ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 664 เจ้าเคยสัมผัสเมฆหรือไม่?
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 664 เจ้าเคยสัมผัสเมฆหรือไม่?
บทที่ 664 เจ้าเคยสัมผัสเมฆหรือไม่?
“คุณหนูมู่หลานวางใจได้เลย ผ้าของเร่อชี่ฉิวนั้นท่านอาจารย์ได้สั่งให้คนทำขึ้นมาเป็นพิเศษ แข็งแรงมาก แม้แต่มีดยังตัดขาดได้ยาก”
เหล่าอิงพูดยิ้ม ๆ ว่า “ถึงแม้จะขาด เร่อชี่ฉิวก็จะไม่ตกลงมาในทันทีแต่จะค่อย ๆ ลอยลงไปด้านล่าง”
“เช่นนั้นพวกเราบินได้สูงแค่ไหน” ชิ่งมู่หลานถาม
“ข้าเคยลองครั้งหนึ่ง บินสูงสุดได้ถึงสามร้อยกว่าจั้ง!”
เหล่าอิงพูดว่า “ไม่ใช่ว่าบินสูงกว่านั้นไม่ได้ แต่ตอนนั้นเชือกที่เรามีผูกรวมกันแล้วมีแค่สามร้อยจั้ง ต่อมาข้าหาเชือกมาเพิ่มได้อีก แต่ท่านอาจารย์ไม่ให้ข้าลองอีกแล้ว”
เพื่อความปลอดภัย ระหว่างการฝึกและทดลองบิน ตะกร้าของเร่อชี่ฉิวจะมีการผูกเชือกนิรภัยไว้ด้านล่าง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกลมพัดหายไป
การทดลองครั้งนั้นของเหล่าอิงใช้เชือกสำรองจนหมด
“ไม่ใช่ไม่ให้เจ้าลอง แต่เป็นเพราะเจ้ายังไม่ได้เรียนรู้วิธีการใช้เร่อชี่ฉิวอย่างสมบูรณ์ การลอยสูงเกินไปจึงไม่ปลอดภัย”
จินเฟิงพูดว่า “ข้าวต้องกินทีละคำ เดินต้องก้าวให้พอดี ไม่อย่างนั้นจะเจ็บกล้ามเนื้อได้ ถ้าเจ้าอยากลองจริง ๆ ไว้ค่อยลองที่ห้าร้อยจั้งก็แล้วกัน”
“รับทราบ!” เหล่าอิงรีบพยักหน้า
“ความเร็วลมในระดับความสูงที่ต่างกันก็ไม่เหมือนกัน แม้ที่พื้นดินจะไม่มีลมก็ไม่ได้หมายความว่าด้านบนจะไม่มีลม”
จินเฟิงเอ่ยเตือนว่า “รอให้เจ้าคุ้นเคยกับระดับห้าร้อยจั้งก่อน แล้วค่อยมาปรึกษาข้าเรื่องความสูงที่มากขึ้น ห้ามตัดสินใจเองเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นถ้าข้าจับได้ เจ้าก็ลืมที่จะได้แตะเร่อชี่ฉิวไปตลอดชีวิต เข้าใจหรือไม่”
ถึงแม้ว่าบอลลูนลมร้อนจะมีปลอดภัยสูง แต่ก็ยังเคยเกิดอุบัติเหตุมาก่อน
และลมก็แบ่งเป็นชั้น ๆ ด้วย บางครั้งที่พื้นดินอาจจะไม่มีลมเลย แต่ที่ระดับความสูงหนึ่งกิโลเมตรอาจจะมีลมแรงก็ได้
จินเฟิงไม่อยากเห็นเหล่าอิงตกลงมาจากท้องฟ้าจริง ๆ
และถ้าลอยสูงเกินไป ออกซิเจนก็จะยิ่งเบาบางลง จำเป็นต้องมีถังออกซิเจน
ด้วยเงื่อนไขปัจจุบันของจินเฟิง แม้แต่การแยกออกซิเจนออกมาก็เป็นปัญหา ถังออกซิเจนยิ่งไม่ต้องคิดถึง
อีกอย่าง การบินได้สูงห้าร้อยจั้งก็เพียงพอต่อความต้องการของเขาแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้เหล่าอิงไปเสี่ยงอันตราย
“เข้าใจแล้ว!”
เหล่าอิงรู้ว่าจินเฟิงกำลังคิดความปลอดภัยของเขา จึงไม่ดื้อดึงอีกต่อไป
ครั้งนี้จินเฟิงยอมให้เขาขึ้นไปอีกหนึ่งร้อยกว่าจั้ง เขาก็พอใจมากแล้ว
เขาก้มหน้าเหยียบเครื่องสูบลมสองสามครั้ง เปลวไฟพุ่งสูงขึ้น ความเร็วในการขึ้นของเร่อชี่ฉิวก็เร็วขึ้นเรื่อย ๆ
“สามร้อยจั้ง? นั่นสูงแค่ไหนกัน?” ชิ่งมู่หลานยังคิดถึงเรื่องเมื่อครู่อยู่
“สูงกว่าภูเขาลูกนี้นิดหน่อยล่ะมั้ง”
จินเฟิงชี้ไปที่ภูเขาอวี้เหล่ยข้าง ๆ
“สูงกว่าภูเขาลูกนี้อีกหรือ?”
