ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 36 กองไฟ
เส้นทางที่เหลือเพื่อไปยังเนินเขาสูงนั้นใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อมีเนฟิสเป็นผู้นำทางที่คอยเลี้ยวเข้าซอยที่ถูกต้องในจุดที่แม่นยำเสมอ จึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาสำรวจเขาวงกตหรือต้องเดินย้อนกลับเมื่อเจอกับทางตัน แถมยังไม่มีพวกนักเก็บกวาดโผล่มาให้กวนใจเลยสักตัว
ความจริงแล้ว พวกเขาน่าจะเคลื่อนที่ได้เร็วกว่านี้ด้วยซ้ำหากไม่มีแคสเซียที่เดินช้ามากแม้จะมีไม้เท้าช่วยพยุง โดยมีเชือกสีทองคอยนำทาง เธอต้องใช้ไม้เท้าสำรวจพื้นข้างหน้าอย่างระมัดระวังก่อนจะก้าวเดินในแต่ละก้าว เส้นทางที่ขรุขระของป่าสีเลือดไม่ใช่พื้นผิวที่เหมาะสำหรับคนตาบอดเลยสักนิด
ซันนี่ไม่ได้พูดอะไรมากนัก เขาเพียงแต่ลอบมองคู่หูประหลาดคู่นี้ด้วยสายตาที่ไม่ค่อยอยากจะเชื่อสายตาตัวเองอยู่เป็นพักๆ
ไม่ว่าจะมองมุมไหน แคสเซียก็ดูเหมือนเป็นภาระชัดๆ มันอาจจะฟังดูใจร้าย แตในโลกแห่งความฝันที่มีแต่ความโหดร้ายเช่นนี้ ความใจดีที่ผิดที่ผิดทางคือหนทางลัดสู่ความตายอย่างไม่ต้องสงสัย
ก่อนที่จะได้มาเจอและเฝ้าสังเกตพวกเธอ เขายังแอบหวังลึกๆ ว่า “จุดบกพร่อง” อันเลวร้ายของแคสเซียอาจจะซ่อน “แอสเปกต์” ที่ทรงพลังและคาดไม่ถึงเอาไว้
แต่จากสิ่งที่เขาเห็น มันดูจะไม่เป็นอย่างนั้นเลย ในเมื่อแม้แต่จะเดินให้ปกติเธอยังทำไม่ได้ แล้วมันจะมีพลังอะไรซ่อนอยู่กันเชียว?
ไม่มีอะไรจะมาลบล้างความจริงอันโหดเหี้ยมที่ว่า เด็กสาวตาบอดคนนี้ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ และมีแต่จะดึงรั้งเพื่อนร่วมทางให้ต่ำลงเท่านั้น
คนเราต้องเป็นคนโง่หรือไม่ก็เบื่อโลกขนาดไหนถึงยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้… แล้วเนฟิสจัดอยู่ในประเภทไหนล่ะ? อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกว่าเธอไม่ได้เป็นทั้งสองอย่างนั้น
ดวงอาทิตย์เกือบจะลับขอบฟ้าตอนที่พวกเขาไปถึงเนินเขา หลังจากปีนขึ้นไปจนถึงกลุ่มปะการังยักษ์ เนฟิสก็สลายเชือกสีทองทิ้งแล้วเรียกมันออกมาใหม่ทันที วิธีนี้ทำให้เชือกที่เคยผูกอยู่หลุดออกและมาปรากฏในมือเธอเป็นม้วนอย่างเป็นระเบียบ
‘อ้อ ที่แท้มันก็คือความทรงจำสินะ’
ซันนี่สงสัยว่าเชือกเวทมนตร์เส้นนี้มีคุณสมบัติอะไรบ้าง ไม่นานความสงสัยของเขาก็ได้รับคำตอบ: ต่อหน้าต่อตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจของเขา ความยาวของเชือกจู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมันยาวกว่าเดิมถึงสามเท่า
เนฟิสผูกปลายเชือกทั้งสองด้านเป็นบ่วงอย่างใจเย็น จากนั้นเธอก็เหวี่ยงปลายด้านหนึ่งขึ้นไปบนอากาศ คล้องมันเข้ากับส่วนที่ยื่นออกมาใกล้กับยอดเสาปะการังอย่างแม่นยำ เธอทดสอบความแข็งแรงของเชือกก่อนจะปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แล้วโบกมือจากด้านบนเป็นสัญญาณให้ซันนี่ตามขึ้นไป
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ซันนี่ก็เดินเข้าไปหาเชือกและคว้ามันไว้
