ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 636 คิดถึง
บทที่ 636 คิดถึง
จินเฟิงและองค์หญิงเก้าอยู่ในป่าเล็ก ๆ นานกว่าครึ่งชั่วยามจึงออกมา
หลังจากออกมา สีหน้าของทั้งสองคนก็สงบนิ่ง
เมื่อพบว่าท่าทางของทั้งสองคนสนิทสนมกันยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ ชิ่นเอ๋อร์ก็ถอนหายใจยาว
ในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ซีเหอวานมันทำให้นางชอบที่นั่นแล้ว นางไม่อยากเห็นจินเฟิงและองค์หญิงเก้าขัดแย้งกัน
“โหวจื่อ ส่งสหายของเราสักสองสามคนไปจับตาดูไช่หลิวหยาง ข้าจะให้เสี่ยวอวี้ส่งคนไปช่วยเจ้า!”
จินเฟิงกำชับโหวจื่อว่า “หากเขาจะออกนอกเมือง ก็ให้ไปมัดตัวเขาไว้ในที่ที่ไม่มีคนนอกเมือง!”
“มัดตัว?” โหวจื่อชะงักไปครู่หนึ่ง “ท่านอาจารย์ไม่ฆ่าเขาเลยหรือ?”
“ถ้าฆ่าไช่หลิวหยางตอนนี้ เซี่ยสี่กวางและพวกคนชั่วที่ซื่อชวนจะต้องหนีไปแน่ ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่อีกสองสามวันแล้วกัน”
จินเฟิงกล่าวว่า “รอให้ข้ากับองค์หญิงไปจับพวกคนชั่วที่ซื่อชวนก่อนแล้วค่อยฆ่าพร้อมกัน!”
“มีเหตุผล!”โหวจื่อพยักหน้าเล็กน้อย “ท่านอาจารย์วางใจได้ ข้าจะให้คนจับตาไช่หลิวหยางเป็นอย่างดี”
“ยังมีเซี่ยสี่กวางที่กวางเหยวียนด้วย อย่าให้เขาหนีรอดไปได้!” จินเฟิงย้ำ
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นกังวล หากข้าปล่อยให้เขาหนีไป ข้า โหวจื่อ จะตัดหัวตัวเองส่งมอบให้ท่าน!” โหวจื่อกล่าวอย่างมั่นใจ
“ต้าจ้วง แจ้งสหายทุกคน ใครที่มีบ้านอยู่ในหมู่บ้านก็ให้กลับหมู่บ้านพร้อมกัน ส่วนคนที่บ้านอยู่ที่อื่นก็ให้กลับบ้านได้เลย!”
จินเฟิงมองไปที่ต้าจ้วงอีกครั้ง
“กลับบ้านเลยหรือ?” ต้าจ้วงตาเบิกกว้าง “ท่านอาจารย์จะยุบสำนักคุ้มภัยหรือ?”
“พูดจบเขาก็หันหน้าไปมององค์หญิงเก้าด้วยสายตาโกรธเคือง”
“เคยมีคนกล่าวไว้ว่าสตรีงามนำภัยมา ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ!”
“ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์ยังยืนกรานว่าจะพาพวกข้าไปสังหารเสี้ยนลิ่ง สุดท้ายกลับไปมุดพุ่มไม้เล็ก ๆ กับองค์หญิงเก้า แล้วก็ให้เหล่าผู้คุ้มกันภัยกลับบ้าน ต้องเป็นเพราะถูกองค์หญิงเก้ายุยงแน่ ๆ!”
“จ้องอะไรอยู่?”
จินเฟิงไม่สบอารมณ์พร้อมเตะต้าจ้วงทีหนึ่ง “สหายที่ขึ้นเหนือล่องใต้ตามข้าไปตงไห่ เมื่อกลับมาก็ต้องกลับไปรวมตัวกับครอบครัวโดยไว!”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง!”
ต้าจ้วงได้ยินดังนั้นก็วางใจ “ข้าจะไปบอกสหายเดี๋ยวนี้ล่ะ”
“อย่าลืมบอกพวกเขาว่าพรุ่งนี้ก่อนเวลาเช้าต้องกลับมาที่ค่ายให้ได้!” จินเฟิงเตือนอีกครั้ง
“เข้าใจแล้ว!” ต้าจ้วงตอบรับและหมุนตัวหมายจะวิ่งไป แต่ก็ถูกองค์หญิงเก้าเรียกไว้
“บอกพวกเขาด้วยว่าเรื่องวันนี้ห้ามผู้ใดแพร่งพราย ไม่เช่นนั้นอย่าโทษว่าข้าไร้เยื่อใย!”
“หากผู้ใดพูดมาก ไม่ต้องให้องค์หญิงลงมือหรอก ข้าต้าจ้วงจะตัดลิ้นมันเองก่อน!”