ชิ่งมู่หลานเบิกตากว้าง
เป่ยเชียนสวินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ยิ่งตื่นเต้นมากขึ้น
เถาวัลย์ที่ใช้สานตะกร้าถูกบีบจนผิดรูปไปหมด
“พวกเราจะปีนขึ้นไปสูง ๆ เพื่อสำรวจพื้นที่โดยรอบ หากไม่สูงกว่าภูเขาลูกนี้ แล้วจะไปดูอะไรล่ะ?”
พูดถึงตรงนี้ จินเฟิงก็มองไปที่เหล่าอิง “ว่าแต่เชือกที่เตรียมมาครั้งนี้พอหรือไม่?”
“ไม่ต้องห่วงหรอก ครั้งนี้ข้าเอาเชือกป่านมาสี่เล่มเกวียนเลย รวมแล้วตั้งพันจั้งเชียวล่ะ!”
เมื่อเหล่าอิง ได้ยินดังนั้น ตาก็เป็นประกายวาวขึ้นมาทันที “ท่านอาจารย์จะใช้กี่จั้งหรือ ตอนนี้ยังไม่ได้บินสูงมากนัก ข้าจะได้ตะโกนบอกคนข้างล่าง”
จินเฟิงคิดสักครู่ก่อนจะตอบ “เตรียมไว้สามร้อยห้าสิบจั้งก็พอแล้ว”
สามร้อยห้าสิบจั้งก็คือพันกว่าเมตร ซึ่งเพียงพอต่อการสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบแล้ว
“ทราบ!”
เหล่าอิงรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของจินเฟิงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเชื่อฟังและตะโกนบอกคนด้านล่างให้เตรียมเชือกสามร้อยห้าสิบจั้ง
“ท่านอาจารย์ เมื่อครู่ท่านไม่ได้บอกเหล่าอิงให้ลองลอยขึ้นสูงห้าร้อยจั้งหรอกหรือ?” ชิ่งมู่หลานพูดยุ “ครั้งนี้เราลองขึ้นสูงห้าร้อยจั้งกันเถอะนะ”
“วันนี้ไม่ได้หรอก ด้านบนมีลม” จินเฟิงส่ายหัว
“เจ้าก็ยังไม่ได้ขึ้นไปด้านบนเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าด้านบนมีลม?”
“เจ้าลองดูเมฆบนท้องฟ้าสิ มันลอยไปเรื่อย ๆ ใช่หรือไม่?” จินเฟิงชี้ไปที่ไกล ๆ “หากไม่มีลม แล้วพวกมันจะลอยไปได้อย่างไร?”
เหมือนจะพิสูจน์คำพูดของจินเฟิง เพราะทันทีที่เขาพูดจบก็มีลมพัดมา
ถึงแม้จะไม่แรงมาก แต่ก็ยังทำให้ตะกร้าแกว่งไปมาเล็กน้อย
ชิ่งมู่หลานตกใจจึงคว้าแขนของจินเฟิงโดยไม่รู้ตัวและกอดไว้แน่น
เว่ยต้าถงก็จับขอบตะกร้าแน่น ใบหน้าซีดขาวไปเล็กน้อย แต่โชคดีที่ไม่มีเสียงร้องออกมา
สำหรับเหล่าอิงนั้นเคยชินแล้ว สองเท้าเหมือนถูกตรึงอยู่บนกับที่ แม้ไม่ได้เกาะสิ่งใด แต่น้ำมันในมือกลับไม่หกเลยแม้แต่นิดเดียว
คนที่ตกใจมากที่สุดคือ เป่ยเชียนสวินและจินเฟิง
เป่ยเชียนสวินมีอาการกลัวความสูง ก่อนหน้านี้พยายามอดทนความกลัวไว้ไม่แสดงออกมา
แต่ลมเมื่อครู่ทำลายความอดทนของนางอย่างราบคาบ นางตกใจจนกรีดร้องออกมาแล้วก็นั่งลงไปทันที
พอดีตอนนั้นตะกร้าก็สั่นอีกครั้ง
เป่ยเชียนสวินเห็นขาอยู่ข้าง ๆ ก็รีบเกาะเอาไว้อย่างไม่คิด
ตอนนี้ใบหน้าของจินเฟิงเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง มุมปากกระตุกหลายครั้ง
ตอนนี้จินเฟิงถูกชิ่งมู่หลานกอดแขนขวาไว้แน่น ขาซ้ายถูกเป่ยเชียนสวินกอดไว้แน่นเช่นกัน ดูเหมือนผู้ชายเลวที่กำลังจะทิ้งแฟนสาวทั้งสองไปพร้อมกัน แต่ถูกแฟนสาวทั้งสองคนรั้งไว้
นี่เป็นภาพที่จินเฟิงในชีวิตที่แล้วไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
ตอนนี้ความฝันของเขาเป็นจริงแล้ว
แต่เขาไม่รู้สึกมีความสุขเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่ความทุกข์ทรมานเต็มใบหน้า
เป่ยเชียนสวินใช้แรงมากเกินไป จินเฟิงรู้สึกว่าขาของตัวเองแทบจะหักอยู่แล้ว
“เชียนสวิน เบา ๆ หน่อย! เบา ๆ หน่อย! ขาข้าจะหักแล้ว!”