เขาอดคิดไม่ได้ว่านี่เป็นโอกาสทองที่เธอจะตัดเชือกให้เขาตกลงไปตายจริงๆ ในขณะที่เขากำลังปีนขึ้นไปอย่างไร้ทางสู้และมีเนฟิสยืนอยู่ข้างบนยอดเสา… ใช่เลย ภาพอันสยดสยองนั่นผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างชัดเจน
‘เลิกประสาทเสียได้แล้ว!’ ซันนี่คิด พยายามปลอบใจตัวเอง
ไม่ใช่ว่าเขามั่นใจในคุณธรรมอันสูงส่งของดาราแปรเปลี่ยนหรอกนะ แต่เขามั่นใจในสิ่งหนึ่ง: ถ้าเนฟิสอยากจะฆ่าเขาจริงๆ เธอไม่จำเป็นต้องรอโอกาสอะไรเลย เธอสามารถหั่นเขาเป็นชิ้นๆ ได้ทุกเมื่อที่ต้องการอยู่แล้ว
ความคิดนี้ทำให้เขาทั้งกลัวและเบาใจไปพร้อมๆ กัน ซันนี่ปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่วและไปสมทบกับเนฟิสบนยอดเนินปะการัง จากนั้นเขาก็หันกลับมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าแคสเซียจะขึ้นมาหาพวกเขายังไง
เด็กสาวตาบอดสลายไม้เท้าทิ้งและเดินเข้าไปหาเชือก เธอคว้าเชือกไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ไล่ลงไปจนเจอห่วงที่ปลายเชือกแล้วสอดเท้าเข้าไป
ทันทีที่เธอพร้อม เนฟิสก็คว้าเชือกแล้วเริ่มดึง ค่อยๆ รั้งตัวแคสเซียขึ้นมาทีละนิดจนกระทั่งถึงยอด แคสเซียเพียงแค่คว้ามือเนฟิสและก้าวเดินเพียงก้าวเดียวก็ขึ้นมาสมทบกับพวกเขาได้แล้ว
‘หืม มีประสิทธิภาพแฮะ’
เนินปะการังนี้มีขนาดใหญ่กว่าแท่นหินกลมๆ บนลำคอของอัศวินยักษ์มาก อันที่จริงมันเกือบจะเหมือนเกาะเล็กๆ เลยทีเดียว ที่จุดสูงสุดของเกาะ ซึ่งซ่อนอยู่หลังใบปะการังบางส่วน เด็กสาวทั้งสองได้ทำแคมป์เล็กๆ ไว้ มีกองสาหร่ายสำหรับนอน มีเนื้อนักเก็บกวาดเป็นแผ่นๆ ตากแดดอยู่ และมีกองไฟ
ซันนี่ชี้ไปที่กองไฟชั่วคราวนั่น
“นั่นพวกเธอใช่ไหมเมื่อสองคืนก่อน? ฉันเห็นแสงสีส้มจากที่ไกลๆ น่ะ”
ใบหน้าของแคสเซียสลดลง
“ใช่จ้ะ นั่นเป็นครั้งแรกที่เราก่อไฟกัน แต่มันกลายเป็นความผิดพลาดที่เลวร้ายมากเลย”
เนฟิสถอนหายใจออกมา
ซันนี่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
“ทำไมล่ะ?”
เด็กสาวตาบอดลูบผมของเธอแล้วหันหน้าไปทางเนฟิส
“ตอนกลางคืน แสงสว่างจะดึงดูดพวกสัตว์ประหลาด เราถูกพวกนักเก็บกวาดโจมตีก่อนเป็นอย่างแรก แล้วหลังจากนั้น… หลังจากนั้น…”
เธอหน้าซีดและพูดต่อไม่จบ แต่เธอไม่จำเป็นต้องพูดหรอก: เพราะความทรงจำเกี่ยวกับหนวดขนาดยักษ์นั่นยังคงสดใสอยู่ในใจของซันนี่
ดูเหมือนว่าเขาจะโชคดีมากที่ได้เจอสองคนนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นคืนนี้เขาคงจะก่อไฟย่างเนื้อนักเก็บกวาดกินแน่นอน
“อา… เข้าใจแล้ว”
เนฟิสมองท้องฟ้าแล้วกระแอมไอ
“ตอนนี้คงไม่เป็นไรหรอก เรายังมีเวลาก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตกดิน”
หลังจากนั้นเธอก็ยุ่งอยู่กับการก่อไฟ แคสเซียเพียงแค่นั่งลงบนกองสาหร่ายและรอคอย ซันนี่ไม่รู้จะทำอะไรจึงทรุดตัวลงนั่งบนพื้น ปล่อยให้ร่างกายที่เหนื่อยล้าและเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำได้พักผ่อน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็พูดขึ้นว่า:
“ฉันมีเนื้อสดอยู่ในย่าม พวกเธอพอจะมีน้ำไหม?”