ถึงแม้ต้าจ้วงจะซื่อ แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่และเข้าใจความหมายขององค์หญิงเก้าทันที
ถึงแม้จินเฟิงจะยังไม่ได้ลงมือ แต่การคิดกบฏก็เป็นความผิดถึงตายเช่นกัน
หากมีใครแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป ผลที่ตามมาก็ยังคงร้ายแรงมาก
เหล่าผู้คุ้มกันภัยที่ติดตามจินเฟิงไปทั่วทุกสารทิศล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มงวดจากเสี่ยวอวี้และจางเหลียง จะไม่มีใครพูดอะไรออกไปแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ต้าจ้วงยังคงกำชับอย่างจริงจังหลายครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าผู้คุ้มกันภัยทุกคนได้ยิน ก่อนที่จะสั่งให้ทุกคนแยกย้าย
ผู้คุ้มกันภัยส่วนใหญ่ย้ายบ้านไปอยู่ที่หอพักทหารผ่านศึกของซีเหอวาน แต่ก็มีบางส่วนที่อาศัยอยู่ที่อื่น
เนื่องจากไม่ได้กลับบ้านเป็นเวลานาน เมื่อได้รับข่าวว่าได้รับอนุญาตให้หยุด ผู้คุ้มกันภัยต่างก็ตื่นเต้นและขี่ม้าศึกจากไป
มีเพียงผู้คุ้มกันภัยคนก่อนหน้านี้ที่ต้องการจากไปยังคงงุนงงอยู่
ข้าเพิ่งจะกราบขอร้องจนหัวแทบแตก แล้วจะไม่ฆ่าเสี้ยนลิ่งแล้วหรือ?
เช่นนั้นที่เขากราบไปก็เปล่าประโยชน์สิ
น้ำตาที่ไหลออกมาก็สูญเปล่า
“เหลาหลี่ เจ้ายังยืนงงอยู่ทำไม”
ผู้คุ้มกันภัยจากหมู่บ้านเดียวกันคนหนึ่งดึงตัวเขาไว้ “เจ้ายังคิดจะออกจากสำนักคุ้มภัยอยู่อีกหรือ?”
“ใครบอกว่าข้าจะออกจากสำนักคุ้มภัย?”
“แล้วเมื่อครู่เจ้าไปคำนับท่านอาจารย์ทำไม?”
“ข้าซาบซึ้งในตัวท่าน อยากจะคำนับท่านสักครั้งไม่ได้หรือ?”
“ได้ ๆ เจ้ามีความสุขก็ดีแล้ว” สหายของเขาพยักหน้าพลางกลั้นหัวเราะ
“อยากหัวเราะก็หัวเราะเถิด อย่ามาอดกลั้นเลย” ผู้คุ้มกันภัยแซ่หลี่พูดอย่างไม่สบอารมณ์
รอจนกระทั่งสหายของเขาหัวเราะจนพอใจแล้ว จึงเข้าไปกระซิบถาม “เจ้ากับโหวจื่อสนิทกันดี เมื่อครู่เจ้าได้ถามเขาหรือไม่ว่าเหตุใดท่านอาจารย์จึงเปลี่ยนใจไม่ฆ่าเสี้ยนลิ่งแล้ว”
“นี่ยังต้องถามอีกหรือ?” เพื่อนร่วมทางมองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครจึงกระซิบว่า “องค์หญิงเก้ามาแล้ว ท่านอาจารย์ไม่ต้องก่อกบฏก็สามารถฆ่าเสี้ยนลิ่งได้ แล้วจะก่อกบฏไปทำไม?”
“มีเหตุผล…” ผู้คุ้มกันภัยหลี่พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เหลาหลี่ เจ้าอย่าโทษท่านอาจารย์เลย ข้ามองออกว่าเมื่อครู่ท่านไม่ได้ล้อเล่น ท่านตั้งใจจะฆ่าเสี้ยนลิ่งจริง ๆ เพียงแต่ตอนนี้มีวิธีที่ดีกว่า…”
“ไม่ต้องบอกข้าก็รู้ การฆ่านายอำเภอเป็นเรื่องที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิต ท่านอาจารย์ไม่ได้พาพวกเราไปทำโดยตรง แต่ให้โอกาสพวกเราจากไป เจ้านายแบบนี้หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร ข้าจะโทษท่านอาจารย์ได้อย่างไร?”
ผู้คุ้มกันภัยหลี่กล่าวว่า “ข้าแค่รู้สึกไม่ยุติธรรม ท่านอาจารย์เป็นคนดีขนาดนี้ยังถูกบีบให้ต้องก่อกบฏ โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม!”
“พอ ๆ ไม่ต้องบ่นแล้ว องค์หญิงเก้าก็เสด็จมาแล้วมิใช่หรือ?”
