ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 681 ข้าจะเรียกชิ่นเอ๋อร์เข้ามา!
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 681 ข้าจะเรียกชิ่นเอ๋อร์เข้ามา!
บทที่ 681 ข้าจะเรียกชิ่นเอ๋อร์เข้ามา!
“อู่หยาง เจ้ามีเรื่องปิดบังข้าหรือไม่?”
จินเฟิงจ้องมององค์หญิงเก้าพร้อมเอ่ยถาม
ไม่ว่าจะรูปร่างหรือสัดส่วนขององค์หญิงเก้า ล้วนแล้วแต่เป็นเลิศ ทั้งยังสง่างาม
ยิ่งมีฐานะเป็นถึงองค์หญิง ยิ่งมิต้องเอ่ยว่าจินเฟิงนั้นอยากครอบครองนางเพียงใด
บัดนี้นางมาหาถึงที่ เหตุใดจินเฟิงจึงไม่ยินดีเล่า
แม้จะเอ่ยเช่นนั้น แต่ในใจเขากลับรู้สึกกังขา
“หากท่านอาจารย์ไม่ยินยอม ก็แล้วไปเถิด!”
องค์หญิงเก้าทรงปล่อยมือจากจินเฟิง แล้วหันหลังกลับโดยพลัน
เดิมทีนางคิดว่าจินเฟิงจะต้องรั้งนางไว้เป็นแน่ แต่ทว่าเขายังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อน
องค์หญิงเก้าจึงโกรธขึ้นมาจริง ๆ แล้ว
นางรู้ดีอยู่แล้วว่าจินเฟิงนั้นช่างเป็นคนขลาดเขลาเรื่องความรัก ยามอยู่ต่อหน้า นางจึงมักเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อนเสมอ
แต่นางก็เป็นถึงองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ มีศักดิ์ศรี ย่อมไม่อาจเสียหน้าไปได้มากกว่านี้
นางแสดงออกชัดเจนถึงเพียงนี้ แต่จินเฟิงกลับยังคงนิ่งเฉยราวกับท่อนไม้ ไร้ซึ่งความรู้สึก
เรื่องเช่นนี้ทำให้องค์หญิงเก้ารู้สึกน้อยใจ ยิ่งคิดยิ่งโกรธเคือง
แต่วินาทีที่นางกำลังจะเอื้อมมือเปิดประตู จินเฟิงก็สวมกอดนางจากด้านหลัง
องค์หญิงเก้าดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่อาจหลุดพ้น จึงยอมแพ้พลางเอ่ยด้วยความขุ่นเคืองว่า “ปล่อยข้านะ!”
จินเฟิงไม่ได้ใส่ใจ กลับพลิกร่างขององค์หญิงเก้าในอ้อมแขนให้หันหน้าเข้าหา แล้วจ้องมองดวงตาของนางพลางเอ่ยถามว่า “อู่หยาง บอกความจริงกับข้ามาเถิด แท้จริงแล้วเจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่?”
“ทำสิ่งใดหรือ?” องค์หญิงเก้าแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ
“อย่ามาทำไขสือ เจ้ารู้ว่าข้าหมายความว่าอย่างไร” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ข้าหมายปองเจ้า ต้องการให้เจ้าเป็นราชบุตรเขย เจ้าก็จะไม่คิดก่อกบฏ ไม่กลายเป็นศัตรูกับข้า! คำตอบเช่นนี้เจ้าพอใจหรือไม่?!”
องค์หญิงเก้าตะโกนอย่างโกรธเคือง
“เอ่อ…”
แท้จริงแล้วจินเฟิงก็พอจะคาดเดาได้ แต่คาดไม่ถึงว่าองค์หญิงเก้าจะพูดออกมาได้ทันที
นั่นทำให้เขารู้สึกกระอักกระอ่วนและไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร
“ปล่อยข้า!”
องค์หญิงเก้าจ้องเขม็งไปที่จินเฟิง
จินเฟิงมองไม่ออกว่านางโกรธจริงหรือแค่แกล้งทำ แต่ไม่ว่าจะแบบไหน ตอนนี้เขาจะยอมปล่อยนางไม่ได้เด็ดขาด
ไม่เพียงแต่ไม่ยอมปล่อย จินเฟิงกลับรวบร่างนางเข้ามาแนบแน่นกว่าเดิม พร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่ปล่อย!”
“ปล่อยเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะเรียกชิ่นเอ๋อร์เข้ามา!” องค์หญิงเก้าประกาศกร้าว “ข้าว่าชิ่นเอ๋อร์คงยินดีมาก ที่จะได้อัดเจ้าสักทีสองที!”
“กล้าขู่ข้าหรือ?”
