ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 17 คำง่ายๆ สามคำ
เขาหลับตาลง แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความหวังว่าอักขระรูนเหล่านั้นจะหายไป
‘ขอร้องล่ะ หายไปที! ได้โปรด!’
แต่อักขระรูนยังคงอยู่ตรงนั้น มันทอแสงสลัวราวกับกำลังเยาะเย้ยเขา
จุดบกพร่อง: [มโนธรรมใสกระจ่าง]
คำอธิบายจุดบกพร่อง: [คุณไม่สามารถพูดโกหกได้] (TL:เอ้า หนักจัด55555555)
ซันนี่จ้องมองคำง่ายๆ สามคำนี้ด้วยความรู้สึกเหมือนมีเหวที่ไร้ก้นบึ้งเปิดออกตรงแทบเท้า มนต์ฝันร้ายที่ปกติมักจะใช้คำบรรยายแบบเล่นสำบัดสำนวน กลับเลือกที่จะพูดตรงไปตรงมาในครั้งนี้ มันมีเพียงสามคำสั้นๆ ที่ไม่เหลือช่องว่างให้เขาได้หลบเลี่ยงเลย
‘โกหกไม่ได้ ฉันโกหกไม่ได้เหรอ? คนอย่างฉันเนี่ยนะ? แล้วฉันจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงถ้าโกหกไม่ได้!’
การเอาตัวรอดของซันนี่ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันล้วนตั้งอยู่บนความสามารถในการหลอกลวงและใช้เล่ห์เหลี่ยมเหนือผู้อื่น ขนาดมนต์ฝันร้ายเองยังแสดงความยินดีกับความทรยศของเขาเลย! หากปราศจากความสามารถในการโกหก เขาคงไม่สามารถบรรลุอะไรได้เลยสักอย่าง
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่า…
หัวใจของเขาพลันรู้สึกเหมือนกำลังจะหยุดเต้น
ถ้าเขาพูดได้แต่ความจริง แล้วเขาจะปกปิดชื่อจริงของตัวเองได้ยังไง? ใครต่อใครก็คงสามารถทำให้เขาเป็นทาสที่ซื่อสัตย์ได้ง่ายๆ เพียงแค่ถามคำถามใสซื่อไม่กี่คำไม่ใช่หรือไง?
“ช…”
ซันนี่กำลังจะอ้าปากสบถและสาปแช่ง แต่ในวินาทีนั้น มนต์ฝันร้ายก็ส่งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง
[ตื่นขึ้นเถิด ผู้สาบสูญจากแสง!]
ความว่างเปล่าสีดำหมุนคว้างและเลือนหายไป
ซันนี่ลืมตาขึ้น
เพดานหุ้มเกราะของห้องใต้ดินสถานีตำรวจปรากฏอยู่เบื้องบน คงไม่มีใครเรียกสถาปัตยกรรมแบบนี้ว่าสวยงาม แต่สำหรับเขา มันคือภาพที่สง่างามที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ตอนนี้เองที่เขาตระหนักว่าเขาคิดถึงโลกแห่งความเป็นจริงมากแค่ไหน
มันทั้งปลอดภัยและคุ้นเคย ไม่มีอสุรกายหรือพวกค้าทาส… อย่างน้อยก็ในทางนิตินัยล่ะนะ ไม่มีพะวงว่าต้องพบกับความตายที่ทรมานอยู่ตลอดเวลา
ที่นี่คือบ้าน
นอกจากนี้ ซันนี่รู้สึกดีอย่างเหลือเชื่อ ความหนาวเย็นที่เคยแทรกซึมลึกเข้าไปในกระดูกระหว่างที่อยู่ในฝันร้ายได้หายไปแล้ว พร้อมกับความเจ็บปวดทั้งหมดที่ร่างกายอันบอบช้ำต้องทนรับวันแล้ววันเล่า ข้อมือและข้อเท้าไม่ปวดร้าว แผ่นหลังลืมรสชาติของคมแส้ไปสิ้น และเขาสามารถหายใจได้โดยไม่รู้สึกถึงซี่โครงที่หักซึ่งคอยทิ่มแทงลึกเข้าไปในปอดอีกต่อไป
ช่างเป็นพรที่ประเสริฐยิ่งนัก!
