ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 639 หากไม่เด็ดขาดก็ยืนหยัดไม่ได้
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 639 หากไม่เด็ดขาดก็ยืนหยัดไม่ได้
บทที่ 639 หากไม่เด็ดขาดก็ยืนหยัดไม่ได้
“ใต้เท้าโจวมีแผนการอันใดหรือไม่?”
บรรดาผู้มีอิทธิพลต่างกำลังร้อนใจพากันหันไปมองชายเคราแพะที่เอ่ยปากถาม
ใต้เท้าโจวลูบหนวดเคราพลางส่ายหน้าไปมาและกล่าวว่า “วิธีการนั้นมีอยู่อย่างหนึ่ง เพียงแต่ต้องอาศัยทุกท่านร่วมแรงร่วมใจกัน ห้ามแอบทำลายกันลับหลังอีก”
พูดจบยังจงใจมองไปที่ชายอ้วนสวีเป็นพิเศษ
ก่อนหน้านี้เพราะเฉินซือเหยียถูกจับ ชายอ้วนสวีจึงส่งคนไปก่อกวนทั่วและแย่งชิงแผงลอยของผู้มีอิทธิพลคนอื่น ๆ จนหลายคนไม่พอใจ
“ใต้เท้าโจว เจ้าว่ามา ข้าขอรับรองว่าจะให้ความร่วมมือ!”
ชายอ้วนสวีรีบรับปาก
ในใจของผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย ผลประโยชน์ย่อมมาเป็นอันดับแรกเสมอ
เพื่อผลประโยชน์ พวกเขาอาจต่อสู้จนหัวแตกเลือดไหล แต่ก็อาจจับมือปรองดองพูดคุยกันอย่างสนุกสนานได้เช่นกัน
ที่ก่อนหน้านี้ชายอ้วนสวีก่อกวนไปทั่ว แย่งชิงแผงลอยของผู้มีอิทธิพลคนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ทำไปเพื่อระบายความโกรธเท่านั้น
เพียงแต่อาศัยที่เฉินซือเหยียถูกจับ จงใจแกล้งให้แตกคอกันเท่านั้นเอง
ผู้มีอิทธิพลคนอื่น ๆ ก็เข้าใจดี แต่ตระกูลสวีก็สูญเสียนักวางแผนไปหนึ่งคนจากแผนการครั้งนี้จริง ๆ จึงต้องยอมรับ ‘การกระทำเกินเหตุ’ ของชายอ้วนสวีไปโดยปริยาย
นี่ก็ถือเป็นความเข้าใจอย่างหนึ่งระหว่างผู้มีอิทธิพลด้วยกัน
ก่อนที่องค์หญิงเก้ามาถึง พวกเขาจะแข่งขันชิงดีกัน พอมีองค์หญิงเก้ามาเป็นศัตรูร่วมกัน พวกเขาก็รวมพลังกันได้ทันที เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเพื่อสู้กับศัตรูภายนอก
“พอรู้ว่าองค์หญิงเก้าออกจากเมืองหลวง ข้าก็ส่งข่าวให้คนที่เมืองหลวงสืบความเคลื่อนไหวขององค์หญิงเก้า ทรงเสด็จกลับไปเมืองหลวงและได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทแค่ครั้งเดียว ทั้งยังมีข่าวว่าทะเลาะกันอย่างไม่สบอารมณ์ ฝ่าบาททรงกริ้วมาก”
