
หญิงสาวที่เป็นหัวหน้าคนหนึ่งดึงผ้าคลุมหน้าออก ถ้าไม่ใช่องค์หญิงเก้าแล้วจะเป็นใครได้อีก?
แต่ในตอนนี้ องค์หญิงเก้าไม่ได้มีท่าทางสง่างามและสุขุมเหมือนก่อน แต่กลับเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
เพราะต้องเดินทางท่ามกลางลมหนาวเป็นเวลานาน มือและใบหน้าจึงถูกความหนาวทำลายไม่น้อย
“องค์หญิง พระองค์ไม่ได้เสด็จกลับเมืองหลวงหรอกหรือ?”
จินเฟิงถามด้วยความสงสัย
“ข้า!…ข้า…”
องค์หญิงเก้ามองไปที่จินเฟิงและดวงตาก็เริ่มมีน้ำตาเอ่อ
เสียงของนางสั่นเครือ นางพยายามพูดถึงสองครั้งแล้วแต่ก็ไม่สามารถพูดประโยคที่สมบูรณ์ได้สักประโยค
เพื่อที่จะตามหาจินเฟิง นางจึงออกจากเมืองหลวงโดยไม่ได้หยุดพักแม้แต่วันเดียว
ตอนนี้เป็นเดือนสิบสองแล้ว องค์หญิงเก้าก็เดินทางฝ่าลมที่หนาวเหน็บจากเมืองหลวงวิ่งมาถึงเมืองจินชวนอย่างบ้าคลั่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงไม่กี่วันมานี้ เมื่อได้รู้ว่าจินเฟิงเข้าสู่ดินแดนชวนสู่แล้วนางก็แทบไม่ได้กินไม่ได้นอนและพยายามที่จะเร่งเดินทางให้เร็วที่สุด
ตั้งแต่เด็กจนโต นางเคยประสบความยากลำบากเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
แต่ทุกอย่างมันก็คุ้มค่า
ในที่สุดนางก็ตามทัน
ก่อนที่จะได้พบจินเฟิง องค์หญิงเก้าก็อาศัยความเชื่อมั่นในใจเพื่อค้ำจุนความรู้สึกหวาดหวั่น
หลังจากได้พบจินเฟิงแล้ว องค์หญิงเก้ากลับรู้สึกอยากร้องไห้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น
แต่ความภาคภูมิใจขององค์หญิงเก้าทำให้นางข่มความรู้สึกนี้เอาไว้ได้ นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ และบังคับตัวเองให้กลับคืนสู่สภาวะปกติ
องค์หญิงเก้ายิ้มให้จินเฟิงพลางทักทาย “ท่านอาจารย์ ในที่สุดข้าก็ตามท่านทันแล้ว ขอรบกวนสักครู่ได้หรือไม่?”
จินเฟิงมององค์หญิงเก้าครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังเดินไปยังป่าเล็ก ๆ หลังหินก้อนใหญ่
องค์หญิงเก้าลงจากม้าศึกและตามจินเฟิงเข้าไป
ชิ่นเอ๋อร์อยากจะตามไปด้วยแต่ก็ถูกองค์หญิงเก้าห้ามเอาไว้
“ท่านอาจารย์ เจ้าเพิ่งกลับมาถึงจินชวน แต่เหตุใดไม่กลับไปหาเสี่ยวโหรว มาที่จวนว่าการทำไมกัน?”
องค์หญิงเก้าเร่งฝีเท้าไล่ตามจินเฟิงและถามด้วยรอยยิ้ม
“ทรงได้พบเสียวเป่ยแล้วใช่หรือไม่ จะตรัสถามอีกทำไมในเมื่อรู้อยู่แล้ว?”
องค์หญิงเก้าอยู่ในชุดนี้ เห็นได้ชัดว่านางเดินทางมาโดยตลอด
ที่นางสามารถตามมาถึงที่นี่ได้แสดงว่านางได้พบถังเสียวเป่ยแล้ว
แน่นอนว่าน่าจะรู้ถึงจุดประสงค์ของจินเฟิงด้วย
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าขององค์หญิงเก้าก็แสดงความเศร้าโศกเล็กน้อย “ท่านอาจารย์จำเป็นต้องสังหารไช่หลิวหยางหรือ?”
“หลังจากที่เสด็จมาถึงทรงได้พบผู้ลี้ภัยหรือไม่ ทรงได้เห็นราษฎรที่ตายอยู่ข้างทางหรือไม่ ได้เห็นเด็กที่ถูกสุนัขป่ากัดจนใบหน้าผิดรูปหรือไม่?”
จินเฟิงค่อย ๆ เข้าใกล้องค์หญิงเก้า “พระองค์ทรงทราบหรือไม่ว่าก่อนหน้านี้ที่มีโจรออกอาละวาดที่จินชวนมีราษฎรเสียชีวิตไปมากเท่าใด?”
“ท่านอาจารย์ เจ้าจับกุมที่ปรึกษาของชายอ้วนสวีแล้วมิใช่หรือ?”
องค์หญิงเก้าตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านก็น่าจะทราบว่าผู้ที่วางแผนอยู่เบื้องหลังไม่ใช่ไช่หลิวหยาง แต่เป็นพวกของชายอ้วนสวีที่อยู่ในซื่อชวน ส่วนโจรที่จินชวนก็เกิดขึ้นเพราะพวกเขา ไม่ใช่ไช่หลิวหยางเป็นผู้วางแผน”
“ทรงรู้เรื่องของซีเหอวานเป็นอย่างดีเลยนะ?”
จินเฟิงแค่นเสียงหัวเราะ “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์คงจะทราบว่าไช่หลิวหยางทำอะไรลงไปบ้าง?”
“ไช่หลิวหยางต้องการจะกล่าวหาโรงงานของท่านอาจารย์ นั่นเป็นความผิดของเขา แต่ไม่ถึงกับต้องตายมิใช่หรือ?”
“นี่เป็นความบกพร่องของข้าที่ปล่อยให้เขาฉวยโอกาส แต่ข้าไม่ได้จะมาแก้แค้นเขาเพราะเรื่องนี้”
จินเฟิงกล่าวว่า “ที่ข้าจะสังหารเขาเป็นเพราะเขาสมคบคิดกับพวกขุนนางชั่วช้า เพราะในฐานะนายอำเภอ เขากลับไม่ทำอะไรเลยหากเขาเป็นนายอำเภอที่ดี ต่อต้านโจรท้องถิ่นอย่างจริงจัง ชาวบ้านจินชวนคงไม่ต้องตายมากมายเช่นนี้”
“ท่านอาจารย์ให้เวลาข้าสักหน่อย ข้าจะจัดการไช่หลิวหยางเอง” องค์หญิงเก้ากล่าว
“ไม่ต้องลำบากพระองค์หรอก ข้าจัดการเองได้”
จินเฟิงไม่อยากพูดอีกต่อไป เขาโบกมือและหันหลังเดินจากไป “ไม่เพียงแค่ไช่หลิวหยางเท่านั้น ยังมีเซี่ยสี่กวางแห่งกวางเหยวียน ชายอ้วนสวีแห่งซื่อชวนและขันทีคนสนิทที่ฝ่าบาททรงส่งมา ข้าจะไปสังหารพวกเขาทีละคน”
“ผู้ใดขัดขวางข้า ข้าจะฆ่าผู้นั้นให้สิ้น!”