การหายไปของความเจ็บปวดอย่างกะทันหัน ผสมผสานกับความมีชีวิตชีวาใหม่ที่ซึมซาบไปทั่วร่าง เกือบจะทำให้ซันนี่หลั่งน้ำตาออกมา
‘ฉันรอดมาได้จริงๆ’
เขาค่อยๆ ก้มลงมองแล้วก็ต้องชะงักไปจนแทบหยุดหายใจ
บนเก้าอี้พลาสติกราคาถูกข้างเตียงพยาบาลเสริมเหล็ก มีผู้หญิงที่สวยที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นในชีวิตนั่งอยู่ตรงนั้น
เธอมีผมสั้นสีดำขลับและดวงตาสีฟ้าเยือกแข็ง ผิวพรรณอันไร้ที่ติของเธอนั้นเรียบเนียน ยืดหยุ่น และขาวราวกับหิมะ
อันที่จริง นี่เป็นครั้งแรกที่ซันนี่ได้เจอคนที่ผิวซีดพอๆ กับตัวเขาเอง ทว่าในขณะที่ความซีดของซันนี่ดูประหลาดและขี้โรค หญิงสาวนิรนามที่งดงามคนนี้กลับดูโดดเด่นจนน่าตะลึง
เธอน่าจะอยู่ในช่วงอายุปลายยี่สิบ สวมชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้มพร้อมอินทรธนูสีเงินและรองเท้าบูทหนังสีดำ เสื้อนอกของเครื่องแบบถูกปลดกระดุมออกอย่างไม่ใส่ใจ เผยให้เห็นเสื้อกล้ามสีดำข้างใน
ในขณะนั้น เธอกำลังบิดแขนยืดเส้นยืดสายอยู่เหนือศีรษะ ดูเบื่อหน่ายและง่วงนอน ท่าทางนั้นทำให้เนื้อผ้าบางๆ ตึงเปรี๊ยะ เน้นย้ำทรวงอกที่อวบอิ่มของเธออย่างยั่วยวน
ซันนี่ที่กำลังตกตะลึงเกือบจะมองข้ามความจริงที่ว่ามีตราสัญลักษณ์บนไหล่ซ้ายของเสื้อเครื่องแบบของเธอ มันมีดาวสามดวงประดับอยู่
‘ดาวสามดวงงั้นเหรอ’ เขาคิดอย่างวอกแวก ‘ดาวสามดวงหมายถึงระดับทะยาน… หือ… เดี๋ยวก่อน ระดับทะยานงั้นเหรอ?!’
แต่ก่อนที่ซันนี่จะได้ย่อยความหมายของคำนี้ เขาก็พบว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นกัน
“มองอะไร?” เธอพูด น้ำเสียงไม่มีร่องรอยของอารมณ์ขันเลยแม้แต่นิดเดียว
ซันนี่กะพริบตาถี่ๆ ด้วยความขัดเขิน และรีบหาข้อแก้ใขอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็อ้าปากตอบไปว่า:
“มองหน้าอกของคุณครับ” (TL:โว้วว ใหญ่มากๆ เบิ้มๆคือลือน่ะ 55555555555555555)
วินาทีต่อมา ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความสยดสยองอย่างที่สุด
เพราะเขาไม่ได้ตั้งใจจะพูดคำนั้นออกมาเลยสักนิด! ปากของเขาขยับไปเอง!
คลื่นความหวาดกลัวพลันถาโถมเข้าสู่ใจของเขา
หญิงสาวค่อยๆ ยิ้มออกมาพร้อมแววตาที่ดูอันตราย จากนั้น โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าเธอก็สะบัดมือตบหน้าซันนี่เข้าอย่างจัง
ร่างของซันนี่หมุนไปตามแรงตบ ถ้าไม่มีสายรัดที่ยึดเขาไว้กับเตียง เขาคงจะกระเด็นตกเตียงไปแล้ว ชั่วขณะหนึ่งเขาถึงกับมองเห็นดาวพรายพร่าไปหมด
แต่นี่ก็ถือว่าโดนเบามากแล้ว ระดับทะยาน ผู้หญิงคนนี้เป็นระดับทะยาน! เธอสามารถกระชากหัวเขาให้หลุดออกจากบ่าได้เพียงแค่ดีดนิ้ว ทำไมเขาต้องไปหาเรื่องคนที่มีพลังขนาดนี้ด้วยนะ?!
ในระหว่างนั้น หญิงสาวกระแอมไอและกอดอก
“ตื่นเต็มตาหรือยัง?”
ซันนี่กุมแก้มที่ชาดิกและพยักหน้าอย่างระมัดระวัง
“ดี งั้นฉันจะให้คำแนะนำอะไรไว้อย่างหนึ่ง: อย่าพูดทุกอย่างที่แวบเข้ามาในหัว โดยเฉพาะกับผู้หญิง นายคงไม่ได้เพิ่งเคยเห็นผู้หญิงเป็นครั้งแรกหรอกใช่ไหม?”
