ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 682 โจทย์ยาก
บทที่ 682 โจทย์ยาก
จูหลิงหลงนับว่าเป็นผู้ที่ยุ่งที่สุดในบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาของจินเฟิงช่วงนี้
โรงแลกเงินจินชวนผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ช่วงนี้ไม่ว่าจะไปที่ใดก็จะพบกับจุดรับเรื่องของโรงแลกเงิน
จูหลิงหลงในฐานะผู้ดูแลโรงแลกเงิน ช่วงนี้จึงแทบจะไม่ได้หยุดพัก ต้องเดินทางไปทั่วทุกสารทิศ
แม้ว่าจินเฟิงจะเคยเล่าถึงแนวคิดนี้กับนางตั้งนานแล้วและจูหลิงหลงก็เริ่มคัดเลือกและฝึกฝนผู้ช่วยเหลืออย่างตรงจุดตั้งแต่ตอนนั้น
ทว่าอัตราการเติบโตของโรงแลกเงินนั้นกลับเกินกว่าที่จินเฟิงและจูหลิงหลงคาดการณ์ไว้ ตอนนี้การขยายไปยังพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันตกของชวนสู่ เกือบทุกอำเภอต่างก็ต้องการตั้งจุดบริการ แม้ว่านางจะปิดร้านใหญ่ในเมืองซื่อชวนไปแล้วก็ตาม แต่จำนวนคนก็ยังคงไม่เพียงพออยู่ดี
นางมาหาจินเฟิงก็เพื่อมาแก้ไขปัญหานี้
จินเฟิงฟังจูหลิงหลงเล่าจบ ก็เอ่ยถามว่า “แม่นางหลิงหลง เจ้าต้องการคนจำนวนเท่าใด”
“แน่นอนว่ายิ่งมากยิ่งดี”
“แม่นางหลิงหลง เช่นนี้มิใช่ว่าเจ้ากำลังทำให้ข้าลำบากใจหรือ”
จินเฟิงกล่าวอย่างขมขื่น “กะทันหันเช่นนี้ ให้ตายสิ ข้าจะไปหาคนเขียนหนังสือและคิดเลขเป็นจำนวนมากเช่นนั้นได้ที่ใด?”
“ท่านอาจารย์ไม่ต้องหาคนเก่งกาจถึงขั้นนั้นหรอก เพียงแค่จดจำตัวเลขและช่วยงานได้ก็พอ”
จูหลิงหลงตอบ “ตอนกิจการที่โรงแลกเงินล้วนแล้วแต่เป็นการกู้ยืมและคำนวณดอกเบี้ยอย่างง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือนที่เมืองซื่อชวน นักบัญชีส่วนใหญ่จึงสามารถดูแลโรงแลกเงินได้ด้วยตนเอง ข้าจึงคิดจะแยกพวกเขาออกไปประจำตามโรงแลกเงินแห่งอื่น ส่วนงานจ่ายเงินให้ชาวบ้านค่อยหาคนมาช่วยอีกที”
จินเฟิงมองนางอย่างเข้าใจ
เดิมทีโรงแลกเงินแต่ละแห่งต่างมีนักบัญชีหลายคน
จูหลิงหลงจึงคิดจะแยกนักบัญชีเหล่านั้นออกไป ทำให้โรงแลกเงินหนึ่งแห่งสามารถขยายเป็นหลายแห่งได้
“วิธีการที่เจ้าเอ่ยถึงใช้ได้ทีเดียว”
จินเฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “เหนียงเหนียง พวกเจ้ารอสักครู่ต้าหลิว ไปตามจงหลิงเอ่อร์มา!”
“ทราบ!” ต้าหลิวรับคำแล้วหมุนตัววิ่งออกไป
ไม่นานนัก ก็พาหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามา
“หลิงหลง ข้าจะแนะนำนางให้เจ้ารู้จัก”
จินเฟิงผายมือไปที่หญิงสาวแล้วกล่าวว่า “นางนามว่า จงหลิงเอ่อร์ แม่นางจงเป็นผู้ดูแลร้านกลุ่มแรกที่เสียวเป่ยคัดเลือกมาเอง นางมีความสามารถยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ประจำอยู่ที่กวางเหยวียน รับหน้าที่เป็นผู้ดูแลหอการค้า ตอนนี้งานของข้ารัดตัว เสียวเป่ยจึงให้นางมาช่วยงานข้า”
“ยินดีที่ได้รู้จัก แม่นางจง!”
จูหลิงหลงรีบทำความเคารพ
ในช่วงแรกก่อตั้งหอการค้า กวางเหยวียนเปรียบเสมือนศูนย์กลางของหอการค้า มีความสำคัญยิ่ง
ผู้ที่สามารถรับหน้าที่ดูแลกวางเหยวียนในตอนนั้น ล้วนเป็นคนสนิทของจินเฟิงและถังเสียวเป่ยทั้งสิ้น
“แม่นางจง นี่คือผู้รับผิดชอบโรงแลกเงินจินชวน แม่นางจูหลิงหลง นี่คือมารดาของนาง ทั้งสองล้วนเก่งกาจมาก”
จินเฟิงผายมือไปยังจูหลิงหลงและจูเฉินซื่อพร้อมแนะนำให้จงหลิงเอ่อร์รู้จัก
“ทำความเคารพเหนียงเหนียง ยินดีที่ได้พบแม่นางจู!”
