ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 24 ก้าวหน้าไปอีกขั้นในโลกใบนี้
ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้หลับใหลถูกจัดวางไว้ในอาคารเดียวกัน ซันนี่ปฏิบัติตามคำแนะนำที่ส่งมายังอุปกรณ์สื่อสารและพบหอพักอย่างรวดเร็ว ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นล่างสุดชั้นหนึ่ง สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือเขาได้ห้องส่วนตัวทั้งห้องเลยทีเดียว
มันมีเตียงพร้อมที่นอนนุ่มๆ โต๊ะ ตู้ลิ้นชัก และแม้แต่ห้องน้ำแยกส่วนตัว! วัสดุที่ใช้ล้วนเป็นของใหม่และดูสวยงาม อากาศสดชื่นและสะอาดสะอ้าน
ภายในห้องอบอุ่น และผนังด้านนอกติดตั้งหน้าจอที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียนซึ่งเลียนแบบหน้าต่างบานกว้าง เปิดออกไปเห็นทิวทัศน์อันงดงามของสวนสาธารณะที่ปกคลุมด้วยหิมะ
แถมยังมีชุดเสื้อผ้าหลายชุดที่มีตราสัญลักษณ์ของสถาบันเตรียมไว้ให้เขาฟรีๆ อีกด้วย
‘ฟุ่มเฟือยชะมัด’ ซันนี่คิดอย่างอึ้งๆ เล็กน้อย
ตามเหตุผลแล้ว เขาเข้าใจว่าการจัดเตรียมแบบนี้ไม่ได้ถือว่าหรูหราอะไรนัก ทว่าสำหรับเขาที่เติบโตมากับการเร่ร่อนในเขตชานเมือง ห้องนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับพระราชวัง เขาเกาหัวตัวเอง
‘ดูเหมือนว่า… ฉันจะประสบความสำเร็จแล้วสินะ?’
ซันนี่มองไปรอบๆ ก่อนจะขยิบตาให้เงาของตัวเองแล้วยิ้มออกมา
“ฉันว่าพวกเรากำลังก้าวหน้าไปอีกขั้นในโลกใบนี้แล้วล่ะ ว่าไหม?”
เงาไม่ได้ตอบสนอง ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ บางทีมันอาจจะไม่แยแสเรื่องพรรค์นี้
‘นั่นสิ เงาโง่ๆ จะไปรู้อะไร’
ซันนี่เปลี่ยนเป็นชุดใหม่และสำรวจตัวเองในกระจก จากนั้น เมื่อนึกบางอย่างออก เขาก็เรียกอักษรรูนขึ้นมา
ในที่สุดเขาก็มีเวลาศึกษาผ้าคลุมของนักเชิดหุ่นเสียที
ความทรงจำ: [ผ้าคลุมของนักเชิดหุ่น]
ระดับความทรงจำ: ตื่นรู้
ประเภทความทรงจำ: ชุดเกราะ
คำอธิบายความทรงจำ: [หนอนแห่งความสงสัยครั้งหนึ่งเคยหาทางเข้าไปในหัวใจของกษัตริย์ผู้ทรงธรรม เมื่อเวลาผ่านไป กษัตริย์ก็ถูกกัดกินจากภายในและกลายเป็นหุ่นเชิดของมัน หนึ่งชั่วอายุคนต่อมา หนอนนักเชิดหุ่นได้หนีออกจากร่างที่ตายแล้วของกษัตริย์ ทิ้งรังไหมผ้าไหมสีดำเอาไว้ ไม่มีใครรู้ว่ามันไปที่ไหน ทว่าเมื่อผู้คนกล้าที่จะเข้าใกล้ปราสาทอันเงียบงัน พวกเขาพบผ้าไหมท่ามกลางกองภูเขากระดูกที่ถูกกัดแทะ และได้นำมันมาทำเป็นชุดเกราะ]
ซันนี่ทำหน้าบูดบึ้ง
‘มันก็ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นหรอก ใช่ ฉันไม่ได้รู้สึกขนลุกเลยสักนิด’
พอนึกดูแล้ว สิ่งมีชีวิตตัวแรกที่เขาฆ่าถูกเรียกว่าตัวอ่อน ถ้าเขาสันนิษฐานว่าราชาแห่งขุนเขาคือหนอนนักเชิดหุ่นที่โตเต็มที่ และเป็นถึงระดับทรราชแล้ว… งั้นมันจะกลายร่างเป็นตัวบ้าอะไรหลังจากกลายเป็นผีเสื้อกลางคืนกันล่ะ?
ไม่สิ อย่าไปคิดถึงมันจะดีกว่า
เขาทอนหายใจแล้วเรียกผ้าคลุมของนักเชิดหุ่นออกมา เส้นด้ายสีดำบางๆ ปรากฏขึ้นรอบตัวเขาทันทีและพันรอบร่างกลายเป็นชุดเกราะ มันทำจากผ้าสีเทาเข้มที่อ่อนนุ่มพร้อมกับส่วนประกอบหลายอย่าง เช่น ปลอกแขนและเกราะไหล่ที่ทำจากหนังสีดำไร้ความเงา
ชุดเกราะนั้นเบา เรียบง่าย และไม่รั้งการเคลื่อนไหวของเขาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่มีเสียงเวลาเขาขยับตัว อุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนที่ชอบแฝงตัวในเงามืดชัดๆ!
