ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 117 ความอยุติธรรมอันโหดร้าย
ซันนี่สัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดผ่านแก้มเบาๆ จากนั้นบางสิ่งก็เคลื่อนไหวในความมืดของบ่อน้ำ
เขากระชับด้ามดาบเศษเสี้ยวเที่ยงคืนแน่น เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด อีกด้านหนึ่งของรอยแยกมืด นักบุญหินค่อยๆ ยกโล่ขึ้นและวางใบดาบลงบนขอบโล่
…อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่มีอะไรต้องกลัว
ครู่ต่อมา ร่างที่สง่างามก็ปรากฏขึ้นในอากาศ ลอยตัวขึ้นเหนือปากบ่อ ก่อนจะร่อนลงสู่พื้นหินด้านหน้าอย่างนุ่มนวล
มุมปากของซันนี่กระตุก เจ้าของน้ำเสียงที่มีเสน่ห์คนนี้เป็นมนุษย์จริงๆ เขาเป็นชายหนุ่มที่สวมเกราะแผ่นบางน้ำหนักเบา มีเส้นผมสีน้ำตาลแดงเข้มสลวยและดวงตาสีเขียวที่สะกดสายตา ชุดเกราะที่พอดีตัวของเขาทำจากหนังสีน้ำตาลขัดเงา โดยมีเครื่องแต่งกายปักลวดลายสีน้ำเงินเข้มอยู่ด้านใน
ทว่า ในวินาทีนั้น เขากลับหวังให้ไคกลายเป็นปีศาจจริงๆ เสียยังดีกว่า
เพราะไอ้หมอนี่ไม่เพียงแต่มีน้ำเสียงที่มีเสน่ห์ที่สุดเท่าที่เขาเคยได้ยินมา แต่มันยังหล่อวัวตายควายล้มอีกด้วย
ให้ตายสิ มันช่างไม่ยุติธรรมสิ้นดี!
ไคทั้งสูง โปร่ง และหล่อเหลาอย่างเหลือเชื่อ ใบหน้าของเขาเล็กได้รูปสมบูรณ์แบบและงดงาม มีโหนกแก้มสูงและผิวสีงาช้างที่ไร้ที่ติ ดวงตาสีเขียวของเขาทรงพลังอย่างยิ่ง และริมฝีปากของเขาก็นุ่มนวลอวบอิ่มเหมือนกับ… เอ่อ…
‘นี่… นี่ฉันกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย?’
ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนเขาจะครอบครองเสน่ห์อันอบอุ่นประเภทพิเศษที่ทำให้บางคนดูน่าดึงดูดจนแทบต้านทานไม่ได้ ซันนี่คงไม่แปลกใจเลยถ้าจะพบว่ามีสาวๆ เป็นโขยงยอมสยบแทบเท้าไคทุกครั้งที่เขาเดินผ่านไปเฉยๆ หรืออาจจะมีผู้ชายบางคนด้วยก็ได้
ที่แย่ไปกว่านั้น ไอ้หมอนี่ดูเหมือนจะเป็นคนดีจริงๆ โดยไม่มีร่องรอยของความหยิ่งยโสหรือถือตัวปรากฏบนใบหน้าอันหล่อเหลานั่นเลย มีประกายแห่งอารมณ์ขันขี้เล่นซ่อนอยู่ลึกในดวงตา และมั่นใจได้เลยว่าเมื่อไคยิ้ม ลักยิ้มน่ารักๆ จะต้องปรากฏขึ้นบนแก้มของเขาแน่นอน
คุณแทบจะเกลียดไอ้หมอนี่ไม่ลงด้วยซ้ำ!
เวลาสองสัปดาห์ที่ถูกขังอยู่ในหลุมมืดลึกไม่ได้ทำให้ความเจิดจรัสของเขาลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย
สรุปสั้นๆ คือ ไคเป็นคนที่สวยงามที่สุดเท่าที่ซันนี่เคยเห็นมา แม้จะเปรียบเทียบกับผู้ตื่นรู้คนอื่นๆ ก็ตาม เขาดูเหมือนพวกไอดอลบนหน้าจอที่ผู้คนชอบคลั่งไคล้ แต่ดูเหมือนตัวจริงจะน่าดึงดูดยิ่งกว่าเสียอีก
ซันนี่เหลือบมองตัวเอง รู้สึกอยากจะขบเคี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความขัดใจ
‘นี่มันคือ… ความอยุติธรรมอันโหดร้าย ชัดๆ เลย’
ในขณะเดียวกัน ไคสังเกตเห็นดวงตาทับทิมที่ลุกโชนของนักบุญหิน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแสงเพียงอย่างเดียวในความมืดมิดสนิทของราตรี เขาถึงกับผงะถอยหลังด้วยสีหน้าซีดเผือด
“แย่แล้ว! เป็นปีศาจจริงๆ ด้วย!”