ชายเคราแพะกล่าวว่า “ตอนที่ออกมาจากวังหลวง องค์หญิงเก้าออกมามือเปล่า ข้าคิดว่าพระองค์มีโอกาสได้รับพระราชโองการน้อยมาก”
“ใต้เท้าโจว พวกเราอยู่ในเรือลำเดียวกัน ท่านต้องการจะพูดอะไรกันก็พูดมาตรง ๆ เถิด อย่าอ้อมค้อมอีกเลย”
ชายอ้วนสวีขมวดคิ้ว “ข้าไม่อยากเดาความหมายแฝงของท่าน”
“งั้นข้าจะพูดตรง ๆ แล้วกัน” ชายเคราแพะใช้สายตาดูถูกเหยียดหยามมองไปที่ชายอ้วนสวีแล้วพูดต่อว่า “การแต่งตั้งหรือปลดโจวมู่ ต้องได้รับการอนุมัติจากฝ่าบาทเป็นการส่วนพระองค์และยังต้องประทับตราจากทั้ง 6 กรมอีกด้วย องค์หญิงเก้าไม่มีพระราชโองการ และไม่มีเวลาไปติดต่อทั้ง 6 กรม ดังนั้นนางจึงไม่สามารถให้ชิ่งซินเหยากลับเข้ารับตำแหน่งได้
หากไม่มีชิ่งซินเหยาคอยช่วยเหลือ องค์หญิงเก้าที่เพิ่งมาถึงชวนสู่จะพึ่งพาใครได้อีก”
“ก็พึ่งจินเฟิงสิ”
“จินเฟิงก็เป็นแค่หนานตัวเล็ก ๆ ตราบใดที่พวกเราไม่โง่ไปชนกับคนของเขาเหมือนเซวียเหิงหลูและปล่อยให้เขาจับได้จะต้องกลัวอะไร?”
“ตอนนี้จินเฟิงไม่ใช่แค่หนานตัวเล็ก ๆ แล้ว เขายังมีกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนอยู่ใต้บังคับบัญชาด้วย!”
ชายอ้วนสวีกัดฟันพูดว่า “จางเหลียงนั่นก็เหมือนกับจินเฟิงไม่มีผิด เป็นเหมือนหมาบ้าตัวหนึ่ง กัดผู้อื่นมั่วซั่วไปหมด”
“กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนเป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้เสียเลย”
“ใต้เท้าโจว มีวิธีงั้นหรือ?”
เหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งหลายต่างมองไปที่ชายเคราแพะ
พวกเขาถูกจางเหลียงทำให้หวาดกลัวจริง ๆ
“สาเหตุที่แท้จริงที่กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนออกปราบปรามอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้ ก็เพราะพวกเราไม่ยอมสร้างยุ้งฉาง แต่กลับเอาเสบียงไปไว้ที่รังของโจรท้องถิ่น”
ชายเคราแพะส่ายหัวพูดว่า “เพียงแค่พวกเราย้ายเสบียงออกมาจากรังของโจรท้องถิ่นก็พอแล้วมิใช่หรือ?”
“ข้าคิดว่าเจ้าจะมีวิธีที่ดีกว่านี้เสียอีก หากย้ายได้พวกข้าคงย้ายไปนานแล้ว”
ชายอ้วนสวีย่นจมูกพูดว่า “เจ้าบอกมาสิว่าจะให้ย้ายไปที่ใด?”
