ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 45 เสียงหัวเราะ
เนื่องจากเศษเสี้ยวเงาที่ซันนี่ดูดซับในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ระยะของการควบคุมเงาจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม มันยังไม่เพียงพอที่จะสำรวจลึกเข้าไปในเขาวงกต เขาทำได้เพียงรับรู้ถึงทิศทางโดยรวมที่อสูรขนาดใหญ่สองตัวนั้นกำลังมุ่งหน้าไปเท่านั้น
พวกมันกำลังไปทางทิศตะวันตก
หลังจากบอกเรื่องนี้กับเนฟิสแล้ว ก็แทบไม่มีอะไรให้เขาทำอีก ในที่สุดซันนี่จึงตัดสินใจพักผ่อน เพราะวันพรุ่งนี้มีวี่แววว่าจะเต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตราย ดังนั้นการปล่อยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงเป็นผลประโยชน์สูงสุดของเขา
เวลาต่อมา ซันนี่นอนหงายจ้องมองท้องฟ้าสีเทา แคสซี่นั่งอยู่ข้างๆ เขา ตกอยู่ในภวังค์ความคิดของเธอเอง ส่วนเนฟิสกำลังนั่งสมาธิ อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็น เธออาจจะหลับไปแล้วก็ได้เท่าที่ซันนี่จะรู้
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง แคสซี่ก็หันมาหาเขา
“ซันนี่?”
เขาเอียงคอไปมองเธอ
“ว่าไง?”
เด็กสาวตาบอดลังเล
“นาย… นายคิดว่าพวกเราจะสามารถกลับบ้านได้ไหม?”
ซันนี่เหลือบมองเธอและขมวดคิ้ว ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็หันหน้าหนีและมองไปที่ท้องฟ้าอีกครั้ง
“แน่นอน”
แคสซี่ระบายยิ้ม:
“คิดอย่างนั้นจริงๆ เหรอคะ? เพราะอะไรล่ะ?”
‘ทำไมมีแต่คำถามพวกนี้เนี่ย?’
เขาทอนหายใจและพยายามหาคำพูดที่เหมาะสม
“เพราะเธอไง”
เขาชี้ไปที่เนฟิส ทั้งที่รู้ว่าแคสซี่จะมองไม่เห็น ถึงอย่างนั้นบนลานหินนี้ก็ไม่มีใครอื่นอีก ดังนั้นจึงค่อนข้างชัดเจนว่าเขาหมายถึงใคร
“อีกอย่าง ฉันก็ไม่ใช่พวกที่จะตายง่ายๆ หรอกนะ อันที่จริง ฉันกล้าพนันได้เลยว่าเธอไม่มีทางหาคู่หูผู้หลับใหลที่ไหนมาคุ้มครองเธอข้ามโลกแห่งความฝันได้ดีไปกว่าพวกเราสองคนอีกแล้ว ถ้าจะมีใครรอดชีวิตไปได้ ก็ต้องเป็นพวกเรานี่แหละ เพราะงั้น ใช่ ฉันคิดว่าโอกาสที่เราจะกลับไปได้นั้นสูงมากทีเดียว”
แคสซี่พลันหัวเราะคิกคัก
“นายไม่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปหน่อยเหรอคะ? นายได้ลำดับที่รองสุดท้ายเลยนะ!”
ซันนี่ไหวไหล่
“นั่นก็แค่เพราะมีคนฉลาดบางคนบอกให้ฉันทำตัวไม่ให้เป็นที่สะดุดตาต่างหาก ไม่อย่างนั้นลำดับของฉันคงสูงกว่านี้ไปแล้ว”
จากนั้นเขาก็พูดเสริมพร้อมรอยยิ้มกว้าง:
“สูงกว่านั้นมากเลยล่ะ! อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ที่สามนับจากท้าย!”