ซันนี่หลุดจากภวังค์การสมเพชตัวเองและกะพริบตา จากนั้นด้วยความรู้สึกหมั่นไส้เล็กน้อย เขาจึงพูดว่า:
“ฉันอยู่ข้างหลังนาย ไอ้โง่”
ไคชะงักกึก แล้วค่อยๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ซันนี่สังเกตเห็นว่าชายหนุ่มยกมือข้างหนึ่งขึ้น เตรียมพร้อมที่จะเรียกความทรงจำอะไรก็ตามที่เขาใช้เป็นอาวุธออกมาอย่างเห็นได้ชัด
แน่นอนว่าในความมืดมิด ไคมองไม่เห็นเขาหรอก
‘ดีละ อย่าเพิ่งให้หมอนี่รู้เลยว่าฉันไม่ได้… เอ่อ… หน้าตาดีเหมือนเขาไปอีกสักพักแล้วกัน’
ซันนี่แสร้งทำเป็นสงบนิ่งและถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย:
“ฉันบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันมีเสียงสะท้อน? นั่นคือเธอเองแหละ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ดวงตาพวกนั้นไม่ใช่ดวงตาของฉัน”
ผู้หลับใหลสุดหล่อลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ก่อนจะพูดว่า:
“ซันเลส? นายเป็นมนุษย์จริงๆ ใช่ไหม?”
จนถึงขณะนี้ ทั้งคู่เป็นเพียงเสียงที่ไร้ตัวตนต่อกันและกัน แต่ตอนนี้ ในขณะที่ซันนี่มั่นใจแล้วว่าไคไม่ใช่สิ่งสยองขวัญโบราณ… หรืออย่างน้อยก็ดูไม่เหมือน… อดีตนักโทษในบ่อน้ำก็ยังคงอยู่ในความมืด ทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรม
“ครั้งล่าสุดที่ฉันเช็ค ฉันก็ยังเป็นมนุษย์อยู่นะ ใช่ ถ้านายมีความทรงจำที่สร้างแสงสว่างได้ ก็นำมันออกมาดูให้เห็นกับตาตัวเองสิ”
ไคลังเล
“พวกสัตว์ร้ายแห่งฝันร้ายจะไม่ถูกดึงดูดมาเพราะแสงเหรอ?”
‘ฉลาดและระมัดระวัง ฉันชอบแฮะ’
ซันนี่ส่ายหัว
“ปกติก็ใช่ แตลานบ้านนี้สันโดษมาก แถมแถวนี้ก็ไม่ค่อยมีอสุรกายเท่าไหร่ ฉันเดาว่านั่นคงเป็นเหตุผลที่พวกนักเลงพวกนั้นเลือกที่นี่เป็นที่ขังนายละมั้ง”
ไคเรียกโคมกระดาษที่ส่องแสงสีเหลืองนวลออกมาพร้อมถอนหายใจด้วยความโล่งอก ซันนี่ส่งเสียงซี้ดปาก
“อ๊าก! ให้ตายสิ!”
เขาอาศัยสัญชาตญาณเงาเพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของชายหนุ่ม พลางยกมือขึ้นบังตา เนื่องจากคุ้นเคยกับความมืด ดวงตาของเขาจึงไม่พร้อมรับแสงสว่างที่ปรากฏขึ้นกะทันหันเช่นนี้
แน่นอนว่าซันนี่รู้ดีว่าเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้น เขาจงใจยอมให้ตัวเองตาพร่าไปชั่วขณะเพื่อให้ไครู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ของเขามากขึ้น
“โอ้! ขอโทษที”
ชายหนุ่มรูปงามลดโคมไฟลงเล็กน้อยและเงยหน้าขึ้น พยายามมองหาผู้ปลดปล่อยที่ลึกลับของเขาให้ชัดเจนเสียที
จากนั้น ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย เขาค่อยๆ ก้มหน้าลงและมองต่ำลงมา
‘เยี่ยม ไม่ได้รู้สึกอัปยศเลยสักนิด!’
