ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 163 อดีต
ซันนี่จ้องมองแคสเตอร์ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แม้จะมีรอยยิ้มที่เป็นมิตรและน้ำเสียงที่ให้ความมั่นใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าทายาทผู้งามสง่าคนนี้กำลังทำอะไรอยู่
ถึงยังไงเขาก็เติบโตมาในเขตสลัมรอบนอก
แคสเตอร์พูดว่า “ฉันจะช่วยนาย”
แต่ความหมายที่แท้จริงของมันคือ “ฉันจะเป็นเจ้าของนาย”
เพราะไม่มีเครื่องต่อรองไหนจะดีไปกว่าความลับที่น่าสยดสยองอีกแล้ว ความช่วยเหลือของหมอนี่ต้องมีราคาที่ต้องจ่าย
แต่ซันนี่มีทางเลือกอื่นจริงๆ หรือ? นอกเสียจากว่าเขาจะพร้อมสู้และฆ่าแคสเตอร์ทิ้งเสียตรงนั้นเพื่อปิดปากพยานเพียงคนเดียวในอาชญากรรมของเขาไปตลอดกาล ไม่อย่างนั้นเขาก็ปฏิเสธไม่ได้
อีกอย่าง… สิ่งที่แคสเตอร์คิดว่าจะเกิดขึ้นกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆ มันไม่ได้ถูกกำหนดไว้ตายตัวขนาดนั้น ตราบใดที่ซันนี่ยังมีชีวิตอยู่ มันก็ยังมีความหวังที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เขาแค่ต้องผ่านเรื่องนี้ไปให้ได้ ทีละก้าว
ซันนี่ฝืนยิ้มออกมา
“ขอบใจนะ แคสเตอร์ ฉัน… ฉันจะไม่ลืมเรื่องนี้เลย”
จากนั้นเขาก็เหลือบมองศพที่นอนอยู่แทบเท้าและก้าวถอยหลัง เพื่อหลบเลี่ยงแอ่งเลือดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเขายังคงนิ่งสงบ แต่ร่างกายกลับสั่นสะท้านเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
“แล้ว… เราจะทำยังไงกันต่อ?”
ทายาทผู้ภาคภูมิใจนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม:
“อย่างแรกเลย เราจะปล่อยให้ใครเห็นนายในสภาพนี้ไม่ได้ รออยู่ที่นี่สักพัก ฉันจะไปเอาของมาให้นายทำความสะอาดตัว”
ซันนี่ถอนหายใจ เขาไม่อยากจะอยู่ใกล้ๆ ฮาร์เปอร์เลยแม้แต่นิดเดียว แต่แคสเตอร์พูดถูก การเดินไปไหนมาไหนในสภาพโชกเลือดเป็นความคิดที่แย่มาก
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
แคสเตอร์ลังเล
“จากนั้นเราต้องกำจัดศพ แต่… มันคงไม่ง่ายที่จะทำโดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น ถ้าไม่ใช่พวกหนูในสลัม ก็ต้องเป็นพวกทหารยาม แต่ไม่ต้องห่วงนะ… ฉันจะลองหาทางดู นายแค่รอฉันกลับมาก็พอ”
ซันนี่ลังเลพลางสงสัยว่าเขาจะเชื่อใจทายาทคนนี้ได้จริงหรือ? อะไรจะหยุดไม่ให้หมอนี่กลับมาพร้อมกับฝูงชนล่ะ? แต่ไม่หรอก การมีซันนี่ไว้ในกำมือย่อมส่งผลดีต่อแคสเตอร์มากกว่าการกำจัดเขาทิ้งไปเฉยๆ
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังส่งเงาไปจับตาดูหลังจากที่ชายหนุ่มรูปงามคนนั้นเดินจากไป
เมื่อถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังกับซพ ซันนี่ถอนหายใจและนั่งลงบนพื้น พิงหลังกับผนังกระท่อมที่บอบบาง เขาเหนื่อยเหลือเกิน
ราตรีกาลกำลังค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่ซากปรักหักพัง จมทุกสิ่งลงในความมืดมิดที่แสนปลอบประโลม แน่นอนว่าเขายังคงมองเห็นร่างโชกเลือดที่นอนนิ่งอยู่บนหินข้างกาย เป็นครั้งแรกที่ซันนี่นึกอยากให้ดวงตาของเขาไม่สามารถมองทะลุผ่านเงามืดได้
ดวงตาของฮาร์เปอร์ยังคงเบิกกว้าง จ้องมองมาที่เขาราวกับจะกล่าวโทษ
‘ฉัน… ฉันคงต้องติดอยู่กับแกไปตลอดกาลเลยใช่ไหม?’
โดยที่ไม่ต้องเข้าไปดูในทะเลวิญญาณ ซันนี่ก็รู้ดีว่ามีเงาใหม่ดวงหนึ่งได้เข้าร่วมในแถวอันเงียบงันของทุกสิ่งมีชีวิตที่เขาเคยฆ่ามา
สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงแค่รอ
เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า
แคสเตอร์ใช้เวลานานพอสมควรในการรวบรวมทุกอย่างที่จำเป็นโดยไม่ให้ใครสงสัย เขาต้องหลบเลี่ยงสายตาที่คอยจ้องจับผิดและเสียเวลาไปกับการพูดคุยกับผู้คนที่พยายามจะเรียกร้องความสนใจจากเขาเสมอ มีอยู่ช่วงหนึ่ง แม้แต่แคสซี่ก็เข้ามาทักเขา:
“นี่ แคสเตอร์ เห็นซันนี่บ้างไหมคะ?”
