ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 635 ข้าขอร้อง
บทที่ 635 ข้าขอร้อง
“ท่านอาจารย์ หากท่านสังหารไช่หลิวหยางก็เท่ากับว่ากำลังก่อการกบฏ!”
องค์หญิงเก้าร้องตะโกนจากด้านหลัง “เจ้าได้คิดถึงผลที่จะตามมาบ้างหรือไม่? การกบฏนั้นมีโทษถึงประหารชีวิต!”
“อย่างไรกัน พระองค์อยากจะสังหารข้าหรือ?”
จินเฟิงหัวเราะเยาะ “ถ้าเช่นนั้น เหตุใดพระองค์ไม่พาชิ่นเอ๋อร์มาด้วยเล่า? หรือว่าจะทรงลงมือเอง?”
จินเฟิงและองค์หญิงเก้าอยู่ในป่าลึก ชิ่นเอ๋อร์และผู้คุ้มกันภัยทั้งหลายจึงไม่ได้ยินชัดเจนว่าทั้งสองคนกำลังพูดอะไรกัน
แต่ชิ่นเอ๋อร์ฝึกฝนวิชามาตั้งแต่เด็ก หูตากว้างไกล นางจึงได้ยินเสียงตะโกนขององค์หญิงเก้าแว่ว ๆ
องค์หญิงเก้ารับการศึกษาจากวังหลวง ไม่ว่าจะดีใจหรือโกรธ นางก็มักจะไม่พูดเสียงดัง
เมื่อรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ นางก็สบตากับจูเอ๋อร์และทั้งสองก็พุ่งตัวเข้าไปในป่าพร้อมกันทันที
แต่ยังไม่ทันได้เข้าไป ก็ถูกต้าหลิวนำกลุ่มผู้คุ้มกันภัยมาขวางไว้
“แม่นางชิ่นเอ๋อร์ เจ้านายทั้งสองกำลังพูดคุยกัน พวกเจ้าเข้าไปคงไม่เหมาะนัก?”
“ต้าหลิว ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า หลีกไป!”
ชิ่นเอ๋อร์เอ่ยเสียงเย็น
“แม่นางชิ่นเอ๋อร์ นี่ก็เป็นสิ่งที่ข้าอยากจะพูด”
ต้าหลิวหยิบธนูออกมา เขาไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว “ข้าไม่อยากทำร้ายพวกเจ้า!”
“เจ้าลองดูก็ได้!”
ชิ่นเอ๋อร์หรี่ตาจ้องมองต้าหลิวอย่างเอาเป็นเอาตาย
“อยากลองก็เอาเลย!”
ต้าหลิวปักลูกธนูดอกหนึ่งลงกลางพื้นที่ว่างระหว่างทั้งสอง “หากเจ้าข้ามลูกธนูนี้ไปล่ะก็ อย่าหวังว่าจะมีชีวิตรอด!”
และเสียงขึ้นสายของหน้าไม้ดังขึ้นโดยรอบ
ผู้คุ้มกันภัยทุกคนต่างชักหน้าไม้ขึ้นเล็งและจ่อไปยังชิ่นเอ๋อร์และจูเอ๋อร์
เป่ยเชียนสวินชักดาบทมิฬจากเอวและก้าวมายืนข้างต้าหลิวก่อนจะมองชิ่นเอ๋อร์ด้วยสายตาท้าทาย
อีกฟากหนึ่ง โหวจื่อและต้าจ้วงก็นำผู้คุ้มกันภัยที่เหลือล้อมองค์หญิงเก้าและองครักษ์คนอื่น ๆ เอาไว้
บรรยากาศตึงเครียดขึ้นในพริบตา
“พวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน ยังวุ่นวายไม่พออีกหรือ?”
องค์หญิงเก้าเห็นความเคลื่อนไหวด้านนอกจึงเดินออกมา พอเห็นสองฝ่ายที่ต่างชักดาบชักธนูใส่กันสีหน้าก็ยิ่งไม่สู้ดี
นางก้าวมาถึงขอบป่าและเอ่ยเสียงเย็น “ชิ่นเอ๋อร์ ถอยกลับไป!”
ชิ่นเอ๋อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแต่สุดท้ายก็ถอยกลับไป
ต้าหลิวเห็นจินเฟิงโบกมือจึงส่งสัญญาณให้ผู้คุ้มกันภัยเก็บหน้าไม้
องค์หญิงเก้าเดินกลับเข้าไปในป่า และดึงสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ “ท่านอาจารย์ เจ้าก็เห็นแล้วว่าหากสังหารไช่หลิวหยางเสีย พวกเราก็จะกลายเป็นศัตรูกัน ชิ่นเอ๋อร์และต้าหลิวก็จะต้องจับอาวุธสู้กัน นี่เป็นสิ่งที่เจ้าอยากเห็นหรือ?
