ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 122 สี่เดือนก่อน
เนฟิสเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ซันนี่ได้พบเธอ
ภายนอกเธอดูเกือบจะเหมือนเดิม—สูงส่ง แข็งแกร่ง และห่างเหินอย่างประหลาด ราวกับดำรงอยู่แยกขาดจากโลกส่วนที่เหลือเล็กน้อย
เธอยังคงสวมชุดเกราะกองพันดาราซึ่งขับเน้นลายเส้นที่สง่างามของร่างกายที่เพรียวบางและยืดหยุ่น เพียงแต่ตอนนี้มีผ้าคลุมสีขาวพาดอยู่บนไหล่ ซึ่งสีของมันใกล้เคียงกับโลหะบริสุทธิ์ของเกราะแผ่นอันวิจิตรนั้น
เส้นผมสีเงินของดาราแปรเปลี่ยนยาวขึ้นมากจนเกือบถึงไหล่ เมื่อไม่มีทรงผมสั้นแบบทอมบอย เธอก็ดูเป็นผู้ใหญ่และดูเป็นผู้หญิงอย่างประหลาด ทำให้หัวใจของซันนี่เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ดวงตาสีเทาที่สงบนิ่งของเธอยังคงดูโดดเด่นเช่นเคย
ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้นซ่อนอยู่ลึกกว่านั้นมาก บางทีอาจมีเพียงคนที่รู้จักเธอดีเท่าซันนี่เท่านั้นที่จะสังเกตเห็นได้ หรือบางทีอาจเป็นเพราะเขาได้รู้จักเธอดีเกินไปจนม่านหมอกแห่งความเฉยเมยที่ปกคลุมตัวตนที่แท้จริงของเธอเริ่มปริแตก เผยให้เห็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าอยู่ภายใน
เนฟิสดูเหมือนจะมีชีวิตชีวาขึ้นมากในตอนนี้ และดูเหมือนจะ ‘อยู่ตรงนี้’ มากกว่าเดิม ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว แผ่ซ่านไปด้วยความรู้สึกมั่นใจที่พอเหมาะพอดีจนดูเหมือนจะติดต่อกันได้
…นี่คือพลังของเธอ พลังแห่งความเชื่อมั่น
ซันนี่สั่นสะท้านภายใต้สายตานั้น
เนฟคือคนที่เขาโหยหาอยากจะเจอมากที่สุด และในขณะเดียวกัน ก็เป็นคนที่เขาหวังว่าจะไม่ได้เจออีกเลย เธอคือเหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้เขาต้องหนีออกจากปราสาท
เมื่อถูกปลุกให้ตื่นขึ้นด้วยการพบกันที่เป็นดั่งโชคชะตานี้ กระแสความทรงจำมากมายก็พรั่งพรูขึ้นมาในใจของเขา
ถ้าเพียงแต่เขาได้รู้ในตอนนั้น…
ก็นะ มันคงไม่ได้เปลี่ยนอะไรหรอก จริงๆ นะ
เมื่อสี่เดือนก่อน ในคืนที่พวกเขาเสี่ยงภัยออกไปในทะเลต้องคำสาปด้วยเรือที่ทำจากกระดูกอสูร ซันนี่กำลังสั่นสะท้านท่ามกลางสายลม
…หลังจากผ่านช่วงเวลาชั่วนิรันดร์ในอ้อมกอดอันหนาวเหน็บของความมืดมิด ราตรีอันยาวนานแห่งการหลบหนีของพวกเขาก็มาถึงช่วงลมหายใจสุดท้าย เขาขยับตัวและหันไปทางทิศตะวันตก ที่ซึ่งเส้นสายสีม่วงอ่อนจางๆ ปรากฏขึ้นเหนือขอบฟ้า
เขาสั่นเทา ลิ้มรสริมฝีปากตัวเองแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า:
“แคส แคสซี่ เช้าแล้วนะ”
หลังจากเขาเอ่ยคำนั้นออกมา เศษเสี้ยวสุดท้ายของพละกำลังที่ประคองซันนี่ไว้ก็เลือนหายไป เขาทรุดตัวลงบนก้อนหิน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างหนักหน่วง
รุ่งอรุณใหม่พร้อมจะอาบไล้นรกที่อ้างว้างของชายฝั่งที่ถูกลืมด้วยแสงอาทิตย์อันอบอุ่น พวกเขารอดชีวิตแล้ว
ผู้หลับใหลทั้งสามคนเกาะอยู่บนมือหินยักษ์ที่ยื่นออกมาจากคลื่นสีดำ ราวกับถูกเทพธิดาชูไว้เหนือหุบเหวที่ไร้แสง ซันนี่และแคสซี่กอดกันเพื่อสร้างความอบอุ่น ในขณะที่เนฟิสนอนอยู่ใจกลางฝ่ามือหินโดยที่ยังไม่ได้สติ ผิวสีงาช้างของเธอที่มองเห็นผ่านรอยแตกของชุดเกราะที่พังยับเยินนั้นดูซีดเซียวและไร้เรี่ยวแรง
‘พวกเราทำได้แล้ว’