เด็กสาวตาบอดอดไม่ได้ที่จะระเบิดหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะอันไพเราะของเธอทำให้ซันนี่รู้สึกดีขึ้นมาก—เขาไม่ได้ยินเสียงอะไรแบบนั้นเลยตั้งแต่มารับที่โลกแห่งความฝัน มันเป็นเรื่องดีที่ได้เห็นว่าผู้คนยังสามารถรักษาความรื่นเริงเอาไว้ได้แม้ในสถานที่นรกแตกแห่งนี้
จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินแคสซี่หัวเราะเลยด้วยซ้ำ ตอนอยู่ที่สถาบัน เธอมักจะดูซึมเซาและหม่นหมองตลอดเวลา
หลังจากเสียงหัวเราะที่เกิดขึ้นกะทันหัน สีหน้าของแคสเซียก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นโหยหา ไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็ถามขึ้นว่า:
“นายคิดถึงอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับบ้านเหรอ?”
ซันนี่พยายามนึกถึงบางอย่าง แต่ก็ล้มเหลว เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขามีบ้านในโลกแห่งความเป็นจริงหรือเปล่า—ห้องเช่ารูหนูที่เขาเคยอยู่เป็นเพียงที่พักชั่วคราวกันฝนเท่านั้น ส่วนโลกความเป็นจริงโดยรวม ชีวิตของเขาที่นั่นก็ไม่ได้น่าอภิรมย์นัก
ในที่สุดเขาก็พูดว่า:
“ฉันไม่คิดถึงอะไรเป็นพิเศษหรอก”
แคสซี่ดูประหลาดใจมาก
“จริงเหรอคะ? นายไม่คิดถึงครอบครัวบ้างเลยเหรอ?”
ซันนี่ฉีกยิ้ม
“ฉันไม่มีครอบครัวน่ะ ก็นะ… ฉันเดาว่าฉันคงมีน้องสาวอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่พวกเราไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว”
“โอ้”
เด็กสาวตาบอดเงียบไป หลายวินาทีต่อมาเธอพูดขึ้นเบาๆ:
“ฉันคิดถึงครอบครัวมากที่สุดค่ะ”
มีร่องรอยของความอาวรณ์และความโศกเศร้าในน้ำเสียงของเธอ ซันนี่ไม่รู้จะพูดอะไรดี เขาจึงเลือกที่จะเงียบ
“ตอนนี้พ่อกับแม่คงจะเป็นห่วงฉันมากแน่ๆ ไม่สิ… อันที่จริง พวกท่านคงไม่แค่เป็นห่วงหรอก พวกท่านคงจะหัวใจสลาย พวกท่านคงคิดว่าฉันตายไปแล้วแน่ๆ”
ซันนี่เหลือบมองเธอและถอนหายใจ
“ดูเหมือนเธอจะรักพวกเขามากนะ”
แคสซี่หันมาหาเขาด้วยความสับสน
“แน่นอนสิคะ มันไม่ใช่เรื่องปกติหรอกเหรอ?”
ซันนี่จ้องมองท้องฟ้าสีเทา ลมมีกลิ่นอายของฝน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาก็พูดว่า:
“ฉันไม่รู้หรอก”
ในช่วงเย็น เนฟิสให้ซันนี่ฝึกเหวี่ยงดาบหนึ่งพันครั้งอีกครั้ง หลังจากนั้นพวกเขาก็กินเนื้อนักเก็บกวาดตากแห้งชิ้นสุดท้ายและสลับกันนอน เพื่อให้มีคนหนึ่งคอยเฝ้าดูแคสซี่อยู่เสมอ
โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในช่วงกลางคืน
เมื่อเช้าวันใหม่มาถึงและท้องทะเลสีดำมืดมิดถดถอยลง พวกเขาก็เตรียมตัวออกจากรูปปั้นยักษ์ เนฟิสเป็นคนแรกที่ปีนลงไป ก่อนหน้านั้นเธอมีบางอย่างจะกำชับ:
“วันนี้จะต่างจากเมื่อก่อน จะมีนักเก็บกวาดออกเพ่นพ่านในเขาวงกตมากขึ้น เราอาจจะไม่สามารถวางกับดักหรือหลีกเลี่ยงการสู้กับพวกมันทีละหลายๆ ตัวได้”
เธอมองมาที่ซันนี่:
“ถ้าเกิดอะไรขึ้น หน้าที่ของนายคือพาแคสซี่หนีไป พวกเราสามารถถอยไปตามทางเดินที่แคบเกินกว่าที่พวกนักเก็บกวาดจะเข้าไปได้ ถ้าพวกเราพลัดหลงกัน ให้มุ่งหน้าไปยังจุดพักที่อยู่บนที่สูงด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอฉัน เข้าใจไหม?”
ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาจึงพยักหน้าให้เธอ เนฟิสพยักหน้าตอบ
“ดี เวลาเป็นสิ่งสำคัญ ไปกันเถอะ”
พูดจบเธอก็เริ่มปีนลงไป หลังจากเนฟิสลงไปถึงจุดที่ต่ำกว่าพวกเขาประมาณยี่สิบเมตร เธอก็หาที่ยึดและหยุดรอ ซันนี่ใช้เชือกสีทองหย่อนแคสซี่ลงไป เช่นเดียวกับตอนที่ปีนขึ้น พวกเขาสลับกันช่วยเด็กสาวตาบอด โชคดีที่การปีนลงจากรูปปั้นนั้นง่ายกว่ามาก
ไม่นานพวกเขาก็ถึงพื้น
เมื่อเข้าสู่เขาวงกต ทั้งสามมุ่งหน้าไปอย่างเร่งรีบ เงาของซันนี่นำหน้าไปก่อน เพื่อสำรวจหามอนสเตอร์และเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด ถึงอย่างนั้น ความคืบหน้าของพวกเขาก็ยังล่าช้าและวุ่นวาย พวกเขาต้องเปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอดเวลาเพื่อหลีกเลี่ยงกลุ่มนักเก็บกวาด บ่อยครั้งที่ต้องไปจนสุดทางตันหรือขยับออกห่างจากจุดหมายปลายทางมากขึ้น
ซันนี่ซึ่งรับหน้าที่เป็นทั้งหน่วยสอดแนมและผู้นำทาง รู้สึกเหมือนสมองของเขาเริ่มจะเดือดปุดๆ
อย่างไรก็ตาม ณ จุดหนึ่ง พวกเขาก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่การต่อสู้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จนได้
มีนักเก็บกวาดกลุ่มใหญ่ตามหลังมา และมีคู่หนึ่งขวางทางอยู่ข้างหน้า ทั้งสองกลุ่มยังไม่สังเกตเห็นเหล่าผู้หลับใหล แต่ทว่าเนื่องจากไม่มีทางเดินอื่นให้เลี้ยวเข้าไปอีกแล้ว มันจึงเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
เนฟิสพิจารณาทางเลือกอยู่ครู่หนึ่ง มีรอยขมวดคิ้วบนใบหน้าของเธอ ในที่สุดเธอก็พูดว่า:
“ถ้ามีแค่สองตัว เราจัดการได้”
ซันนี่มองเธอด้วยความไม่แน่ใจในดวงตา
“แต่ไม่มีเวลาให้วางกับดักเลยนะ”
เขาไม่แน่ใจนักว่าพวกเขาจะสู้กับนักเก็บกวาดพร้อมกันสองตัวได้อย่างไร ต่อให้เนฟิสจะเป็นครูที่ดีแค่ไหน แต่เขาเพิ่งฝึกดาบได้เพียงวันเดียว การเผชิญหน้ากับนักเก็บกวาดเพียงตัวเดียวก็ถือว่าเสี่ยงแล้ว
ดาราแปรเปลี่ยนไหวไหล่
“มันก็เกือบจะเหมือนเดิมนั่นแหละ ฉันจะโจมตีก่อน นายตามมาข้างหลังในเงามืดและจัดการตัวหนึ่งให้เสร็จเมื่อมันหันไป จากนั้นพวกเราค่อยช่วยกันฆ่าตัวที่สอง”
แผนการทั้งหมดตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า เนฟิสสามารถรอดชีวิตจากการบุกโจมตีของนักเก็บกวาดสองตัวที่รุมเธอพร้อมกันได้ ซันนี่ประทับใจในฝีมือของเธอมาก แต่เขาไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นไปได้ มีความเป็นไปได้สูงที่เนฟิสจะตาย
เขายังจำได้ว่าเธอไม่ได้อยู่ในนิมิตแรกของแคสซี่
แต่พวกเขาจะทำอะไรได้อีกล่ะ?
ด้วยความรู้สึกสั่นคลอนเล็กน้อย ซันนี่กัดฟันแน่น
“ก็ได้”
หลังจากหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เนฟิสก็เรียกใช้ดาบของเธอ
จากนั้น เธอก็ก้าวออกไปข้างหน้า