จินเฟิงได้ยินดังนั้นจึงช้อนร่างองค์หญิงเก้าขึ้นในอ้อมแขน
องค์หญิงเก้าทรงเตรียมร้องเรียกผู้คน ทว่าริมฝีปากกลับถูกปิดลงเสียก่อน
มือเล็กลงโทษหยิกที่เอวของจินเฟิงหลายครั้ง ทว่าร่างกายกลับอ่อนยวบและทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของเขา
จินเฟิงยกเท้าเตะตั่งออกด้านข้าง และอุ้มองค์หญิงเก้าเข้าไปในห้องนอนด้านใน
……
รุ่งอรุณยามเช้าตรู่ของวันใหม่ เมื่อจินเฟิงลืมตาขึ้นก็พบว่าแสงตะวันสาดส่องทั่วท้องฟ้าเสียแล้ว
ครั้นหันไปมองข้างกาย กลับไม่พบองค์หญิงเก้าเสีย และไม่อาจล่วงรู้ได้ว่านางจากไปตั้งแต่เมื่อใด
ยามรำลึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่พานพบเมื่อคืน จินเฟิงรู้สึกราวกับฝันไป
ทว่าผ้าห่มผืนใหม่ที่นอนหนุนอยู่กลับยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นกายหอมกรุ่นเฉพาะตัวขององค์หญิงเก้า บนหมอนก็ยังปรากฏปิ่นปักผมของนางตกอยู่ เป็นเครื่องยืนยันว่าค่ำคืนที่ผ่านมามิใช่ฝันไป
“ช่างเถิด! พอเสร็จสมแล้วก็ชิงจากไป นางช่างไร้เยื่อใยนัก”
จินเฟิงพึมพำกับตนเองก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
เมื่อคืนหลังจากที่ได้สนทนากับองค์หญิงเก้าจนดึกดื่น จินเฟิงจึงยังรู้สึกง่วงงุนอยู่
ต้าหลิวที่อยู่หน้าประตูยืนพิงวงกบประตูอยู่ มือข้างหนึ่งถือซาลาเปาคาอยู่ที่ปาก
ผู้คุ้มกันภัยกะกลางวันกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว จึงกำลังผลัดเปลี่ยนเวรยามกับ ผู้คุ้มกันภัยกะกลางคืน
“เมื่อคืนนี้มีสิ่งผิดปกติอันใดเกิดขึ้นหรือไม่?” ผู้คุ้มกันภัยกะกลางวันสอบถาม
“เอ่อ…นับว่ามีบ้าง” ผู้คุ้มกันภัยกะกลางคืนนิ่งไปครู่หนึ่งและพยักหน้าเล็กน้อย
“มีก็บอกว่ามี หากไม่มีคือไม่มี อะไรกันที่ว่านับว่ามีบ้าง?”
ต้าหลิวพูดในขณะที่กำลังเคี้ยวซาลาเปา ก่อนจะหันหน้าไปถามคิ้วขมวด
“เมื่อคืนนี้ องค์หญิงเก้าเดินทางมาถึงในยามดึกและอยู่จนฟ้าสางจึงออกไป…นี่ถือเป็นสถานการณ์ผิดปกติหรือไม่?”
ผู้คุ้มกันภัยกะดึกถามขึ้น
“แค่ก ๆ!”
เมื่อต้าหลิวได้ยินเช่นนั้นก็เกือบสำลัก ซ้ำยังไออยู่หลายครั้งกว่าจะกลับมาเป็นปกติ
ต้าหลิวยัดซาลาเปากลับเข้าที่อก ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นเกี่ยวกับข่าวที่ได้ยินทันที เขาจับแขนของผู้คุ้มกันภัยแน่น “เจ้าว่าองค์หญิงเก้าพักค้างคืนที่นี่เมื่อคืนงั้นหรือ?”
“ชิ่นเอ๋อร์บอกว่าองค์หญิงเก้าต้องการเข้าพบท่านอาจารย์เพราะมีธุระต้องพูดคุย ข้าเองก็มิอาจทราบได้ว่าเลยเวลาค่ำคืนหรือไม่…”
“แล้วในก้องดับโคมไฟหรือไม่?”
“ดับ”
“โคมไฟก็ดับแล้ว จะมีธุระอันใดอีกเล่า! นี่มันชัดเจนว่านอนด้วยกันแล้ว!”
ต้าหลิวเหลือบมองผู้คุ้มกันภัยอย่างเหนื่อยใจ ก่อนเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์นี่สุดยอดจริง ๆ แม้แต่องค์หญิงยังทรงยอมลงมาติดกับดักเช่นนี้…”
ในขณะที่เขากำลังเล่าอย่างสนุก ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นผู้คุ้มกันภัยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามส่งสายตาให้ไม่หยุด
ต้าหลิวหันขวับโดยไม่รู้ตัว แล้วก็เห็นกำปั้นพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เห้อ ตาซ้ายที่เขียวช้ำยังไม่ทันจะหายดี ข้างขวาก็โดนเข้าให้อีกแล้ว
“พวกเจ้าจำเอาไว้ เรื่องเมื่อคืนหากผู้ใดกล้านำออกไปพูดไร้สาระ สภาพก็จะเป็นเช่นนี้!”