ด้วยความสามารถและวิสัยทัศน์ของเจ้า หากเจ้าจะก่อการกบฏ ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่จำกัดอยู่แค่ที่จินชวนเท่านั้น
เมื่อถึงเวลานั้นทั้งชวนสู่และแม้กระทั่งทั่วทั้งแคว้นต้าคังจะเต็มไปด้วยควันไฟ ประชาชนจะยิ่งตกอยู่ในสภาพยากลำบากมากกว่าในตอนนี้ นี่เป็นสิ่งที่เจ้าอยากเห็นหรือ?”
“องค์หญิงช่างมีวาทศิลป์คมคาย แม้แต่สิ่งที่ดำก็ตรัสให้กลายเป็นขาวได้ เพราะเหตุใดข้าจึงต้องฆ่าไช่หลิวหยางและก่อการกบฏ พระองค์ยังไม่เข้าพระทัยอีกหรือ?”
เสียงของจินเฟิงดังขึ้นอีกระดับ “ก็เพราะบิดาผู้โง่เขลาของพระองค์ เพราะขุนนางที่มีแต่ความโลภ เป็นเพราะพวกท่านที่เป็นฝ่ายบีบบังคับมิใช่หรือ?
หากบิดาของพระองค์มีความกล้าหาญบ้าง ให้ราษฎรมีทางเลือกในการดำรงชีวิตบ้าง ไม่ให้ข้าเห็นโศกนาฏกรรมของการกินลูกกินหลานและฝันร้ายทุกคืน ข้าจะก่อการกบฏหรือ?”
“ท่านอาจารย์ตั้งใจแน่วแน่ที่จะฆ่าไช่หลิวหยางหรือ?”
องค์หญิงเก้าพิงต้นไม้ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความอ่อนล้าและความเศร้าโศก
นางรู้ว่าจินเฟิงพูดถูก
สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ใช่ความผิดของจินเฟิง แต่เป็นความผิดของราชสำนัก เป็นความผิดของท่านพ่อของนางที่เป็นฮ่องเต้
“ใช่” จินเฟิงตอบอย่างไม่ลังเล “ไช่หลิวหยางต้องตายและจะไม่มีใครปกป้องเขาได้”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
องค์หญิงเก้าเงยหน้าพิงท้ายทอยกับต้นไม้ บังคับให้ตัวเองสงบอารมณ์ “ท่านอาจารย์พาคนของเจ้ากลับหมู่บ้านเถิด ข้าจะไปสังหารไช่หลิวหยางเอง รวมถึงชายอ้วนสวีจากซื่อชวน ขันทีคนสนิทที่ท่านพ่อของข้าส่งมา ข้าจะไปฆ่าพวกเขาทั้งหมดและจะไม่เว้นแม้แต่คนเดียว
คลังอาหารของเจ้าจะถูกปลดออกและส่งมอบคืนในไม่ช้า เสบียงที่ชายอ้วนสวีและคนอื่น ๆ ยักยอกไป ข้าจะให้พวกเขาคืนให้เจ้าเป็นสองเท่า เจ้าพอใจหรือไม่?”
“ข้าบอกแล้ว ไม่ต้องให้องค์หญิงเสียเวลา…”
“ข้ายินดีที่จะเสียเวลา”
องค์หญิงเก้าผู้ซึ่งพยายามบังคับตัวเองให้สงบมาโดยตลอดในตอนนี้ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไป นางจ้องมองไปที่จินเฟิงด้วยดวงตาแดงก่ำและตะโกนเสียงแข็งกร้าวว่า “ข้าบอกแล้วว่าข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง และจะให้คำตอบที่เจ้าพอใจ!
เจ้าจะต้องก่อกบฏ ต้องหันดาบมาเผชิญหน้ากับข้าและสู้กันตายเท่านั้นถึงจะพอใจหรือไร?”
นี่เป็นครั้งแรกที่จินเฟิงเห็นองค์หญิงเก้าเสียกิริยามารยาทเช่นนี้ เขาจึงชะงักไปชั่วขณะ
“เจ้าเองมักจะใจร้อนเช่นนี้เสมอ พอโกรธขึ้นมาก็อยากจะฆ่าโน่นฆ่านี่ ข้าขอร้องล่ะ ช่วยคิดให้ดีก่อนลงมือทำได้หรือไม่?”
อารมณ์ที่องค์หญิงเก้าพยายามข่มกลั้นเอาไว้ระเบิดออกมาในทันที นางยังคงตะโกนใส่จินเฟิงต่อไปว่า “ด้วยนิสัยแบบเจ้านี่ ยังคิดจะไปฆ่าชายอ้วนสวี่อีกหรือ เจ้าคิดว่าเขาเหล่านั้นเป็นหุ่นเชิดหรือ จะยอมนั่งรอให้เจ้าไปฆ่าที่ซื่อชวนอย่างนั้นหรือ?
เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าถ้าเจ้าฆ่าไช่หลิวหยาง ไม่เกินห้าชั่วยามกองทัพใหญ่ก็จะมาล้อมจินชวนจนแน่นหนา แม้แต่เซี่ยสี่กวางที่กวางเหยวียนเจ้าก็ฆ่าไม่ได้หรอก!