ห่างออกไปจากที่พักของพวกเขา ซันนี่ซึ่งนั่งอยู่บนพื้นข้างศพชายหนุ่มที่เขาเพิ่งฆ่า ยิ้มออกมาอย่างมืดมนพลางฟังว่าทายาทคนนั้นจะขุดข้ออ้างอะไรมาอธิบายเรื่องที่เขาหายตัวไป
หลังจากนั้นไม่นาน ความคิดของเขาก็เริ่มล่องลอย เขาฟังเสียงฝนที่ตกกระทบหินข้างนอกและขมวดคิ้ว ฝนมักจะทำให้เขาอารมณ์ไม่ดีเสมอ
เพราะมันทำให้ซันนี่นึกถึงอดีต
ต่างจากเนฟิสที่อดีตเต็มไปด้วยปริศนาและร่องรอยของโศกนาฏกรรม เขามาจากภูมิหลังที่เรียบง่าย เรื่องราวของเขาดูธรรมดาสามัญมากกว่าจะเป็นเรื่องเศร้า มันเป็นเรื่องราวพื้นๆ ของคนที่โชคร้ายซึ่งใช้ชีวิตอย่างยากลำบากและขมขื่นในโลกที่กำลังจะตาย
พ่อแม่ของซันนี่ต่างก็เป็นแรงงานชั้นต่ำ พวกเขายากจนแต่ไม่ถึงกับอดอยาก พ่อของเขาทำงานในทีมซ่อมบำรุงหนึ่งในหลายๆ ทีมที่คอยดูแลแนวกั้นชั้นนอกของเมือง แม่ของเขาทำงานในโรงงานใต้ดินที่ผลิตระบบกรองอากาศ รายได้ของทั้งคู่รวมกันแทบจะไม่พอจ่ายค่าห้องเช่าเล็กๆ ในตึกรังมนุษย์แห่งหนึ่งในเขตสลัมรอบนอก
ไม่กี่เดือนหลังจาก เรน น้องสาวของเขาเกิด ตอนที่ซันนี่อายุประมาณสี่ขวบ พ่อของเขาก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในการทำงาน ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกในหมู่คนงานซ่อมบำรุงเมือง สามปีหลังจากนั้น แม่ของเขาก็ล้มป่วยและจากไปในที่สุด คนงานในโรงงานอย่างเธอมักจะป่วยและตายเพราะสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย ดังนั้นมันจึงไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายเช่นกัน
ซันนี่และเรนถูกส่งไปยังสถานสงเคราะห์เด็กของรัฐ น้องสาวของเขายังเด็กและน่ารัก เธอจึงถูกรับไปเลี้ยงในที่สุด ส่วนซันนี่นั้นโตกว่าและมี “ปัญหาด้านพฤติกรรม” ซึ่งทำให้เขาเป็นที่ต้องการน้อยมาก หลังจากทนทุกข์อยู่หลายปีในบ้านอุปถัมภ์ที่เลวร้ายลงเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็หนีออกมาและเรียนรู้วิธีเอาตัวรอดบนท้องถนนในเขตสลัมรอบนอก
ที่นั่น บนท้องถนน มีเด็กๆ อีกมากมายที่เป็นเหมือนเขา คนที่ต้องทำเรื่องน่ารังเกียจทุกรูปแบบในแต่ละวันเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอดไปถึงเช้าวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเช่นนั้น ส่วนใหญ่ก็อยู่ได้ไม่นาน มันต้องใช้สิ่งมีชีวิตชนิดพิเศษจริงๆ ถึงจะรอดชีวิตที่นั่นได้
ซันนี่คือหนึ่งในสิ่งมีชีวิตชนิดนั้น
ส่วนหนึ่งมันคือโชคชะตาล้วนๆ อีกส่วนคือเขาเป็นคนฉลาด แต่ที่สำคัญที่สุดคือเพราะเขามีเป้าหมาย ซันนี่ปฏิเสธที่จะตายก่อนจะตามหาน้องสาวให้พบ
ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาเชื่อมั่นว่าเธอกำลังรอให้เขาไปหาและช่วยชีวิตเธอไว้ สักวันหนึ่ง พวกเขาจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขอีกครั้งเหมือนครอบครัว เป้าหมายที่ผิดเพี้ยนนี้ช่วยให้เขามีชีวิตอยู่ได้มากกว่าสิ่งอื่นใด
…แน่นอนว่ามันจบลงไม่สวยนัก
ไม่มีอะไรในโลกเฮงซวยนี้ที่จบลงด้วยดีหรอก
ซันนี่ซึ่งนั่งอยู่ห่างจากแอ่งเลือดมนุษย์เพียงไม่กี่เซนติเมตร หัวเราะในลำคอพลางลูบหน้าตัวเอง
มันมีสิ่งที่เรียกว่าตอนจบที่มีความสุขจริงๆ งั้นเหรอ?
‘ไอ้สารเลวนั่นทำไมมันช้านักวะ?’
ถึงจะคิดแบบนั้น เขาก็รู้ดีว่าแคสเตอร์อยู่ที่ไหนและกำลังทำอะไรอยู่
ในตอนนี้ เขากำลังยกมือขึ้นเพื่อเปิดประตูกระท่อมของฮาร์เปอร์
ซันนี่พยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างเหนื่อยล้าและสลัดน้ำหนักของความทรงจำทิ้งไป
จะมีประโยชน์อะไรที่จะจดจำอดีต? เขาต้องรอดชีวิตในอนาคตให้ได้…