ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 658 เริ่มต้น
บทที่ 658 เริ่มต้น
ชิ่งมู่หลานตั้งใจจะถามเรื่องขององค์หญิงเก้าและจินเฟิง แต่องค์หญิงเก้าก็เปลี่ยนเรื่องคุยหรือไม่ก็ไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเงียบ ๆ
ชิ่งมู่หลานโมโหจนอยากกระทืบเท้า แต่ก็ไม่มีทางเลือกจึงจำใจเดินจากไป
องค์หญิงเก้ามองตามแผ่นหลังของชิ่งมู่หลาน ก่อนจะวางตะเกียบลงและถอนหายใจเบา ๆ
นางรู้ว่าชิ่งมู่หลานอยากจะถามอะไร
ก็แค่อยากจะถามว่านางกับจินเฟิงตั้งใจจะแต่งงานเมื่อใด แล้วกวานเสี่ยวโหรวกับถังเสียวเป่ยจะทำอย่างไร
จากที่องค์หญิงเก้ารู้จักจินเฟิง เขาไม่มีทางทิ้งกวานเสี่ยวโหรวและถังเสียวเป่ย
การหยั่งเชิงตอนกินอาหารเช้าที่ซีเหอวานก็พิสูจน์เรื่องนี้แล้ว
ดังนั้นองค์หญิงเก้าจึงไม่เคยพูดเรื่องนี้กับจินเฟิงเลย
นางรู้คำตอบอยู่แล้ว
การหลีกเลี่ยงคำถามของชิ่งมู่หลานก็เพียงแค่ไม่อยากทำลายความเข้าใจอันดีในตอนนี้เท่านั้นเอง
เมื่อกลับมาถึงหอการค้าจินชวน หร่วนถงเจี๋ยยังคงรออยู่ที่หน้าประตู
เมื่อนางเห็นจินเฟิงกลับมา นางจึงรีบเดินมาต้อนรับ
“ท่านอาจารย์ อาการขององค์หญิงเป็นอย่างไรบ้างหรือ?”
“หมอบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรมาก”
จินเฟิงกระโดดลงจากหลังม้าศึก และยื่นเชือกบังเหียนให้ต้าหลิว “ไปหาคนทำอาหารมาให้พวกข้ากินหน่อย หิวจะตายอยู่แล้ว”
เขาวิ่งวุ่นมาทั้งวัน และได้กินบะหมี่หนึ่งชามกับโจวโหยวต๋าเท่านั้น
เป่ยเชียนสวินกับต้าหลิวก็เหมือนกัน ตอนนี้ท้องของพวกเขาก็เริ่มร้องโครกคราก
“อาหารเตรียมพร้อมแล้ว ข้าจะให้คนเอามาเดี๋ยวนี้”
หร่วนถงเจี๋ยรีบพูด
“ได้” จินเฟิงพยักหน้าก่อนจะพาเป่ยเชียนสวิน ต้าหลิวและคนอื่น ๆ เดินไปที่ห้องอาหาร
ทุกคนไม่แบ่งนายแบ่งบ่าว นั่งล้อมโต๊ะกลมใหญ่ ตรงกลางวางชามบะหมี่ขนาดใหญ่และกินกันอย่างออกรสออกชาติ
เป่ยเชียนสวินยังเอาขาข้างหนึ่งวางบนเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ
หลังจากถูกตระกูลใหญ่ฝึกมาหลายปี นางก็ชินแล้วกับการรอให้เจ้านายกินเสร็จ แล้วค่อยไปหามุมนั่งยองกินเงียบ ๆ
ตอนที่เพิ่งตามมากับจินเฟิง ถังเสียวเป่ยเรียกเป่ยเชียนสวินมากินข้าวด้วยกัน นางยังไม่อยากเลยเพราะรู้สึกว่าจินเฟิงกำลังซื้อใจคน
ภายหลังก็พบว่าจินเฟิงไม่เหมือนกับขุนนางคนอื่น
ขุนนางหลายคนกินใช้หรูหราสุด ๆ แม้จะออกนอกบ้านก็ต้องประณีตทุกอย่าง
แต่จินเฟิงไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย
ระหว่างทางกลับจากตงไห่ จินเฟิงกินอยู่เหมือนกับผู้คุ้มกันภัยทุกอย่าง
หิวแล้วก็ตักบะหมี่จากหม้อใหญ่มาชามหนึ่ง แล้วหยิบกระเทียมอีกสองกลีบ นั่งยองข้างทางกินตะกละตะกลาม
ถึงแม้บางครั้งจะกินกับถังเสียวเป่ยในกระโจมด้วยกัน ก็ไม่ได้แอบทำอาหารพิเศษและกินข้าวในหม้อรวมเหมือนกัน
เดิมทีคิดว่าจินเฟิงเพียงแค่เร่งรีบระหว่างเดินทางเท่านั้น พอมาถึงซีเหอวานจึงพบว่าที่บ้านของจินเฟิงก็เป็นแบบนี้ กินข้าวอย่างไม่เป็นพิธีรีตอง ไม่มีขั้นตอนและพิธีการมากมายเหมือนตระกูลใหญ่อื่น ๆ
เป่ยเชียนสวินก็เริ่มทำความเคยชินและชอบบรรยากาศการกินข้าวที่คึกคักแบบนี้
เด็กหญิงที่นางพามาด้วย ตอนนี้ก็ถูกจัดให้เข้าเรียนที่ซีเหอวาน โดยอยู่กินและเรียนด้วยกันกับเสี่ยวเอ๋อทุกวัน เป่ยเชียนสวินเริ่มค่อย ๆ ยอมรับและไว้ใจจินเฟิงอย่างจริงใจ
จินเฟิงกินบะหมี่หนึ่งชามจนหมด ตอนที่กำลังตักเพิ่ม เขาเห็นหร่วนถงเจี๋ยยังอยู่ข้าง ๆ จึงถามว่า “ยังมีเรื่องอะไรอีกหรือ?”
