ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 679 คณะการแสดงจินชวน
บทที่ 679 คณะการแสดงจินชวน
เมื่อจินเฟิงกับพวกเจ้ากลับมาถึงเชิงเขา ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
ชาวบ้านกินข้าวเสร็จแล้ว พวกเขามารวมตัวกันที่ลานโล่ง นั่งล้อมกองไฟเงียบ ๆ เพื่อรอคอย
“เหตุใดพวกเขาไม่ไปพักผ่อน มานั่งทำอะไรกันที่นี่?” จินเฟิงถาม
“คณะการแสดงจินชวนจะมาแสดงที่นี่ ทุกคนกำลังรอชมการแสดงอยู่” เว่ยต้าถงอธิบาย
“ชิงเยวียนมาแล้วหรือ?” จินเฟิงนิ่งไป
ตอนนั้นชิ่งซินเหยามอบชิงเยวียนและนางรำให้เขา จินเฟิงไม่มีทางเลือกจึงให้ชิงเยวียนตั้งคณะร่ายรำขึ้นมา
ตอนแรกจินเฟิงแค่อยากหางานให้นางรำทำ ใครจะรู้ว่าการแสดงของชิงเยวียนกับพวกจะเหนือความคาดหมายของเขามาก
คณะร่ายรำนำแสดงปลอบประโลมจิตใจของผู้ลี้ภัยที่มีตราบนใบหน้าได้มากมาย หญิงสาวหลายคนที่คิดอยากจะปลิดชีวิตตัวเองหลังจากได้ชมละครเวทีแล้วก็มีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป
ดังนั้นจินเฟิงจึงเก็บคณะร่ายรำไว้และเปลี่ยนชื่ออย่างเป็นทางการเป็น ‘คณะการแสดงจินชวน’ โดยมีชิงเยวียนเป็นหัวหน้าคณะ ส่วนเฉินเหวินเหยวียนที่เคยเขียนบทละครที่ต้าหม่างพัว ก็มารับตำแหน่งรองหัวหน้าคณะฯ และหัวหน้าบรรณาธิการ
งานหลักของคณะการแสดง คือการแสดงให้กำลังใจสำนักคุ้มภัยและโรงงานต่าง ๆ
ต่อมาเสี่ยวอวี้สังเกตเห็นว่าละครเวทีของคณะการแสดง เหมาะสำหรับการโฆษณาชวนเชื่อ จึงไปหาชิงเยวียนกับเฉินเหวินเหยวียน สั่งให้เขียนเรื่องราวที่ใช้สำหรับเผยแพร่ข่าวหมู่บ้านซีเหอวาน เผยแพร่อุดมการณ์ของจินเฟิงโดยเฉพาะ
เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการโฆษณาที่ดีที่สุด เสี่ยวอวี้จึงขอให้คณะการแสดงไม่เพียงแต่ต้องไปแสดงที่สำนักคุ้มภัยและโรงงานต่าง ๆ แต่ยังต้องหาเวลาไปแสดงที่ตำบลต่าง ๆ ในจินชวนเป็นประจำด้วย
แคว้นต้าคังแทบไม่มีความบันเทิง เรื่องราวที่คณะการแสดงนำมาแสดงก็ใกล้เคียงกับชีวิตของชาวบ้าน จึงเป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้านมาก ทุกครั้งที่ออกไปแสดง ที่นั่งข้างล่างก็เต็มไปด้วยผู้คน
ชาวบ้านจำนวนมากพากันปีนเขาข้ามน้ำ เดินทางมาเป็นสิบ ๆ ลี้ เพียงเพื่อมาชมการแสดงของคณะการแสดงสักครั้ง
แต่โดยทั่วไปแล้ว คณะการแสดงจะทำกิจกรรมอยู่ในจินชวน จินเฟิงจึงไม่รู้จริง ๆ ว่าพวกเขามาที่ตูเจียงเยี่ยน
“แม่นางชิงเยวียนมาที่นี่ได้สักพักแล้ว แสดงที่โรงงานต่าง ๆ ทุกวัน วันนี้เป็นครั้งที่สองแล้วที่มานี่ ทุกคนตั้งตารอคอย…”
เว่ยต้าถงกำลังพูด ผ้าม่านของกระโจมที่อยู่ไม่ไกลก็เปิดออก สตรีงามกลุ่มใหญ่ก็เดินออกมานำโดยชิงเยวียน
เมื่อชิงเยวียนเห็นจินเฟิง ดวงตาก็เป็นประกายและสั่งให้นางรำขึ้นไปแสดงบนเวที ส่วนตัวเองก็พาเฉินเหวินเหยวียนกับภรรยาเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