แล้วก็หอการค้ารวมไปถึงสำนักคุ้มภัยของเจ้าที่เมืองหลวงและเจียงหนาน ก็จะถูกทหารบุกทลายเสียหมด ทุกคนจะถูกประหารชีวิตทันที!
ไม่ว่าเจ้าจะก่อกบฏสำเร็จหรือไม่ จินชวนก็จะกลายเป็นแม่น้ำนองเลือด ชาวบ้านทั่วทั้งชวนสู่ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย!
เจ้าคิดถึงเรื่องพวกนี้บ้างหรือไม่?
การปล่อยให้คนมากมายต้องตายเพื่อไช่หลิวหยางคนเดียว นี่คือผลลัพธ์ที่เจ้าพอใจงั้นหรือ?”
“ข้า…”
เมื่อได้ยินดังนั้น จินเฟิงก็รู้สึกราวกับโดนฟ้าผ่าจนความโกรธในใจก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
เขาเพิ่งตระหนักว่าตัวเองโกรธจนขาดสติและไตร่ตรองไม่รอบคอบ
องค์หญิงเก้าพูดถูก หากเขาฆ่าไช่หลิวหยางข่าวนี้ต้องปิดบังไม่ได้แน่
พวกขุนนางจะรวบรวมกองกำลังมาปราบปรามจินชวนทันที เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะไม่มีทางทิ้งศึกที่จินชวนไปฆ่าเซี่ยสี่กวางที่กวางเหยวียนได้และยิ่งไม่มีเวลาไปโจมตีชายอ้วนสวีที่ซื่อชวนซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยลี้
แม้ว่าเขาจะยินยอม ชานอ้วนสวีก็ไม่มีทางยอมรอให้เขาไปฆ่าอย่างเชื่อง ๆ ที่ซื่อชวนหรอก
ยังมีหอการค้า สำนักคุ้มภัยและจุดรับเรื่องต่าง ๆ ที่กระจายอยู่ทั่วชวนสู่และเจียงหนาน ก็ต้องถูกชำระบัญชีแน่นอน
ชวนสู่เพิ่งประสบภัยพิบัติ หากเกิดสงครามขึ้นผู้มีอำนาจจะต้องเกณฑ์ชาวบ้านเข้าร่วมในการปราบปรามจินชวน ซึ่งประชาชนทั้งชวนสู่ก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย!
นี่ขัดกับเจตนารมณ์เดิมของจินเฟิงโดยสิ้นเชิง และทำให้จินเฟิงเห็นข้อบกพร่องของตนเองอีกครั้ง
เขาใจร้อนเกินไปจริง ๆ เขาไม่ใช่นักการเมืองจึงไม่ได้คิดให้รอบคอบถึงผลที่จะตามมาจากการก่อกบฏ
เมื่อเห็นจินเฟิงสงบลง องค์หญิงเก้าก็เอื้อมมือมาจับมือของจินเฟิง “ท่านอาจารย์ เหวินเอ๋อร์ไม่อยากเป็นศัตรูกับเจ้าจริง ๆ เชื่อข้าเถิด เหวินเอ๋อร์จะต้องให้คำตอบที่เจ้าพอใจแน่นอน!”
จินเฟิงเพิ่งสังเกตว่าองค์หญิงเก้าสั่นเทิ้มอยู่ตลอด มือก็เย็นเฉียบเหมือนเพิ่งหยิบออกมาจากน้ำแข็ง
“ชีวิตที่แล้ว ท่านพ่อของเจ้าต้องช่วยผู้คนทั้งดาราจักรไว้แน่ ๆ ชาตินี้ไม่เพียงแต่ได้เป็นฮ่องเต้ที่เสวยสุขสมบูรณ์บนโลกมนุษย์ แต่ยังมีบุตีสาวอย่างเจ้าอีก…”
“อย่างนี้ ท่านอาจารย์ยอมรับแล้วใช่หรือไม่?”
แม้องค์หญิงเก้าจะไม่เข้าใจว่าดาราจักรที่จินเฟิงพูดถึงคืออะไร แต่ก็เข้าใจว่าน้ำเสียงของจินเฟิงอ่อนลงแล้ว
จินเฟิงไม่ตอบ เพียงแต่ยื่นมือไปปลดเสื้อคลุมของตัวเองและตั้งใจจะคลุมให้องค์หญิงเก้า
แต่ใครจะรู้ว่าองค์หญิงเก้ากลับโผเข้ากอดเอวเขาแทนพร้อมซบหน้าลงที่อกของเขา
และในที่สุดน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่…
จินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะคลุมเสื้อให้องค์หญิงเก้าเพื่อช่วยให้นางอุ่นขึ้นมาบ้าง
องค์หญิงเก้าร้องไห้นานเท่ากับเวลาหนึ่งถ้วยชาก่อนจะหยุดสะอื้นได้ในที่สุด
ในขณะที่จินเฟิงเช็ดน้ำตาบนอกให้แห้ง นางก็เขย่งปลายเท้าโอบกอดรอบคอของเขา…