ไคจ้องมองซันนี่อยู่สองสามวินาที และหลังจากตระหนักว่าเขาเป็นมนุษย์จริงๆ เขาก็มอบรอยยิ้มที่เจิดจ้าให้
รอยยิ้มของเขามีเสน่ห์พอๆ กับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย แม้แต่ลักยิ้มน่ารักๆ ที่ซันนี่จินตนาการไว้ว่าจะปรากฏบนแก้มอย่างแน่นอน ก็อยู่ที่นั่นจริงๆ ในความงดงามขั้นสุด
มันน่าหมั่นไส้สิ้นดี
“แหม… ประหลาดใจจริงๆ! ฉันเกือบจะมั่นใจแล้วว่านายจะกลายเป็นอสูรกายที่น่าสะพรึงกลัว แต่นายไม่ใช่ นายเป็นมนุษย์จริงๆ แถมยังเป็นพ่อหนุ่มที่น่ารักซะด้วย!”
ซันนี่ไอแห้งๆ
‘อะ… เมื่อกี้เขาเรียกฉันว่า “พ่อหนุ่มที่น่ารัก” งั้นเหรอ? กล้าดียังไง! เอ้อ หมายถึง… ขอบใจนะ? นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?’
ในขณะเดียวกัน ไคก็ขมวดคิ้ว
“แต่ซันเลส…”
“อะไร?!”
ผู้หลับใหลรูปงามกะพริบตาปริบๆ
“ฉันขอถามอะไรหน่อยได้ไหม? ถ้านายไม่ได้อาศัยอยู่ในปราสาทหรือเขตที่ตั้งถิ่นฐานด้านนอกจริงๆ แล้วนายอาศัยอยู่ที่ไหนล่ะ?”
ซันนี่ไหวไหล่
“ก็มันมีทางเลือกเหลืออยู่อีกกี่ทางกันเชียว? ฉันก็อาศัยอยู่ในเมืองนี่แหละ”
ไคลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่แล้วทันใดนั้น ประกายแห่งการรับรู้ก็จุดขึ้นในดวงตาสีเขียวที่น่าหลงใหลของเขา
“โอ้! ฉันคิดว่าฉันเคยได้ยินเรื่องของนายนะ! นายคือเด็กบ้าที่อาศัยอยู่คนเดียวในซากปรักหักพังนั่นใช่ไหม?”
ซันนี่จ้องมองเขาด้วยสายตาพิฆาต
‘ทำไมใครๆ ก็เอาแต่เรียกฉันว่า “เด็ก” กันนะ? แล้วทำไมต้องเรียกฉันว่า “บ้า” ด้วย?! ฉันไม่ได้บ้านะ!’
เขาถอนหายใจยาวก่อนจะตอบว่า:
“ใช่ นั่นแหละฉันเอง จะเรียกฉันว่าซันนี่ก็ได้นะ ว่าแต่พอนายได้รู้จักฉันดีขึ้น นายจะรู้ว่าความจริงแล้วฉันไม่ได้บ้าขนาดนั้น”
ไคมองเขาด้วยความสงสัย เมื่อเห็นดังนั้นซันนี่จึงยิ้มกว้าง เขาตัดสินใจที่จะแกล้งชายหนุ่มที่หล่อเหลาจนน่าหมั่นไส้คนนี้สักหน่อย
แน่นอนว่าด้วยข้อจำกัดจากจุดบกพร่องของเขา เรื่องนี้ต้องใช้ศิลปะในการพูดนิดหน่อย
ซันนี่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูตื่นเต้นเกินจริง:
“แถมความจริงแล้วฉันไม่ได้อยู่คนเดียวด้วยนะ! ฉันมีพวกสิ่งมีชีวิตมากมายอยู่เป็นเพื่อน นายจะเรียกพวกมันว่าเพื่อนของฉันก็ได้ มีก้อนหินพูดได้ที่บางครั้งก็ชอบสั่งให้ฉันทำโน่นทำนี่ แล้วก็ยังมีเงาของฉันด้วย มันมีความคิดเห็นที่น่าสนใจเยอะเลยล่ะ!”
เขาจ้องมองไคด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจ เมื่อใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มเริ่มซีดลงเล็กน้อย ซันนี่ก็หัวเราะออกมา
“โธ่ ผ่อนคลายหน่อยสิพวก ฉันก็แค่ล้อเล่นกับนายน่ะ”
จากนั้นเขาก็ก้มลงมองที่เงาแล้วเสริมด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มต่ำและดูโกรธเกรี้ยว:
“พวกมันไม่ใช่เพื่อนของฉันจริงๆ หรอก ความจริงคือฉันทนไอ้ก้อนหินนั่นไม่ได้เลย ส่วนเงากับฉัน ช่วงนี้เราแทบไม่ได้คุยกันเลยด้วยซ้ำ…”