ชิงเยวียนในตอนนี้ดูมั่นใจกว่าแต่ก่อนมาก แถมยังสนิทสนมกับจินเฟิงและพูดจาได้สบายมากขึ้น
แต่พอเห็นองค์หญิงเก้าประทับอยู่ข้างกายจินเฟิง จึงไม่กล้าเสียมารยาท นางก้มคำนับอย่างเป็นพิธีพร้อมกับเฉินเหวินเหยวียนและภรรยา “ถวายบังคมองค์หญิง ทำความเคารพท่านอาจารย์”
“ชิงเยวียน นายน้อยเฉิน พี่สะใภ้มาถึงเมื่อใดหรือ?” หลังจากทักทายกันเสร็จ จินเฟิงก็ถามขึ้นอีกครั้ง
“พวกข้ามาถึงตั้งแต่ที่ตูเจียงเยี่ยนยังไม่เริ่มก่อสร้าง” ชิงเยวียนตอบ “พวกเราไปแสดงที่โรงงานแต่ละแห่งครบหมดแล้ว วันนี้เริ่มรอบที่สอง”
“มาเร็วขนาดนี้เลยหรือ?” จินเฟิงนิ่งไป
“ใช่ ตอนที่รู้ว่าท่านอาจารย์กับองค์หญิงจะสร้างตูเจียงเยี่ยน ทุกคนในหมู่บ้านตื่นเต้นกันมาก” เฉินเหวินเหยวียนพูดพร้อมกับยิ้ม “เสี่ยวอวี้บอกว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและประชาชน พวกเราต้องมาให้กำลังใจ”
เมื่อจินเฟิงได้ยินดังนั้น ก็พอจะเข้าใจความตั้งใจของเสี่ยวอวี้แล้ว
มาช่วยเขาโปรโมทและสร้างความนิยมให้เขานี่เอง
จินเฟิงไม่ได้ปฏิเสธ เพียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วถามว่า “วันนี้นำเรื่องอะไรมาแสดง?”
“เป็นบทใหม่ที่นายน้อยเฉินเขียนขึ้นมาเพื่อตูเจียงเยี่ยนโดยเฉพาะ เรียกว่า ‘เหตุการณ์ที่ตูเจียง’”
ชิงเยวียนให้ผู้ช่วยหยิบต้นฉบับมากองหนึ่งและมอบให้กับจินเฟิง
จินเฟิงไม่ได้ดูเนื้อเรื่อง แค่ดูโครงเรื่องคร่าว ๆ
เรื่องราวนี้เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ โดยมีฉากหลังเป็นการสร้างตูเจียงเยี่ยน เล่าถึงความยากลำบากและการเสียสละอันยิ่งใหญ่ที่เขา องค์หญิงเก้าและชิ่งซินเหยาได้พยายามผลักดันการก่อสร้างตูเจียงเยี่ยน
ในเรื่อง จินเฟิงขายทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่อสร้างตูเจียงเยี่ยน เขา กวานเสี่ยวโหรว ถังเสียวเป่ยถึงขั้นไม่ยอมซื้อเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาว สวมเสื้อผ้าขาด ๆ แม้แต่เนื้อก็ไม่ยอมกิน
องค์หญิงเก้าก็ขายหยกและเครื่องประดับที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ นำเงินไปให้จินเฟิงเพื่อซื้อข้าวแจกจ่ายบรรเทาภัยทุกข์
ส่วนบทของชิ่งซินเหยาไม่ค่อยมี อาจเป็นเพราะเฉินเหวินเหยวียนไม่ค่อยสนิทกับเขา
“นายน้อยเฉิน บทละครของเจ้านี่มันช่างเหลือเชื่อจริง ๆ” จินเฟิงอ่านไปก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
ในที่สุดเขาก็รู้ว่าทำไมชาวบ้านถึงได้คำนับเขากับองค์หญิงเก้า
ถ้าเขียนแบบที่เฉินเหวินเหยวียนเขียน เขาก็ยิ่งใหญ่เกินไปแล้ว เขาก็รู้สึกซาบซึ้งใจอยู่บ้าง
“ท่านอาจารย์ ท่านก็บอกข้าเองไม่ใช่หรือว่าศิลปะมาจากชีวิต แต่ต้องสูงส่งกว่าชีวิต” เฉินเหวินเหยวียนพูดพร้อมกับยิ้ม “เขียนแบบนี้จะได้กระตุ้นอารมณ์ของชาวบ้านไง!”