ธัญพืชที่พวกเขาขนมาจากเจียงหนานกองพะเนินเทินทึก ค่าใช้จ่ายในการสร้างและบำรุงรักษายุ้งฉางสูงมาก ที่ซ่องสุมของโจรท้องถิ่น มียุ้งฉางพร้อมใช้และกระจายอยู่ทั่วชวนสู่ ยามขายธัญพืช โจรท้องถิ่นก็ยังเป็นแรงงานและลูกมือให้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย
กล่าวได้ว่ายิงหินก้อนเดียวได้นกหลายตัว
ดังนั้นบรรดาผู้มีอำนาจจึงทำเช่นนี้มาโดยตลอด เพียงแต่ปีนี้กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนโผล่มากลางทาง อ้างเหตุผลว่ามากวาดล้างพวกโจร ทำเอาผู้มีอำนาจตั้งตัวไม่ทัน
การสร้างยุ้งฉางชั่วคราวไม่ทันการณ์แล้ว
“ไม่เพียงแต่ที่ซ่องสุมของโจรที่มียุ้งฉาง เหล่าคหบดีท้องถิ่นก็มีเช่นกัน” ชายเคราแพะกล่าว “พวกเราสามารถเก็บธัญพืชไว้ที่นั่นได้ อย่างมากก็แค่ต้องผ่านมือไปอีกไม่กี่ทอดเท่านั้น”
เมื่อได้ยินชายเคราแพะพูดเช่นนั้น ดวงตาของผู้มีอำนาจก็ส่องประกายวาววับ
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่อยากข้องเกี่ยวกับคหบดีและขุนนาง เพราะพวกเขาไม่ได้ซื่อใสเหมือนโจรท้องถิ่นที่ปล่อยให้ธัญพืชและเงินตราหลุดมือไปง่าย ๆ
คหบดีและขุนนางไม่ขาดแคลนเงินตราและเห็นแก่ได้เหมือนผู้มีอำนาจ
การเช่ายุ้งฉางจากพวกเขา ย่อมต้องจ่ายราคาแพงลิบลิ่วอย่างแน่นอน
แน่นอนว่าหากผู้มีอิทธิพลเปิดเผยตัวตน คหบดีและขุนนางจะต้องให้เกียรติและไม่คิดค่าเช่าแม้แต่สตางค์เดียว
แต่พูดแล้วก็น่าขัน ผู้มีอิทธิพลส่วนใหญ่เลี้ยงทั้งพวกโจรและหญิงสาว แต่ภายนอกกลับให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตระกูลเป็นอย่างมาก
ต่อให้คหบดีและขุนนางเปิดยุ้งฉาง พวกเขาก็ไม่กล้าเอ่ยนามตระกูลตนเองเพื่อนำธัญพืชไปเก็บไว้ที่นั่น
มิฉะนั้นหากข่าวที่พวกเขาฉวยโอกาสจากภัยพิบัติรั่วไหลออกไป ก็จะเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของตระกูล
แม้ว่าจะเอาไปไว้ในรังของโจรท้องถิ่นก็ยังต้องหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังและส่งต่อไปอีกหลายทอด
แต่ตอนนี้พวกเขาถูกจางเหลียงบีบจนไม่มีทางเลือกแล้ว ได้แต่ฝืนใจนำเสบียงไปส่งที่ยุ้งฉางของคหบดี
ถึงแม้จะรู้ว่าจะถูกฆ่า แต่ก็ยังดีกว่าถูกจางเหลียงปล้นไปมิใช่หรือ?
ดังนั้นข้อเสนอของชายเคราแพะจึงได้รับการยอมรับจากเหล่าผู้มีอิทธิพลอย่างเป็นเอกฉันท์
“ต่อไปก็ถึงส่วนสำคัญของแผนแล้ว”
ชายเคราแพะพูดถึงตรงนี้ สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมขึ้นมา
เหล่าผู้มีอิทธิพลต่างก็นั่งตัวตรง แม้แต่หัวหน้าขันทีที่หลับตาอยู่ก็ยังเงี่ยหูฟัง
“ข้าเชื่อว่าแต่ละตระกูลต่างก็ใช้ทรัพยากรไปไม่น้อยเพื่อแผนการครั้งนี้ พวกเราจะล้มเลิกแผนการเพราะองค์หญิงเก้าไม่ได้ ดังนั้นต่อจากนี้พวกเราต้องเป็นหนึ่งเดียว ช่วยกันดันราคาเสบียงให้สูงขึ้นต่อไป!”
ชายเคราแพะมองไปรอบ ๆ แล้วถามว่า “ท่านทั้งหลายว่าอย่างไร?”