แคสเซียยิ้มกว้าง
“มีจ้ะ!”
จากนั้นเธอก็ยื่นแขนมาทางเขา วินาทีต่อมา ขวดน้ำแสนสวยที่ทำจากแก้วสีฟ้ามีลวดลายก็ปรากฏขึ้นในมือเธอ
“นี่คือความทรงจำที่ฉันมีน่ะ มันจะมีน้ำเต็มอยู่ตลอดเวลาเลย”
ซันนี่รับขวดแก้วมาแล้วมองดูด้วยความอิจฉา
‘มีน้ำดื่มให้ใช้ไม่จำกัดงั้นเหรอ? เจ๋งกว่าระฆังเสียงดังน่ารำคาญของฉันเยอะเลย!’
“ขอบใจนะ”
เขาจ่อขวดน้ำที่ริมฝีปากและดื่มน้ำที่เย็นชื่นใจและรสชาติดีอย่างตะกละตะกลาม อันที่จริง ไม่ว่าเขาจะดื่มไปมากเท่าไหร่ ปริมาณน้ำข้างในก็ดูเหมือนจะไม่ลดลงเลย
“มันไม่มีวันหมดจริงๆ เหรอ?”
แคสเซียลูบผมของเธออีกครั้ง
“เอ่อ… ก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ ถ้าเธอคว่ำขวดทิ้งไว้ให้น้ำไหลออกมา มันจะหยุดไหลในเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็จะกลับมาเต็มอีกครั้ง”
ในตอนนั้น เนฟิสก่อไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอหยิบย่ามของซันนี่ไปเปิดโดยไม่เงยหน้ามอง ทันใดนั้น เศษเสี้ยววิญญาณก็กลิ้งออกมา เด็กสาวร่างสูงมองดูมัน แล้วมองมาที่ซันนี่ จากนั้นเธอก็เก็บเศษเสี้ยวนั้นกลับเข้าไปและหยิบเนื้อออกมาแทน
ซันนี่เริ่มเครียดพลางเตรียมคำตอบที่จะใช้ล่อหลอกไว้ในใจ แต่เนฟิสก็ไม่ได้ถามอะไร เขาเลยทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและชวนแคสเซียคุยต่อ
“มันก็ยังเป็นความทรงจำที่ยอดเยี่ยมอยู่ดีนั่นแหละ การหาน้ำที่ดื่มได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ!”
แคสเซียพยักหน้าและยิ้มอย่างพอใจกับคำพูดของเขา
ไม่นานนัก กลิ่นหอมกรุ่นของเนื้อย่างก็ตลบอบอวลไปในอากาศ ในขณะเดียวกัน ดวงอาทิตย์ก็เริ่มเข้าใกล้ขอบฟ้า เสียงคำรามดังลั่นมาจากที่ไหนสักแห่งเบื้องล่าง และร่องรอยแรกของน้ำสีดำก็เริ่มปรากฏขึ้นระหว่างกำแพงสีเลือดของเขาวงกต
ซันนี่มองไปทางทิศตะวันออกที่ท้องฟ้าเริ่มมืดสลัวลง จากนั้นเขาก็ขยับตัวอย่างอึดอัด
“พวกนักเก็บกวาดขึ้นมาถึงข้างบนนี้เลยหรือเปล่า?”