ซันนี่ยิ้ม เขารู้ว่าชุดเกราะนี้ยากที่จะเจาะทะลุสำหรับสัตว์ประหลาดตัวใดก็ตามที่ต่ำกว่าระดับตื่นรู้ ซึ่งทำให้เขาได้เปรียบอย่างมากในการรับมือกับสัตว์ร้ายระดับหลับใหลเขายังรู้สึกถึงความสงบแปลกๆ ที่แผ่ออกมาจางๆ ขณะสวมใส่มัน
‘หนอนแห่งความสงสัย… มันมีพลังป้องกันการโจมตีทางจิตใจเพิ่มขึ้นด้วยงั้นเหรอ?’
ด้วยเหตุผลบางอย่าง เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นแบบนั้น
เป็นถ้วยรางวัลที่ยอดเยี่ยมมาก! เขาไม่หวังอะไรน้อยไปกว่านี้จากความทรงจำของทรราชที่ทรงพลัง
ปัญหาเดียวก็คือผ้าคลุมของนักเชิดหุ่นไม่ได้ถูกออกแบบมาให้สวมทับชุดเต็มยศแบบนี้ ด้วยความพึงพอใจพอสมควร ซันนี่จึงยกเลิกการเรียกมันและออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังโรงอาหาร
‘ไม่เลว ไม่เลว’ เขาคิดพลางนึกถึงรางวัลทั้งหมดที่เขาได้รับในระหว่างและหลังจากฝันร้ายครั้งแรก
อาหารค่ำกลายเป็นสิ่งที่หรูหราพอๆ กับหอพัก ความปรารถนาของซันนี่ที่จะลิ้มรสเนื้อจริงๆ กลายเป็นความจริงเสียที ไม่เพียงแต่มันจะมีให้เหล่าผู้หลับใหลกินฟรีเท่านั้น แต่ยังไม่จำกัดจำนวนที่แต่ละคนจะกินได้อีกด้วย! ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้าว ขนมปัง เครื่องเคียงต่างๆ ซอส ผักสด ผลไม้ และเครื่องดื่มอร่อยๆ ทุกประเภท
‘ฟุ่มเฟือยที่สุด!’ ซันนี่คิดพลางอยู่ห่างๆ จากกาแฟ
หลังจากตักอาหารจนพูนจาน เขาก็หาที่นั่งว่างและลืมการมีอยู่ของโลกใบนี้ไปชั่วขณะ เมื่อเนื้อที่ฉ่ำ มีเนื้อสัมผัส และปรุงรสมาอย่างสมบูรณ์แบบเต็มปากของเขา ทัศนวิสัยของซันนี่ก็เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพรายทันที เขาต้องสะกดเสียงครางด้วยความปรีดาเอาไว้
และลองคิดดูสิ เขาควรจะได้ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอดทั้งปีแท้ๆ!
‘มนต์ฝันร้ายเฮงซวย… ทำไมแกไม่ทำให้ฉันติดเชื้อตั้งแต่เมื่อไม่กี่เดือนก่อนนะ?’
เขามีสมาธิอยู่กับการกิน จัดการอาหารทั้งจานจนเกลี้ยงในเวลาไม่นาน เมื่ออิ่มหนำสำราญจนเกือบจะจุก ซันนี่มองกลับไปอย่างอาลัยอาวรณ์และคิดเรื่องการไปตักอีกรอบ แต่มันถึงเวลานัดหมายกับเจ้าหน้าที่สถาบันแล้ว
ด้วยความเสียดายอย่างเต็มเปี่ยม เขาจึงลุกขึ้นและออกจากโรงอาหารไป
ไม่นานเขาก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องทำงานเล็กๆ นั่งเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ธุรการ เจ้าหน้าที่คนนั้นเป็นมิตรมากและเริ่มการสัมภาษณ์ทันที
เหมือนกับที่ปรมาจารย์เจ็ทเตือนเขาไว้ ซันนี่ได้รับข้อเสนอให้เข้ารับคำปรึกษาทางจิตวิทยาอีกครั้ง เมื่อนึกถึงคำแนะนำของเธอเขาจึงปฏิเสธไป และการสัมภาษณ์ก็เปลี่ยนเข้าสู่คำถามเกี่ยวกับแอสเปกต์ของเขาอย่างราบรื่น
เขาไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความสามารถของเขา แต่ก็รู้ว่าต้องบอกอะไรบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ โชคดีที่คำถามถูกเลือกใช้คำในลักษณะที่ทำให้ผู้หลับใหลรู้สึกผ่อนคลาย ดังนั้นคำถามส่วนใหญ่จึงเริ่มต้นด้วยอารัมภบทที่สุภาพและดูดีอย่าง “คุณอยากจะบอกฉันไหม” หรือ “ถ้าคุณเต็มใจที่จะแบ่งปัน” ซึ่งเปิดโอกาสให้ซันนี่ให้คำตอบที่เป็นกลางได้
“นายจะรังเกียจไหมที่จะบอกฉันเกี่ยวกับประเภทความสามารถแอสเปกต์ที่นายได้รับ เช่น สายต่อสู้ เวทมนตร์ หรือสายสนับสนุน?”