พอตะกร้าไม่แกว่งแล้ว จินเฟิงก็รีบดิ้นออกจากชิ่งมู่หลาน แล้วตีเป่ยเชียนสวินเบา ๆ “ไม่ต้องกลัว ลมหยุดแล้ว!”
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้เลยว่าเป่ยเชียนสวินที่สามารถต่อสู้กับผู้คุ้มกันภัยหลายสิบคนได้พร้อมกัน จะมีอาการกลัวความสูง
ถ้ารู้อย่างนี้ก็ไม่ควรพานางขึ้นมาตั้งแต่แรก...
เมื่อเป่ยเชียนสวินสงบลงแล้วมองดูตัวเองที่กำลังกอดขาจินเฟิงอยู่ มือของนางกำกางเกงจินเฟิงแน่น ใบหน้าเล็ก ๆ ก็แดงก่ำขึ้นมาทันทีและรีบปล่อยขาจินเฟิงออก
โชคร้ายที่สุดก็ลมก็พัดมาอีกระลอก เป่ยเชียนสวินที่แต่เดิมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก็ถูกทำให้ตกใจจนกรีดร้องออกมา ไม่ต้องพูดอะไรก็ยื่นมือออกไปกอดขาจินเฟิงอีกครั้ง
และครั้งนี้ไม่ใช่กอดแค่ข้างเดียว แต่กอดขาทั้งสองข้างของจินเฟิงเลย
ขาทั้งสองข้างของจินเฟิง ที่แต่เดิมแยกออกจากกันเล็กน้อย พอโดนเป่ยเชียนสวินกอดแบบนี้ ก็ชิดติดกันสนิท
เรื่องที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน รวมถึงการแกว่งของตะกร้า ทำให้จินเฟิงเกือบจะล้มลงไป เขารีบยื่นมือไปจับขอบตะกร้าไว้ ถึงได้ทรงตัวอยู่ได้อย่างยากลำบาก
“เหล่าอิง เราพอจะลงไปข้างล่างสักหน่อยได้หรือไม่แล้วปล่อยให้เชียนสวินลงไป?”
จินเฟิงถามด้วยใบหน้าที่ยิ้มเจื่อน
ถ้ามาอีกสองสามครั้งแบบนี้ ขาของเขาต้องโดนเป่ยเชียนสวินบิดหักแน่ ๆ
เหล่าอิงยังไม่ทันตอบ เป่ยเชียนสวินกลับส่ายหน้าอย่างดื้อรั้น “ไม่…ไม่ต้องหรอก...ข้าทำได้!”
พูดจบก็ปล่อยขาของจินเฟิงออกและก้มหน้าลงพูดว่า “ท่านอาจารย์…ข้าต้องขอโทษด้วย ข้าไม่เคยนั่งสิ่งนี้มาก่อน...เลยเสียมารยาทไปหน่อย”
“ท่านอาจารย์ ตอนนี้เราลอยมาได้เกือบสองร้อยจั้งแล้ว ถ้าลงไปแล้วขึ้นมาใหม่ ก็คงจะใช้เวลานานมาก”
เหล่าอิงก้มหน้ามองไปที่เป่ยเชียนสวิน “แม่นางเชียนสวิน อย่ายืนขึ้นมามองข้างนอกเลย ทำเหมือนกำลังนั่งรถม้าแล้วกัน แบบนี้อาจจะดีขึ้นนะ”
“ได้!”
เป่ยเชียนสวินยื่นมือไปจับขอบตะกร้าไว้และหลับตาลงอย่างว่าง่าย จินตนาการว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ในรถม้า
“รถม้าโคลงเคลงไปมาสักพัก มีอะไรน่ากลัวล่ะ” เป่ยเชียนสวินปลอบใจตัวเองในใจ
จะว่าไปวิธีของเหล่าอิงใช้ได้ผลดีมาก เป่ยเชียนสวินเริ่มนิ่งและไม่กลัวแล้ว
จินเฟิงยืนยันว่าเป่ยเชียนสวินสงบลงจริง ๆ จึงถอนหายใจโล่งอกและส่งสัญญาณให้เหล่าอิงเพิ่มความสูงต่อไป
ชิ่งมู่หลานคนบ้าบิ่นก็ปรับตัวเข้ากับการโคลงเคลงของตะกร้าได้อย่างดี นางดึงแขนจินเฟิงแล้วถามว่า
“ท่านอาจารย์ เจ้าเคยสัมผัสเมฆหรือไม่ เมฆเป็นอย่างไรหรือ?”