เนฟิสพลิกเนื้อแล้วพยักหน้า
“อืม… แต่แค่ตอนกลางคืนเท่านั้นนะ ตอนกลางวันพวกมันส่วนใหญ่ดูเหมือนจะหายตัวไป”
ซันนี่แสยะยิ้ม เพราะเขาพอจะรู้สาเหตุว่าทำไมถึงไม่ค่อยมีสัตว์ประหลาดอยู่ในเขาวงกตตอนกลางวัน
“นั่นเพราะพวกมันทั้งหมดไปรวมตัวกันอยู่ใกล้ๆ ที่ที่ฉันเคยอยู่น่ะสิ พวกเธอน่าจะได้เห็นนะ—หน้าผาสูงทางทิศตะวันตกของที่นี่ จริงๆ แล้วมันคือรูปปั้นน่ะ”
แคสเซียเบิกตากว้าง
“รูป… รูปปั้นเหรอ? แต่การที่นายจะรอดมาได้ มันก็น่าจะเป็น…”
“ใช่ มันคือรูปปั้นอัศวินยักษ์ สูงอย่างน้อยสองร้อยเมตรได้ หัวของเขาหายไป ฉันเลยไปซ่อนอยู่บนลำคอ สรุปก็คือ… วันแรกที่เราถูกส่งมาที่นี่ มีสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลสองตัวสู้กันใกล้ๆ รูปปั้นนั่น พอน้ำลด ฉันเห็นซากศพขนาดมหึมานอนอยู่ตรงนั้น มีพวกนักเก็บกวาดเป็นร้อยๆ ตัวคอยรุมทึ้งมันอย่างช้าๆ”
เนฟิสพยักหน้า
“นั่นอธิบายได้ว่าทำไมตอนกลางวันถึงไม่มีสัตว์ร้ายแห่งฝันร้ายเลย อีกนานไหม?”
ซันนี่กะพริบตาปริบๆ
“อีกนานไหม อะไรเหรอ?”
ดาราแปรเปลี่ยนจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัดไปตามๆ กัน (TL:ขอเปลี่ยนจากดาราผกผัน เป็นแปรเปลี่ยนแทนนะครับ ผกผันมันฟังดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่)
“อีกนานไหม… กว่าพวกมันจะกินซากนั่นหมด?”
“อ๋อ อีกประมาณวันเดียว อย่างมากก็สองวัน”
เนฟิสหันกลับไป เธอหยิบเนื้อออกจากเตาแล้วรีบดับไฟทันที
‘ยัยคนนี้ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ๆ!’
ทั้งสามคนนั่งกินอาหารกันท่ามกลางแสงสลัวของยามโพล้เพล้ เนื้อนั่นทั้งชุ่มฉ่ำ นุ่ม และอร่อยอย่างบอกไม่ถูก มันอร่อยยิ่งกว่าอะไรก็ตามที่ซันนี่เคยลิ้มลองมาแม้แต่ในโรงอาหารของสถาบัน แน่นอนว่าความหิวโหยอย่างแสนสาหัสของเขาก็มีส่วนช่วยในเรื่องนี้ด้วย
พวกเขาผลัดกันส่งขวดน้ำแก้วให้กันเป็นระยะ
เมื่อกินอาหารเสร็จสิ้น ทะเลสีดำก็กลับมา และความมืดมิดของยามค่ำคืนก็เข้าปกคลุม ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกลืนกินโดยความมืดสนิท
แน่นอนว่าซันนี่มองเห็นทั้งเนฟิสและแคสเซียได้อย่างง่ายดาย ภายใต้การปกคลุมของรัตติกาล ดาราแปรเปลี่ยนยังคงดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลย
แต่เด็กสาวตาบอดกลับยอมให้ความรู้สึกจริงๆ ของเธอแสดงออกมา เพราะคิดว่าไม่มีใครเห็น เธอดูหลงทาง โดดเดี่ยว และหวาดกลัวมากกว่าตอนกลางวันมากนัก
ราวกับพยายามข่มความรู้สึกเหล่านั้น แคสเซียพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสดใสว่า:
“เรามาแนะนำตัวกันอย่างเป็นทางการดีไหมจ๊ะ? ฉันชื่อแคสซี่”
เนฟิสเหลือบมองไปทางเธอแล้วยักไหล่
“เนฟ”
ต่อไปเป็นตาของซันนี่ เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่พวกเธอไม่ได้ถามชื่อเขาตรงๆ ส่วนใหญ่แล้วเขาน่าจะยังบอกชื่อมนุษย์ของเขาได้อยู่—อย่างไรก็ตาม มันอาจจะขึ้นอยู่กับการเลือกใช้คำในคำถามด้วย
เมื่อรู้สึกโล่งอก เขาก็ยิ้มแล้วตอบว่า:
“ฉันชื่อซันเลส แต่พวกเธอจะเรียกฉันว่าซันนี่ก็ได้”