เขารังเกียจที่จะบอก แต่ก็ต้องระมัดระวัง
“เอ่อ ผมไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ครับ ผมยังไม่มีเวลาทำความเข้าใจมันดีนัก”
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณสามารถสร้างความเสียหายได้โดยตรงด้วยความสามารถของคุณไหม?”
“ผมว่าไม่มั้งครับ? ก่อนหน้านี้ผมยังทำอะไรผ้าขนหนูไม่ได้เลย”
เรื่องราวดำเนินไปเช่นนั้น ในที่สุดซันนี่ก็แบ่งปันข้อมูลเพียงพอที่จะสร้างความประทับใจว่าแอสเปกต์ของเขานั้นอ่อนแอ ไร้อันตราย และน่าจะเป็นสายสนับสนุนบางอย่าง
หลังจากนั้น เขาก็กลับไปที่ห้อง ถอดเสื้อผ้า และเข้านอน
ซันนี่คิดว่าการนอนหลับครั้งแรกหลังจากผ่านฝันร้ายมาจะรู้สึกแปลกๆ แต่ความจริงแล้วมันง่ายอย่างน่าประหลาด การได้นอนบนฟูกนุ่มๆ ผิวสัมผัสกับผ้าปูเตียงที่สะอาด และมีหมอนนุ่มๆ อยู่ใต้หัว เขาหลับเป็นตายเหมือนเด็กทารกเลยทีเดียว
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ซันนี่ล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำส่วนตัว และด้วยพลังงานที่เต็มเปี่ยม เขาจึงรีบไปกินมื้อเช้าด้วยอารมณ์ที่แจ่มใส
โรงอาหารค่อนข้างหนาแน่น หลังจากตักของอร่อยๆ นานาชนิดจนเต็มจาน เขาก็ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าที่เดียวที่เขาสามารถนั่งได้คือใกล้กับเด็กสาวตาบอดเมื่อวานนี้ โต๊ะของเธอว่างเปล่าเพราะไม่มีใครอยากเข้าใกล้เธอ
ซันนี่ทำหน้ามุ่ย ดูเหมือนว่าเขาสองคนจะถูกลิขิตให้เป็นคนนอกด้วยกันไปตลอดสี่สัปดาห์ที่เหลือ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกันที่ต้องอยู่ใกล้กับคนที่แทบจะไม่ต่างจากคนตายไปแล้ว แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกมากนัก
อารมณ์ดีๆ ของเขาจางหายไป เขานั่งลงที่โต๊ะของเด็กสาวตาบอดและพยักหน้าให้พนักงานสังคมสงเคราะห์ที่กำลังช่วยดูแลเธออย่างลวกๆ หลังจากนั้นเขาก็พยายามแสร้งทำเป็นว่าพวกเขาไม่มีตัวตนและตั้งหน้าตั้งตาจัดการกับอาหารตรงหน้า
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะกินเสร็จ ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นกะทันหันก็ดึงความสนใจของเขาไป
‘เกิดอะไรขึ้นน่ะ?’
เขาเงยหน้าขึ้นและสังเกตเห็นว่าผู้หลับใหลจำนวนมากมารวมตัวกันรอบหน้าจอขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่บนผนังโรงอาหาร ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและตกตะลึง บนหน้าจอมีรายชื่อแสดงผลการจัดลำดับกลุ่มผู้หลับใหลรุ่นใหม่จากอ่อนแอที่สุดไปหาแข็งแกร่งที่สุด ซึ่งน่าจะประมวลผลมาจากผลการสัมภาษณ์
เขาไม่ได้สนใจเป็นพิเศษ จึงรีบกวาดสายตาหาชื่อตัวเองใกล้ๆ ท้ายรายการ ผู้หลับใหลคนเดียวที่สถาบันตัดสินว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยกว่าเขาก็คือเด็กสาวตาบอดคนนั้น ปรากฏว่าเธอชื่อคาสเซีย
แต่ความวุ่นวายนั้นดูจะดังเกินกว่าจะเป็นแค่ผลจากการจัดลำดับ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงเลื่อนสายตาขึ้นไปด้านบน เหล่าผู้หลับใหลเริ่มกระวนกระวาย
“เป็น… เป็นไปได้ยังไงกัน?!”
“ฉันไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม?”
“ยัยนั่นเป็นสัตว์ประหลาดประเภทไหนกันเนี่ย?!”
แคสเตอร์ถูกจัดไว้อันดับที่สอง และที่อยู่เหนือเขาขึ้นไป ภาพเหมือนของเด็กสาวผมเงินสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ทางด้านขวาของภาพนั้น มีข้อความสั้นๆ สองบรรทัดปรากฏอยู่:
“ชื่อ: เนฟิส”
“ชื่อจริง: ดาราผกผัน”