“”ควรจะต้องสูงกว่านี้อีกหน่อยจริง ๆ”
คนอื่น ๆ ต่างพยักหน้าแสดงความเห็นด้วย
“จะให้สูงขึ้นอีกเท่าใด?” ชายอ้วนสวีถาม
“เมื่อคืนข้าคำนวณดูแล้ว ถ้าพวกเราเช่ายุ้งฉางของคหบดีราคาเสบียงจะต้องพุ่งขึ้นอีกอย่างน้อยเท่าตัว การเดินทางครั้งนี้ของพวกเราถึงจะไม่สูญเปล่า”
“สูงขึ้นอีกเท่าตัว…”
เหล่าขุนนางต่างสูดหายใจเฮือกใหญ่
“เช่นนี้จะเกิดความวุ่นวายใหญ่หลวงแน่นอน”
ชายอ้วนสวีถามด้วยความกังวล
การคำนวณนั้นซับซ้อนยิ่งนัก แต่หากจะกล่าวให้ง่ายก็ง่ายเหลือเกิน
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน การคำนวณล้วนเชื่อฟังกฎอันเรียบง่ายที่สุดข้อหนึ่ง นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณของสินค้าและความต้องการซื้อ
ปีนี้ชวนสู่ประสบภัยพิบัติ ชาวบ้านไม่มีเสบียงเหลือ ยุ้งฉางของจินเฟิงก็ถูกพวกเขาปิดตาย
กล่าวได้ว่า ณ เวลานี้ ข้าวเปลือกส่วนใหญ่ทั้งหมดในชวนสู่ล้วนอยู่ในกำมือของพวกเขา
เพียงแค่พวกเขากักตุนไม่ปล่อยข้าวออกมา ราคาข้าวก็จะพุ่งสูงขึ้นเป็นธรรมดา
บรรดาขุนนางทั้งหลายไม่มีใครสงสัยในจุดนี้
เพราะอาหารคือปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต
คนเราไม่เรียนหนังสือได้ ไม่เที่ยวเล่นได้ แต่ไม่กินข้าวไม่ได้
หากไม่มีอาหาร ต่อให้มีเงินตรามากมายก็เป็นเพียงแค่โลหะเท่านั้น
ไม่ต้องพูดถึงการเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว แม้แต่สองเท่าตัวพวกเขาก็ทำได้
เพียงแค่พวกเขาร่วมมือกันกักตุนยุ้งฉาง ไม่ปล่อยข้าวออกมาก็พอแล้ว
แต่ราคาข้าว ณ เวลานี้ สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึงสองเท่า หากเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวก็จะเป็น 5-6 เท่าของปีที่แล้ว
ตัวเลขฟังดูง่ายดาย แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานั้นมหาศาลยิ่งนัก
เมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่ชาวบ้านธรรมดาจะอดตาย แม้แต่ข้าราชการที่มีรายได้ไม่มากก็ทนไม่ไหว
แม้กระทั่งอาจจะก่อให้เกิด ‘ผู้คนต้องกินเนื้อกันเอง มีศพนอนเกลื่อน เดินหลายสิบลี้ไม่ได้ยินเสียงคน’ เป็นมหาวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่สุด ๆ
ทั่วทั้งชวนสู่จะมีผู้คนรอดชีวิตได้มากเท่าไรก็ไม่มีใครกล้ารับรอง
“ท่านทั้งหลาย หากไม่เด็ดขาดก็ยืนหยัดไม่ได้ องค์หญิงเก้ามาแล้วพวกท่านยังลังเลใจอยู่อีก รอนางได้สติ ได้รับพระราชโองการ ผู้ที่ตายก็คือพวกเรา!”
แววตาของชายเคราแพะวาบผ่านความดุร้าย “ยิ่งไปกว่านั้น ชวนสู่คือเขตอิทธิพลของตระกูลชิ่ง คนตายเยอะก็ต้องบรรเทาภัยพิบัติ มันเพียงพอให้ชิ่งซินเหยาวุ่นวายอยู่หลายปี ช่วยประหยัดเวลาที่ตระกูลชิ่งจะมาก่อกวนพวกเรา!”