“วันนี้ทางส่วนราชการส่งคนมาแจ้งว่าพ่อค้าข้าวถอนฟ้องคดีใส่ร้ายหอการค้าทั้งหมดแล้ว พรุ่งนี้พวกเราสามารถไปเปิดยุ้งฉางได้แล้ว”
หร่วนถงเจี๋ยพูดพลางยื่นหนังสือราชการปึกหนึ่งให้
“การดำเนินการของใต้เท้าชิ่งรวดเร็วมาก เมื่อวานจับตัวได้ วันนี้ก็ถอนฟ้องแล้ว”
จินเฟิงพยักหน้า “หาทางแจ้งไปนอกเมือง คืนนี้ส่งข้าวไปที่โจวเจียจวง แล้วก็แจ้งหลิงหลงให้เตรียมคนให้พร้อม พรุ่งนี้เช้าให้ตามข้าออกนอกเมือง”
มีข้าวแล้ว การช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็สามารถเริ่มต้นอย่างเป็นทางการได้แล้ว
ส่วนโจวเจียจวงก็เป็นโครงการนำร่องแห่งแรกของจินเฟิง
เงินกู้เพื่อช่วยเหลือประชาชนจะใช้ได้ผลหรือไม่ก็ต้องดูที่โจวเจียจวง
เช้าวันรุ่งขึ้น จินเฟิงก็พาจูหลิงหลงและลูกจ้างโรงแลกเงินอีกหลายสิบคนออกจากเมืองซื่อชวนทางประตูเมืองทิศตะวันตก
พอไปถึงโจวเจียจวง โจวโหยวต๋าก็รวบรวมชาวบ้านมาที่ลานโล่งแล้ว
ที่ริมลานว่างมีกระท่อมที่สร้างขึ้นชั่วคราวอยู่จำนวนหนึ่ง
หลังกระท่อม เป็นข้าวที่บรรทุกมาเต็มเกวียน
“ชาวบ้านทุกคน ท่านอาจารย์จินกลับมาแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทุกคนสามารถกลับไปทำงานได้แล้ว!”
โจวโหยวต๋ายืนอยู่บนแท่นสูง ถือโทรโข่งแผ่นเหล็กตะโกนบอก
จินเฟิงก็ยิ้มแย้มขึ้นไปบนแท่นสูงและโบกมือให้ชาวบ้าน
“ท่านอาจารย์จินกลับมาแล้ว ดีจริง ๆ!”
ชาวบ้านที่อยู่ด้านล่างส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบภัยที่ถูกตานจูจับเป็นเชลยศึกตั้งแต่แรก พวกเขาคุ้นเคยกับจินเฟิงเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าจินเฟิงถูกล่อไปตงไห่ ชาวบ้านต่างก็เป็นห่วงมาก กลัวว่าจินเฟิงจะเจออันตราย
ตอนนี้เห็นจินเฟิงกลับมาอย่างปลอดภัย ต่างก็โบกแขนตอบรับการทักทายของจินเฟิง
โจวโหยวต๋าให้คนตีระฆังทองแดงหลายครั้ง ในที่สุดก็สามารถกดเสียงอึกทึกของชาวบ้านลงได้
“เชื่อว่าเสบียงในบ้านของพวกเจ้าก็ใกล้จะหมดแล้วใช่หรือไม่?”
โจวโหยวต๋าถือโทรโข่งตะโกนบอกว่า “เรื่องคลังเสบียงของหอการค้าได้คลี่คลายลงแล้ว ท่านอาจารย์จินเป็นห่วงว่าทุกคนจะหิวโหย จึงได้ส่งอาหารมาให้พวกเราที่โจวเจียจวงตั้งแต่เมื่อคืน!”