‘บอกไปสิว่า “ขอบคุณครับ! ผมจะไม่ทำแบบนั้นอีกแน่นอน!”’ ซันนี่คิดในใจ
แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ปากของเขากลับขยับไปเอง และพูดออกมาว่า:
“ผมเห็นมาเยอะครับ… แต่ไม่มีใครสวยเท่าคุณเลย”
จากนั้นเขาก็ผงะถอย หน้าแดงก่ำราวกับกุ้งต้ม
หญิงสาวจ้องเขาอยู่ไม่กี่วินาทีแล้วก็ระเบิดหัวเราะออกมา
“ดูเหมือนนายจะยังไม่ค่อยได้เจอพวกผู้ตื่นรู้สินะ ถ้าวัดตามมาตรฐานของผู้ตื่นรู้แล้ว ฉันน่ะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเสียอีก”
ซันนี่เหลือบมองเธอด้วยความสงสัย
หญิงสาวส่ายหัว
“เมื่อคอร์วิญญาณของนายพัฒนาขึ้น ร่างกายจะกำจัดความบกพร่องทุกอย่างออกไป เพราะงั้นมันเลยหาผู้ตื่นรู้ที่หน้าตาไม่ดีได้ยาก โดยเฉพาะในหมู่คนที่แข็งแกร่งน่ะนะ อยู่ให้รอดนานๆ เข้าสิ แล้วนายอาจจะกลายเป็นหนุ่มรูปงามกับเขาบ้างก็ได้”
จากนั้นเธอก็สำรวจเขาทั้งตัวแล้วเสริมว่า:
“ก็นะ… อาจจะล่ะมั้ง ยังไงก็ตาม ในเมื่อนายฟื้นแล้ว—ก็ยินดีต้อนรับกลับสู่โลกของคนเป็น ยินดีด้วยที่รอดจากฝันร้ายครั้งแรกมาได้นะ ผู้หลับใหลซันเลส”
ผู้หลับใหลซันเลส
นั่นคือสิ่งที่คนทั่วไปจะเรียกเขาหลังจากนี้ อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่วันจนกว่าจะถึงวันเหมายัน—หลังจากนั้น เขาจะได้กลับมาจากโลกแห่งความฝันในฐานะผู้ตื่นรู้ หรือไม่ก็ได้ไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย
มันรู้สึกแปลกๆ ที่มีคำนำหน้าชื่อ ในอดีต ซันนี่แทบจะไม่ถูกเรียกด้วยชื่อเสียด้วยซ้ำ คนส่วนใหญ่มักจะเรียกเขาว่า “ไอ้หนู”, “ไอ้เด็กเปรต”, “ไอ้เด็กเวร” หรือไม่ก็ “เฮ้ย แกน่ะ!” แต่ตอนนี้เขามีแม้กระทั่งลำดับขั้น
ผู้หลับใหลซันเลส…
ที่จริงแล้ว คำที่ถูกต้องคือ “ผู้เพ้อฝัน” แต่มนุษย์มีชุดคำเรียกเฉพาะสำหรับผู้ที่ติดเชื้อมนต์ฝันร้าย พาหะที่เพิ่งผ่านฝันร้ายครั้งแรกมาได้จะถูกเรียกว่าผู้หลับใหล เพราะลักษณะการตอบโต้กับมนต์ฝันร้ายของพวกเขา
โดยพื้นฐานแล้ว เมื่อวิญญาณของเขาเข้าสู่มนต์ฝันร้าย ร่างกายของเขาจะตกลงสู่ภวังค์การหลับใหล การหลับนั้นจะดำเนินต่อไปเป็นวัน เป็นสัปดาห์ หรือแม้แต่เป็นเดือน—นานเท่าที่เขาต้องใช้เวลาในการหนีออกจากโลกแห่งความฝัน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของคำว่า “ผู้หลับใหล”
เมื่อเขาหนีออกมาได้และกลายเป็นผู้ตื่นรู้ เขาจะใช้ชีวิตตามปกติในตอนกลางวันและกลับเข้าสู่โลกแห่งความฝันทุกครั้งที่เขานอนหลับ คำว่าผู้ตื่นรู้นั้นถูกใช้เรียกเหมือนกันทั้งในมนต์ฝันร้ายและโดยมนุษย์ และคำนี้บางครั้งก็ใช้เป็นคำเรียกโดยรวมสำหรับพาหะทั้งหมด
จากนั้น หากเขาตัดสินใจเข้าสู่ฝันร้ายครั้งที่สองและรอดชีวิตมาได้ เขาก็จะกลายเป็นระดับทะยาน—ซึ่งผู้คนเรียกพวกเขาว่าปรมาจารย์