พวกเขาหนีพ้นเงื้อมมือของจอมเขมือบวิญญาณ ล่องเรือผ่านความมืดมิดต้องคำสาป และถึงขั้นรอดชีวิตจากการต่อสู้กับผู้อยู่อาศัยในส่วนลึกที่น่าสยดสยองมาได้… ด้วยปาฏิหาริย์บางอย่าง
ซันนี่แทบไม่เชื่อเลยว่าพวกเขาจะจัดการกับการหลบหนีที่บ้าบิ่นนี้ได้สำเร็จ ตั้งแต่วินาทีที่เขาเรียนรู้เกี่ยวกับคำสาปสะกดจิตที่ต้นไม้ปีศาจโบราณวางไว้ในจิตใจ เขาก็รู้สึกว่าโอกาสที่จะช่วยตัวเองให้รอดจากต้นไม้อันชั่วร้ายและตะกละตะกลามนั้นมีน้อยมากเสียยิ่งกว่าน้อย บางทีอาจเป็นเพราะมันได้พรากอาวุธที่อันตรายและผ่านการพิสูจน์มามากที่สุดของเขาไป… นั่นคือจิตใจของเขาเอง
แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ทำสำเร็จจนได้
ด้วยความเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ซันนี่หลับตาลงและฟังเสียงทะเลสีดำที่กำลังถอยร่นเพื่อหลบซ่อนจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะมาถึง โดยที่เขาไม่ทันรู้ตัว เขาก็เข้าสู่อ้อมกอดของนิทรา
เมื่อเขาตื่นขึ้นมา ดวงอาทิตย์ก็ลอยสูงอยู่บนฟ้าแล้ว ซันนี่คาดว่าเขาจะรู้สึกเหมือนคนพิการเมื่ออะดรีนาลีนหมดไปจากร่างกายที่บอบช้ำ แต่ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอย่างที่คาดไว้แม้แต่ครึ่งเดียว ใยโลหิต ช่างเป็นคุณลักษณะที่มหัศจรรย์จริงๆ สำหรับคนที่มักจะเจอแต่เรื่องหายนะอย่างเขา
แม้แต่นิ้วที่หักของเขาก็ไม่เจ็บมากขนาดนั้นแล้ว
ถึงอย่างนั้น ซันนี่ก็ยังต้องครางออกมาตอนที่ลุกขึ้นนั่ง
แคสซี่กำลังนอนอยู่ข้างๆ เธอหมดแรงจากเหตุการณ์เมื่อคืนพอๆ กับเขา… หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ ใบหน้าอันบอบบางของเธอดูเปราะบางและซีดเซียว ขมวดคิ้วด้วยความกังวล ซันนี่ถอนหายใจ
เนฟิสยังคงไม่ฟื้นคืนสติ ในช่วงเวลาที่เขาหลับไป เด็กสาวตาบอดใช้ผ้าคลุมของเธอคลุมร่างของดาดราแปรเปลี่ยนไว้ เพื่อช่วยรักษาความอบอุ่น เนฟนอนนิ่งไม่ไหวติง ใบหน้าไร้สีเลือด มีเพียงเสียงลมหายใจที่แผ่วเบาเท่านั้นที่บอกซันนี่ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่
เขาสั่นสะท้าน เมื่อนึกถึงภาพอันน่าสยดสยองยามที่เนื้อหนังที่แหลกเหลวของเธอรักษาตัวเองในเตาหลอมของเปลวเพลิงบริสุทธิ์ การปลดปล่อยเปลวเพลิงนั้นส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเนฟิสเสมอ นำมาซึ่งความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานที่ไม่อาจจินตนาการได้
ใครจะรู้ว่าเธอต้องจ่ายราคาเท่าไหร่เพื่อดึงตัวเองออกมาจากประตูแห่งการลืมเลือน? ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเธอสามารถใช้มันเพื่อรักษาตัวเองได้
บางทีมันอาจจะมีเหตุผลที่เธอไม่เคยทำแบบนั้นในอดีต เวลาเท่านั้นที่จะบอกได้
‘ได้เวลาประเมินสถานการณ์แล้ว’
ซันนี่ละสายตาจากดาราแปรเปลี่ยนและมองไปรอบๆ พยายามวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของพวกเขา หัวใจของเขาหนักอึ้ง
ถ้าพวกเขารอดจากการโจมตีของสัตว์ประหลาดหนวดและการอับปางของเรือมาได้ เพียงเพื่อจะพบว่าตัวเองติดอยู่กลางทะเลต้องคำสาปโดยไม่มีทางไปต่อ นั่นคงจะเป็นตลกร้ายของโชคชะตาอย่างแท้จริง
ทางทิศตะวันออกไม่มีอะไรนอกจากความเวิ้งว้างของหลุมอุกกาบาตยักษ์ ทางทิศอื่นก็…
ซันนี่ชะงัก เมื่อสังเกตเห็นเส้นสีมืดในระยะไกล นั่นมัน… นั่นมันคือขอบด้านตะวันตกของหลุมอุกกาบาต พวกเขาเกือบจะข้ามมันมาได้แล้ว!