“ท่านอาจารย์จินเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีชีวิตจริง ๆ!”
“ใช่แล้ว ช่วงนี้ที่บ้านข้ากินข้าววันละมื้อ อีกไม่กี่วันก็จะไม่มีอาหารแล้ว!”
“บ้านข้าไม่มีข้าวกินตั้งแต่เมื่อวานแล้ว!”
“พวกเราโชคดีแล้ว ก่อนหน้านี้ได้ทำงานในโรงงานของท่านอาจารย์จิน ยังพอเก็บอาหารไว้ได้บ้าง ฝั่งพ่อตาของข้า มีคนตายด้วยความหิวโหยไปแล้ว แม้จะมีเงินก็ซื้ออาหารไม่ได้!”
“ใช่แล้ว ต้องขอบคุณท่านอาจารย์จินจริง ๆ!”
“ท่านอาจารย์จินกลับมาก็ดี แต่ถึงแม้ว่าพวกเราจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันนี้ ก็ต้องรอจนถึงเดือนหน้าถึงจะได้รับค่าจ้าง ข้าวของครอบครัวข้าเหลือพอกินได้อีกแค่สองมื้อ จะอดทนไปจนถึงเดือนหน้าได้อย่างไร!”
“เชื่อใจท่านอาจารย์จินเถิดเขาต้องหาวิธีได้แน่นอน!”
ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านทำงานในพื้นที่การก่อสร้างของจินเฟิง ทุกครอบครัวจึงมีข้าวสารเก็บไว้บ้าง
ช่วงก่อนหน้านี้พื้นที่ก่อสร้างหยุดทำงานไป พวกเขาจึงต้องพึ่งพาข้าวสารที่มีอยู่เล็กน้อยนั้นเพื่อประทังชีวิตในช่วงเวลานี้
แต่ในขณะที่กำลังกังวลว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี จินเฟิงก็กลับมา
สิ่งนี้ทำให้พวกเขามองเห็นความหวังอีกครั้ง
แน่นอนว่าหลังจากนั้นก็ได้ยินโจวโหยวต๋าตะโกนผ่านโทรโข่งว่า “ชาวบ้านทุกคน ท่านอาจารย์จินรู้ว่าข้าวในบ้านของทุกคนเหลือไม่มากแล้ว ดังนั้นทุกคนสามารถนำสมุดบัญชีของโรงแลกเงินจินชวนมารับข้าวล่วงหน้าเป็นค่าจ้างได้!”
เมื่อพูดจบ ทั่วทั้งลานโล่งก็เกิดความคึกคักขึ้นมาทันที
ในสถานการณ์ของชวนสู่ในตอนนี้ ถึงแม้จะมีเงินก็ไม่แน่ใจว่าจะซื้อข้าวได้
จินเฟิงไม่เพียงแต่จ่ายค่าจ้างล่วงหน้า แต่ยังจ่ายเป็นข้าวด้วย นับว่าช่วยชีวิตผู้ประสบภัยจำนวนมากทั้งครอบครัว
ชาวบ้านหลายคนร้องไห้และคำนับให้จินเฟิงทันที
เมื่อมีคนนำ ก็จะมีคนตาม
ในไม่ช้า ทั่วทั้งลานก็เต็มไปด้วยชาวบ้านที่คำนับ
“นายท่านโจว ข้ายังไม่มีสมุดบัญชีของโรงแลกเงินจินชวน จะทำอย่างไรดี?”
ชาวบ้านคนหนึ่งร้องถามอย่างร้อนใจ
คนจากโรงแลกเงินมาแล้ว ใครที่ไม่มีสมุดบัญชี รอสักครู่ก็สามารถทำได้แล้ว!”
โจวโหยวต๋าตะโกนว่า “แต่ข้าจะพูดความจริงให้ฟังก่อน ข้าที่พวกเจ้าได้รับวันนี้ ถือว่าเป็นการกู้ยืมจากท่านอาจารย์ มิใช่การให้เปล่า พวกเจ้าต้องไปทำงานเพื่อใช้หนี้ อย่าได้หนีไปพร้อมกับอาหารล่ะ!”
“ตอนนี้ที่ท่านอาจารย์กำลังให้กู้ยืมอาหาร ก็เหมือนกับช่วยชีวิตพวกเราทั้งครอบครัวแล้ว หากข้าหนีไปพร้อมกับอาหาร ข้ายังเป็นคนอยู่อีกหรือ?”
“นายท่านโจววางใจได้เลย ในยุคสมัยแบบนี้จะหนีไปไหนถึงจะหาอาหารได้ล่ะ ต่อให้ฆ่าข้า ข้าก็ไม่กล้าหนีหรอก!”
ชาวบ้านต่างพากันทุบอกรับประกัน