จงหลิงเอ่อร์รีบทำความเคารพ พร้อมกับมองจูหลิงหลงและมารดาของนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ตอนนี้ทุกคนสามารถเห็นได้ชัดว่าจินเฟิงต้องการสนับสนุนโรงแลกเงินจินชวนอย่างเต็มที่ จูหลิงหลงซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโรงแลกเงิน มีสถานะเสมอกับถังเสียวเป่ยซึ่งเป็นผู้ดูแลร้านของหอการค้า
และนางยังดูแลโรงแลกเงิน เรียกได้ว่าเป็นแม่ทัพใหญ่ด้านการเงินของจินเฟิง ความสำคัญยิ่งไม่ต้องพูดถึง
“หลิงเอ่อร์ โรงแลกเงินเติบโตเร็วเกินไปและคนงานไม่พอ ทางหอการค้าพอจะช่วยเหลือได้บ้างหรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถาม
เมื่อขนาดของหอการค้าขยายตัวขึ้น เมืองหลวง ซีเหอวานและเจียงหนานก็ยิ่งทวีความสำคัญขึ้น ขณะที่ความสำคัญของกวางเหยวียนกลับลดลง หากปล่อยให้บุคคลผู้มีความสามารถอย่างจงหลิงเอ่อร์อยู่ที่กวางเหยวียนต่อไปนับว่าเป็นการเสียของ
ก่อนหน้านี้จวิ้นโส่วผู้เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่คอยแต่จะสร้างความลำบากให้ กวานเสี่ยวโหรวจึงย้ายจงหลิงเอ่อร์กลับมายังซีเหอวาน
ต่อมาเซี่ยสี่กวางถูกองค์หญิงเก้ากำจัด ถังเสียวเป่ยจึงไม่ได้ให้จงหลิงเอ่อร์กลับไปกวางเหยวียน แต่ให้นางมาช่วยจินเฟิงที่ซีเหอวาน
ยิ่งกิจการของจินเฟิงขยายตัวมากขึ้นเท่าใด ภารกิจของเขาก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น บ่อยครั้งที่จินเฟิงต้องวุ่นวายกับเรื่องราวมากมาย
งานของจงหลิงเอ่อร์คือการช่วยจินเฟิงจัดระเบียบเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้น นางจะจัดลำดับความสำคัญของงานแต่ละอย่างแล้วทำเป็นตารางส่งให้จินเฟิง
พูดง่าย ๆ ก็คือนางคือผู้ช่วยส่วนตัวของจินเฟิง
แม้ว่าจงหลิงเอ่อร์จะเพิ่งมาทำงานได้ไม่นานและยังคงอยู่ในช่วงเรียนรู้งาน แต่จินเฟิงก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก
ยกตัวอย่างเช่นในตอนนี้ จินเฟิงไม่รู้เลยว่าหอการค้ามีสาขากี่แห่ง มีลูกจ้างกี่คน แต่เมื่อเอ่ยถึงความคิดของจูหลิงหลง จงหลิงเอ่อร์ก็เข้าใจความต้องการของเขาในทันที
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “ตอนนี้ทุกตัวอำเภอของชวนสู่ล้วนมีจุดรับซื้อของหอการค้าเราทั้งสิ้น หากให้แต่ละจุดส่งคนไปช่วยโรงแลกเงินชั่วคราวสักสองสามคน ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา”
“ทุกตัวอำเภอของชวนสู่มีจุดรับซื้อหรือ?” จินเฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง
แม้แต่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าหอการค้าของตนนั้นเติบโตขึ้นมากมายถึงเพียงนี้แล้ว
แต่ครู่เดียวก็เข้าใจได้ในทันที
ตอนนี้สบู่หอมกลายเป็นของจำเป็นของหอนางโลมไปเสียแล้ว อำเภอใดเล่าจะไม่มีหอนางโลม หอนางโลมใดเล่าจะไม่ใช้สบู่หอม เช่นนี้แล้วย่อมต้องมีจุดรับซื้อของหอการค้าในทุกตัวอำเภอเป็นธรรมดา
“เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเจ้าสองคนประสานงานกัน ทุกอย่างให้เห็นแก่การบรรเทาภัยทุกข์เป็นสำคัญ ให้หอการค้าให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่”
จินเฟิงสั่งการ
“เข้าใจแล้ว!”