ด้วยความตื่นเต้นที่บีบคั้นหัวใจ ซันนี่รีบหันกลับไปมองทางทิศตะวันตก ดวงตาของเขาเบิกกว้าง
ชั่วขณะหนึ่ง สมองของเขาว่างเปล่าและเงียบงัน จากนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา:
‘พวกเราอยู่ใกล้แค่นิดเดียวเอง…’
เขานั่งนิ่งอยู่นาน ลืมเลือนทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว สองสามชั่วโมงต่อมา ในที่สุดแคสซี่ก็ตื่นขึ้นมา เมื่อรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่ข้างๆ เธอแล้ว เธอจึงเรียกด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว:
“ซันนี่?”
เขาเลียริมฝีปาก
“ฉันอยู่นี่”
แคสซี่ลุกขึ้นนั่งและยื่นมือออกไปจนเจอไหล่ของเขา
“ทำไม… ทำไมน้ำเสียงนายฟังดูแปลกๆ แบบนั้นล่ะ?”
ซันนี่กะพริบตา แล้วค่อยๆ หันศีรษะไปมองเด็กสาวตาบอด รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“แคสซี่… พวกเราเจอมันแล้ว พวกเราเจอเมืองที่เธอเห็นแล้วละ”
ในที่สุด เนฟิสก็หมดสติไปนานถึงสองวันเต็ม
ซันนี่เริ่มกังวลเกี่ยวกับเธอจริงๆ แต่แล้วในวันที่สามดาราแปรเปลี่ยนก็ฟื้นคืนสติเสียที ในตอนนั้นเขากำลังนั่งอยู่บนยอดนิ้วชี้ของมือหินยักษ์ จ้องมองไปทางทิศตะวันตกด้วยความรู้สึกที่อบอุ่นและตื่นเต้นในหัวใจ
พวกเราทำได้! ในที่สุดพวกเราจะได้กลับบ้านแล้ว!
ซันนี่แทบรอไม่ไหวที่จะกลับไปยังโลกแห่งความจริง เขาไม่สนใจเรื่องการกลายเป็นผู็ตื่นหรือการก้าวกระโดดของพลังและสถานะที่จะตามมามากขนาดนั้นแล้ว
สิ่งที่เขาใส่ใจมีเพียงเตียงนอนนุ่มๆ กองภูเขาของอาหารเลิศรส และการอาบน้ำอุ่นที่ไม่จำกัดเท่านั้น
ซันนี่ก้มหน้าลงและเหลือบมองเนฟิส พยายามตรวจสอบว่ามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นกับเธอไหม ในเว็บตูนมักจะมีตัวละครที่ต้องทุกข์ทรมานจากอาการความจำเสื่อมก่อนที่เรื่องราวจะดีขึ้นเสมอ
แต่ดาราแปรเปลี่ยนดูเหมือนจะสบายดี เธอยังคงเป็นเนฟคนเดิมที่เขารู้จัก—สูงส่ง แข็งแกร่ง และห่างเหินอย่างประหลาด ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นเธอออกจากโลกส่วนที่เหลือ เมื่อสายตาจากดวงตาสีเทาที่โดดเด่นของเธอจับจ้องมาที่เขา ซันนี่รู้สึกว่าหัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นเล็กน้อย
เขายิ้ม
‘ขอบคุณพระเจ้า!’
เนฟิสขมวดคิ้ว ก้มหน้าลง แล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:
“นายยิ้มอะไร?”
เมื่อรู้ตัวว่าเขากำลังยิ้มกว้างจนถึงรูหูเหมือนคนบ้า ซันนี่กะพริบตาแล้วพยายามไหวไหล่ด้วยท่าทีเพิกเฉยจอมปลอม
‘ยกเลิกแผนการ! เปลี่ยนความสนใจของเธอซะ!’
“ดูข้างหลังเธอสิ”
ภาพสิ่งที่อยู่ทางทิศตะวันตกคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาอารมณ์ดี ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงนัก
เนฟจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วหันหลังกลับไป
เบื้องหลังของเธอ กำแพงเมืองสูงตระหง่านที่สร้างจากหินขัดสีเทาตั้งตระหง่านอยู่เหนือทางลาดของหลุมอุกกาบาตยักษ์
กำแพงนั้นคือสัญญาณที่บอกว่าความทุกข์ทรมานทั้งหมดของพวกเขาไม่ได้สูญเปล่า และความฝันทั้งหมดกำลังจะกลายเป็นจริง
มันคือความหวัง