สหายของเขาเตือนว่า “แล้วกลับไปห้ามเอาเรื่องวันนี้ไปพูดเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะนำภัยมาสู่ท่านอาจารย์ได้!”
“ข้าไม่ใช่คนโง่สักหน่อย อะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ข้ายังไม่รู้อีกหรือ?”
ผู้คุ้มกันภัยหลี่ โบกมือ “ไม่ต้องห่วงหรอก”
บนลานโล่ง จินเฟิงและองค์หญิงเก้าก็ขึ้นหลังม้าพร้อมกับผู้คุ้มกันภัยที่ไม่ได้จากไป เดินทางกลับสู่ถนนหลวงด้วยกัน
เพิ่งเดินทางไปได้ครึ่งทาง ก็พบกับกองทหารม้ากำลังมาจากทางตรงข้าม
จินเฟิงเห็นธงดำของสำนักคุ้มภัยปักอยู่เหนือกองทหารม้าแต่ไกล คิดว่าเป็นกองกำลังปราบโจรจากหมู่บ้าน
แต่พอกองทัพเข้ามาใกล้ จึงพบว่าผู้นำกองทัพคือกวานเสี่ยวโหรวและถังตงตง
กวานเสี่ยวโหรวยังคงสวมชุดเกราะดำ หลังตรง ดูองอาจผึ่งผาย
“ท่านอาจารย์ ดูเหมือนฮูหยินเสี่ยวโหรวคิดถึงท่านมากเลยนะ ถึงได้มาต้อนรับไกลขนาดนี้”
ต้าหลิวหัวเราะพลางล้อเลียน
“เจ้าอยู่กับโหวจื่อนานก็เลยเรียนรู้ที่จะหาเรื่องใส่ตัวด้วยหรือ?”
จินเฟิงเหลือบมองไปที่ต้าหลิว “หากเจ้าคันตัวนัก ก็ไปหาต้นไม้ถู ๆ ซะ อย่ามาพูดจาแทะโลมข้า!”
“เอ่อ ข้าผิดไปแล้ว!”
ต้าหลิวนึกถึงสภาพอันน่าสังเวชของโหวจื่อที่ถูกถังเสียวเป่ยจัดการแล้วก็ขนลุกซู่
“ข้าจะจัดการเจ้าทีหลัง!”
จินเฟิงเอ่ยเสียงเย็นก่อนจะขี่ม้าเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าสุด
ฝั่งตรงข้าม กวานเสี่ยวโหรวได้กระโดดลงจากหลังม้าศึกและรออยู่ข้างทาง
ยิ่งจินเฟิงเข้ามาใกล้ ดวงตาของกวานเสี่ยวโหรวก็ยิ่งแดงก่ำ
นับตั้งแต่เกิดเหตุโจรผู้ร้ายที่จินชวน กวานเสี่ยวโหรวก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ เกรงว่าจะมีอะไรผิดพลาดและทำให้จินเฟิงผิดหวัง นางจึงพยายามอย่างหนักเพื่อรับมือสถานการณ์นี้
ในที่สุดนางก็ผ่านมาได้
อดทนจนกระทั่งจินเฟิงกลับมา
เมื่อเห็นจินเฟิงกระโดดลงจากหลังม้า กวานเสี่ยวโหรวก็อดกลั้นไม่โผเข้ากอดเขาแล้วร้องไห้โฮ นางเพียงแค่เอ่ยเสียงเบาน้ำตาคลอเบ้า “สามี เจ้ากลับมาแล้ว!”
“อืม ข้ากลับมาแล้ว”
จินเฟิงไม่ใช่คนที่ถนัดในการแสดงออก จึงตอบกลับมาอย่างว่างเปล่าก่อนจะยื่นมือโอบกวานเสี่ยวโหรวเข้ามากอด
เดิมทีกวานเสี่ยวโหรวผอมอยู่แล้ว ครั้งนี้ที่ได้พบกันนางยิ่งผอมลงไปอีก
ใบหน้าของนางก็ซีดเซียวไม่น้อย
ไม่ต้องถามจินเฟิงก็รู้ว่าช่วงนี้นางต้องเผชิญกับความกดดันมากเพียงใด
หากเป็นก่อนหน้านี้ ด้วยนิสัยของกวานเสี่ยวโหรว นางคงไม่ยอมให้กอดต่อหน้าผู้คนแน่นอน
แต่ครั้งนี้นางไม่ได้ปฏิเสธ และปล่อยให้จินเฟิงกอดนางไว้
เมื่อแนบใบหน้าลงบนอกของจินเฟิงแล้ว ใจของกวานเสี่ยวโหรวก็สงบลงในทันที
“สามี ไปเยี่ยมพี่น้องที่เสียชีวิตในสงครามที่เขาเถี่ยกว้านกันเถิด…”