จงหลิงเอ่อร์พยักหน้าตอบรับ
จูเฉินซื่อเห็นว่าจินเฟิงพวกเขาพูดคุยกันเสร็จแล้ว นางจึงก้าวขึ้นมาข้างหน้าและกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ข้าก็มีเรื่องจะพูดเช่นกัน”
“เชิญเหนียงเหนียงว่ามาเถิด” จินเฟิงหันกลับมามองจูเฉินซื่ออย่างตั้งใจ
“หลายวันมานี้ ข้าได้ติดตามหลิงหลงไปหลายที่ ไปดูหลายยุ้งฉางเพื่อสอบถามเรื่องปริมาณเสบียงที่สะสมไว้ในแต่ละที่”
จูเฉินซื่อกล่าวต่อ “ตอนนี้พวกเรามีค่าใช้จ่ายมากมายนัก เสบียงอาหารที่ขนออกไปแต่ละวันนับไม่ถ้วน ข้ายังได้ยินมาว่าช่วงนี้การประมูลที่เมืองหลวงโดนกดราคาอยู่ตลอด ในขณะเดียวกันราคาข้าวที่เจียงหนานก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ท่านอาจารย์ยังคิดจะขยายโรงแลกเงิน เพิ่มวงเงินกู้ยืมอีก ข้าเกรงว่าเสบียงอาหารของท่านอาจารย์กับองค์หญิงคงจะต้านไม่ถึงปีหน้าที่ข้าวใหม่จะออกรวงหรอก”
“ปัญหาที่เหนียงเหนียงกล่าวมาก็มีอยู่จริง แต่ก็ไม่มีหนทางอื่นเพราะเราต้องช่วยเหลือให้ราษฎรผ่านพ้นช่วงฤดูหนาวนี้ไปก่อน”
จินเฟิงส่ายหน้าและกล่าวอย่างจนใจว่า “เรื่องเงินเรื่องข้าว พวกข้าจะหาวิธีจัดการต่อไป”
เขาฟังรู้ความนัยของจูเฉินซื่อ
ปีนี้ชวนสู่ประสบภัยในวงกว้าง บรรดาข้าวที่เขาและองค์หญิงเก้าหามาได้ไม่อาจช่วยเหลือราษฎรทั่วทั้งชวนสู่ได้เลย
หากฝืนขยายพื้นที่ช่วยเหลือออกไป อีกไม่ทันถึงปีหน้าที่ข้าวใหม่จะออก ข้าวในหอการค้าก็คงหมดลงเสียก่อน
เมื่อถึงเวลานั้น ข้าวเก่ายังไม่ทันหมดข้าวใหม่ก็ยังไม่ออก ราษฎรก็คงจะอดตายอยู่ดี
หากเป็นแบบนั้นสิ่งที่ท่านจินเฟิงทำไปทั้งหมดก็คงไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
นัยที่จูเฉินซื่อเอ่ยมิใช่สิ่งใด คืออย่าให้ความช่วยเหลือผู้คนมากนัก เช่น หากช่วยเหลือเพียงสามสี่อำเภอ ก็จะเหลือเสบียงเพียงพอจนถึงปีหน้า
แท้จริงแล้วจินเฟิงล่วงรู้ปัญหานี้ดี
ส่วนสถานการณ์ในเมืองหลวงนั้น เขาก็คาดเดาได้แต่แรกแล้ว
องค์หญิงเก้าสังหารเหล่าผู้มีอำนาจไปมากมาย หอการค้าในเมืองหลวงย่อมถูกเพ่งเล็ง ทั้งในเรื่องจุดรับเรื่องและการประมูล
ด้วยเหตุนี้ ก่อนลงมือจินเฟิงจึงได้แจ้งแก่ลั่วหลานและคนอื่น ๆ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการล่าถอย
จินเฟิงเองก็เตรียมใจไว้แล้วสำหรับการสูญเสียหอการค้า โรงประมูลและสำนักคุ้มภัยไป
แต่พวกตระกูลชิ่งกลับช่วยเหลือได้เกินกว่าที่จินเฟิงคาดคิด พวกเขารักษาหอการค้าเอาไว้ได้
เพียงแต่หอการค้าและร้านค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำการค้ากับคนร่ำรวย เมื่อมีปัญหากับผู้มีอำนาจ การค้าก็ย่อมซบเซาลง
เหล่าพ่อค้าผู้มั่งคั่งต่างก็ไม่กล้าไปอีก เพราะกลัวว่าจะไปกระทบกระทั่งกับผู้มีอำนาจเข้า
เมืองหลวงคือเมืองที่ร่ำรวยที่สุดในแคว้นต้าคัง หอการค้าในเมืองหลวงก็เปรียบเสมือนตู้กดเงินของจินเฟิงที่คอยมอบความมั่งคั่งมหาศาลให้เขาในทุกเดือน
บัดนี้รายได้ส่วนนี้ไม่มีเสียแล้ว
ทางฝั่งเจียงหนาน คนที่สามารถซื้อสุ่ยอวี้ได้มีจำนวนจำกัด ขายได้ไม่กี่เดือน ยอดขายสุ่ยอวี้ก็เริ่มลดลง
ส่วนช่องว่างที่ชวนสู่ต้องการใช้เสบียงกลับยิ่งทวีคูณ
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัญหาที่จินเฟิงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
หลังจากส่งจูหลิงหลงกลับไปแล้ว จินเฟิงก็พาต้าหลิวมาที่ลานบ้านข้าง ๆ
และไม่ได้สนใจแม่นางชิ่นเอ๋อร์ที่เฝ้าอยู่หน้าประตู ก่อนจะเดินตรงเข้าไปข้างใน