“ข้าว่านายน้อยเฉินเขียนแบบนี้ก็ไม่ผิดอะไร” องค์หญิงเก้าตรัส “ตอนนี้ประชาชนลำบากมาก พวกเราต้องให้ความหวังแก่พวกเขา บอกให้พวกเขารู้ว่ายังมีคนพยายามเพื่อพวกเขาอยู่”
จินเฟิงมององค์หญิงเก้าอย่างลึกซึ้งและพยักหน้าเล็กน้อย
จริงอยู่ชาวบ้านต้องการความหวัง
แบบนี้ถึงจะรับประกันได้ว่าสังคมจะดำเนินไปอย่างปกติ รับประกันได้ว่าโครงการต่าง ๆ จะดำเนินไปอย่างราบรื่น
ถ้าชาวบ้านรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง ไม่เห็นความหวังใด ๆ ก็อาจจะออกปล้นฆ่าหรือแม้แต่ก่อกบฏ
ขณะที่ทั้งสี่คนกำลังคุยกัน ก็มีเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวดังมาจากด้านหลัง
เมื่อหันกลับไปมอง ก็เห็นว่าการแสดงละครเวทีได้เริ่มขึ้นแล้ว
“ท่านอาจารย์ องค์หญิง ท่านจะไปดูหรือไม่ หากต้องการดู ข้าจะให้คนไปจัดสถานที่ใกล้ ๆ เวที” เว่ยต้าถงถาม
“ไม่ต้องหรอก!” จินเฟิงและองค์หญิงเก้าโบกมือพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ต่อให้พวกเขาจะหน้าหนาแค่ไหน ก็ไม่กล้านั่งดูคณะการแสดงชื่นชมเรื่องราวของตัวเองหรอก
“พวกข้าเดินทางมาตลอดทั้งบ่าย ยังไม่ได้กินอะไรเลย หิวจะแย่แล้ว รีบไปหาอะไรกินกันเถอะ” จินเฟิงเห็นเว่ยต้าถงยังจะพูดต่อ จึงเปลี่ยนเรื่อง
“ข้านี่แย่จริง ๆ” เว่ยต้าถงตบหัวตัวเอง “องค์หญิง ท่านอาจารย์ เชิญท่านไปพักผ่อนก่อนเถอะ ข้าจะไปจัดเตรียมให้ เมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนจับลิงได้ในป่า ข้าเก็บไว้ให้ท่านทั้งสองหมดเลย”
“ไม่ต้องแล้ว!”
เมื่อจินเฟิงได้ยินดังนั้น ก็นึกถึงงานเลี้ยงหัวลิงที่เห็นในเรือนรับรองลวี่สุ่ย ก็รู้สึกคลื่นไส้ เขาโบกมือแล้วพูดว่า “ปล่อยลิงไปเถอะ ให้พ่อครัวทำอาหารอะไรก็ได้ องค์หญิงว่าอย่างไรบ้าง?”
องค์หญิงเก้าคงไม่ขัดความเห็นของจินเฟิงในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ แถมบนเวทีกำลังแสดงเรื่องที่นางกับจินเฟิงใช้ชีวิตอย่างลำบากเพื่อสร้างตูเจียงเยี่ยน ถ้าชาวบ้านรู้ว่าพวกเขาจัดงานเลี้ยงหัวลิง ผลที่ตามมาจะคาดไม่ถึง
ดังนั้นจึงพยักหน้าเป็นการเห็นด้วย
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะรีบไปปล่อยลิงเดี๋ยวนี้” เว่ยต้าถงรีบวิ่งไปแจ้งห้องครัว
บริเวณโดยรอบตูเจียงเยี่ยนเคยรกร้าง ตอนนี้ถึงจะคึกคัก แต่ก็ไม่มีสิ่งก่อสร้างมากนัก
นอกจากโรงอาหารแล้ว มีเพียงเรือนไม้หลังเล็ก ๆ สามหลังเท่านั้น
ทั้งชาวบ้านที่ทำงานและผู้คุ้มกันภัย ต่างก็เบียดเสียดกันอยู่ในกระโจม
เว่ยต้าถงกับหัวหน้ากองร้อยผู้คุ้มกันภัย คนหนึ่งเป็นผู้ดูแลโครงการอีกคนเป็นผู้บังคับบัญชาผู้คุ้มกันภัย จึงได้เรือนหลังเล็ก ๆ เป็นของตัวเองคนละหลัง
ตอนนี้องค์หญิงเก้ากับจินเฟิงมาแล้ว พวกเขาจึงยกเรือนหลังเล็ก ๆ ให้
จินเฟิงเหนื่อยมาทั้งวัน กลับมาถึงเรือนก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงเตรียมตัวเข้านอน
แต่ละครเวทีข้างนอกยังคงดำเนินต่อไป ทุก ๆ หนึ่งหรือสองนาทีก็จะมีเสียงปรบมือดังขึ้น รบกวนจนเขาหลับไม่ลง จึงต้องจุดตะเกียงน้ำมัน นั่งลงที่โต๊ะเขียนหนังสือ
ละครเวทีแสดงไปจนถึงสามทุ่มกว่า ๆ แต่จินเฟิงวาดแบบไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว เขาทำได้เพียงหาวไปพลาง ก้มหน้าก้มตาวาดแบบต่อ
กว่าจะวาดแบบเสร็จก็ปาไปเที่ยงคืน
กำลังจะเข้านอน ก็ได้ยินเสียงผู้คุ้มกันภัยที่เข้าเวรพูดว่า “ใครน่ะ? หยุดนะ!”