ชิ่นเอ๋อร์เอ่ยเตือนด้วยสีหน้าบึ้งตึง ก่อนจะเดินจากไป
ไนางผู้นี้มาเยือน เหตุใดพวกเจ้าไม่บอกข้าสักคำ?” ต้าหลิวปิดตาและร้องออกมา
“ข้าขยิบตาให้เจ้าแล้ว ขยิบจนตาแทบจะบอด เจ้าก็ยังไม่เห็นหรือ!”
ผู้คุ้มกันภัยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกล่าวอย่างหมดหนทาง
“ช่างโชคร้ายจริง ๆ รับกำปั้นตั้งแต่เช้าตรู่”
ต้าหลิวโบกมือแต่ก็ยังไม่ลืมที่จะสั่งผู้คุ้มกันภัยว่า “เรื่องเมื่อวานนี้ เก็บเงียบไว้ในท้องของเจ้า ใครบังอาจแพร่งพราย ข้าจะไม่ให้อภัยเขาเด็ดขาด!”
แม้ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่ใคร่รู้เรื่องราวต่าง ๆ แต่ก็ย่อมทราบถึงความร้ายแรงในเรื่องนี้
องค์หญิงเก้ามีฐานะอันพิเศษ บัดนี้กลับติดตามจินเฟิงไปอย่างไร้จุดหมาย หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงหูของเหล่าผู้มีอำนาจในวังหลวง คงจะเกิดเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมาเป็นแน่
ดังนั้นเรื่องนี้จึงมิอาจให้เล็ดลอดออกไปภายนอกได้
นั่นนับเป็นหน้าที่ของหัวหน้าผู้คุ้มกันภัยผู้นี้
“ต้าหลิววางใจเถิด หากเจ้าไม่เอ่ยปาก พวกข้าก็จะไม่ปริปากเช่นกัน”
ผู้คุ้มกันภัยทั้งหลายต่างพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน
“พวกเจ้าแสบนักนะ!”
ต้าหลิวเดินขยี้ตาเข้ามาในลานบ้าน
จินเฟิงได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากด้านนอก จึงลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า
กำลังจะออกไปดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น พอเปิดประตูก็เห็นต้าหลิวเสียก่อน
“ต้าหลิว เจ้าจัดแต่งทรงได้แปลกตามาก!”
จินเฟิงหลุดหัวเราะอย่างไม่เกรงใจ
“ท่านอาจารย์ ข้าขอบอกว่าครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นอุบัติเหตุจากการทำงานให้ข้านะ!”
ต้าหลิวรู้สึกไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง “เหตุใดผลประโยชน์ทั้งหมดท่านถึงได้ ข้าอยู่ข้างหลังกลับได้รับการถูกทุบตี?”
“ถ้ามีความกล้า เจ้าลองไปพูดคำนั้นต่อหน้าชินเอ๋อร์อีกครั้งหนึ่ง!”
จินเฟิงเหลือบตามองต้าหลิวแวบหนึ่ง “ตัวเจ้าเองฝึกฝนไม่ดี ขนาดหญิงสาวยังเอาชนะไม่ได้แล้วยังกล้ามาบ่นข้า หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะตั้งใจฝึกฝนให้มากขึ้น จงฝึกศิลปะการต่อสู้ให้ดีแล้วค่อยเอาคืนชิ่นเอ๋อร์ไม่ได้หรือยังไง?”
“ท่านอาจารย์ พูดเช่นนี้ท่านไม่รู้สึกเสียใจบ้างหรือ?”
ต้าหลิวพูดด้วยความเศร้าสลด “ชิ่นเอ๋อร์มีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงสอนตั้งแต่เด็ก ข้าฝึกทั้งชีวิตก็ไม่มีทางชนะนางได้!”
“รู้ว่าเอาชนะไม่ได้ ยังไปยั่วโมโหหรือ?”
จินเฟิงหยิบแปรงสีฟัน ขณะตักน้ำก็หัวเราะเย้าแหย่ต้าหลิว
“ข้าน่ะหรือจะกล้าไปหาเรื่องนาง คงเป็นเพราะท่านหลับนอนกับองค์หญิงเก้า นางเลยระบายใส่ข้าน่ะสิ!”
ต้าหลิวยื่นเกลือที่ใช้แปรงฟันให้จินเฟิง “ข้าไม่สน ครั้งนี้ต้องนับเป็นบาดเจ็บจากการทำงาน”
“ได้ ๆ เห็นแก่ที่เจ้าแย่ขนาดนี้ ข้าออกเงินให้สองตำลึงเงินเป็นค่าหมอให้ก็แล้วกัน” จินเฟิงกล่าวปลอบใจต้าหลิว
ต้าหลิวกำลังจะเอ่ยปาก แต่พอเห็นจูหลิงหลงกับมารดาของนางเดินเข้ามา จึงปิดปากเงียบ
“เหนียงเหนียง แม่นางหลิงหลงมาได้อย่างไรกัน?”