ปรมาจารย์สามารถเข้าออกโลกแห่งความฝันได้ตามต้องการ บางคนถึงกับเลือกที่จะไม่กลับไปที่นั่นอีกเลย ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาเดินทางระหว่างโลกด้วยร่างกายจริงๆ ไม่ใช่แค่ดวงวิญญาณ
และเหนือกว่าเหล่าปรมาจารย์ขึ้นไป ก็คือเหล่านักบุญ—ผู้ที่พิชิตฝันร้ายครั้งที่สามมาได้และได้รับสิทธิ์ในการเรียกตนเองว่าระดับก้าวข้าม
พวกเขาทรงพลังราวกับกึ่งเทพและหายากยิ่งกว่า ไม่เพียงแต่พวกเขาจะเดินทางไปมาระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกแห่งความฝันได้เท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถพาคนอื่นไปกับพวกเขาได้ด้วย
แต่กลับมาที่เรื่องของปรมาจารย์…
หญิงสาวผู้งดงามลุกขึ้นและเดินมาที่เตียงพยาบาลเสริมเหล็ก เธอเริ่มปลดสายรัดที่ยึดซันนี่ไว้ด้วยท่าทางที่ชำนาญ
“ฉันคือระดับทะยาน เจ็ท นายจะเรียกฉันว่าปรมาจารย์เจ็ทก็ได้ ในช่วงสามวันที่ผ่านมาฉันมีหน้าที่เฝ้าระวังเพราะฝันร้ายของนาย”
‘จริงด้วย… ก่อนที่ฉันจะหลับไป ตำรวจบอกว่าจะมีผู้ตื่นรู้มาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงเพื่อเฝ้าดูอาการของฉัน เพื่อฆ่าสัตว์ร้ายแห่งฝันร้ายถ้า… ถ้าฉันตายแล้วปล่อยให้มันหลุดออกมา’
ซันนี่ไม่อยากจะอ้าปากเลย เพราะเขากลัวเหลือเกินว่าความจริงสารพัดจะพรั่งพรูออกมา แต่มีบางเรื่องที่เขาจำเป็นต้องรู้จริงๆ
“ปรมาจารย์เจ็ทครับ? ผมมีคำถาม”
“ว่ามาสิ”
“ทำไมปรมาจารย์ถึงต้องมาทำหน้าที่เฝ้าระวังด้วยล่ะครับ? มันไม่… ต่ำกว่าระดับความสามารถของคุณเหรอ?”
เจ็ทมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
“นายฉลาดกว่าที่ดูจากภายนอกนะ เมื่อไม่นานมานี้มีเกตเปิดออกในเขตนี้เยอะมาก ผู้ตื่นรู้แถวนี้ส่วนใหญ่ถ้าไม่บาดเจ็บก็ยุ่งอยู่กับการเก็บกวาด หรือไม่ก็ตายไปแล้ว มันเป็นแบบนี้เสมอแหละช่วงใกล้จะถึงวันเหมายัน”
เธอปลดสายรัดเส้นสุดท้ายออกและก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“แถมยังมีผู้ตื่นรู้ไม่มากนักหรอกที่ทำงานให้รัฐบาลโดยตรงเหมือนฉัน มันเป็นอาชีพที่ทำเงินได้น้อยที่สุดและมีเกียรติน้อยที่สุดที่คนอย่างพวกเราจะเลือกได้ นายจะยอมทิ้งความมั่งคั่งและชื่อเสียงเพื่อมาทำงานที่ชั่วโมงงานแย่ๆ แถมต้องเสี่ยงชีวิต โดยขับเคลื่อนด้วยแค่ความเมตตาและสำนึกในหน้าที่งั้นเหรอ?”
ซันนี่อยากจะพูดอะไรที่ฟังดูประจบประแจง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เขากลับจ้องตาปรมาจารย์เจ็ทแล้วแสยะยิ้มออกมา
“แน่นอนว่าไม่ครับ ผมไม่ใช่ไอ้โง่นี่นา!”
‘บัดซบเอ๊ย ไอ้จุดบกพร่องเฮงซวย! บัดซบ!’
เธอจ้องมองเขาด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ขัน ซันนี่คิดว่าเขาคงจะโดนตบอีกรอบแน่ๆ
แต่เจ็ทกลับยิ้มออกมา
“เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้ว นายฉลาดจริงๆ ด้วย”