ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 59 เงาแห่งหอคอยสีแดงก่ำ
ซันนี่กระโดดลงจากซากนักเก็บกวาดที่ตายสนิท เขาเก็บดาบเข้าที่แล้วผิวปากส่งสัญญาณให้แคสซี่รู้ว่าปลอดภัยแล้ว ไม่นานนักเธอก็คลานออกมาจากช่องเล็กๆ บนกำแพงปะการังและค่อยๆ วางเท้าลงบนพื้น
เด็กสาวตาบอดใช้ไม้เท้ายันกายพลางหันศีรษะเล็กน้อยเพื่อฟังเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาของเขา
ซันนี่เดินเข้าไปหาและจับมือแคสซี่มาวางบนไหล่ของเขาอย่างนุ่มนวล จากนั้นเขาก็พาเธอเดินเลี่ยงแอ่งเลือดมุ่งหน้าไปยังเสียงสะท้อน ระหว่างทางพวกเขาก็คุยกันไปด้วย
“พวกตะขาบนั่นปรากฏตัวออกมาหรือเปล่าคะ?”
ระหว่างการเดินทางผ่านเขาวงกต พวกเขาพบว่าเหล่านักเก็บกวาดไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่อาศัยอยู่ที่นี่ มอนสเตอร์หลากหลายสายพันธุ์อาศัยอยู่ในป่าสีเลือดแห่งนี้ พวกมันหลบซ่อนตัวอยู่ในแนวปะการังตอนกลางคืนและออกมาล่าเหยื่อเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น
มีทั้งกลุ่มก้อนหนอนกินเนื้อที่มีสติปัญญาซึ่งคอยโจมตีจากใต้โคลนสีดำ, ดอกไม้กินคนที่คอยรัดเหยื่อด้วยเถาวัลย์สูบเลือด และหนวดโปร่งแสงประหลาดที่พวกเขาเคยเห็นมันลากนักเก็บกวาดที่พยายามขัดขืนอย่างสุดชีวิตเข้าไปในซอกรอยแยกที่มืดมิดและลึกโชก
พวกเขายังไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตชนิดไหนที่ซ่อนตัวอยู่ในรอยแยกนั่น และซันนี่ก็หวังว่าพวกเขาจะไม่มีวันได้รู้
พูดสั้นๆ ก็คือ เขาวงกตแห่งนี้คือบ้านของความสยดสยองทุกรูปแบบ ซึ่งทุกตัวมีระดับไม่ต่ำกว่าระดับตื่นรู้ พวกมันล้วนเป็นสัตว์กินซากที่ประทังชีวิตด้วยเศษซากที่ทิ้งไว้โดยมอนสเตอร์จากทะเลทมิฬ และถ้ามีโอกาส พวกมันก็พร้อมจะเขมือบกันเอง—ไม่ต้องพูดถึงมนุษย์เนื้อนุ่มสามคนนี้เลย
โชคดีที่กองพันกระดองนั้นหวงถิ่นอย่างมากและดูเหมือนจะเป็นฝ่ายกุมอำนาจในภูมิภาคนี้ของแนวปะการังสีเลือด แม้ว่าชุดเกราะ ขนาดตัว และพละกำลังจะทำให้เหล่านักเก็บกวาดเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม แต่การรับมือกับสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวเป็นหลักก็ยังดีกว่าการต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่รู้จักอยู่ตลอดเวลา
พวกมอนสเตอร์ตะขาบคือศัตรูล่าสุดของกองพันกระดองที่พวกเขาได้พบ บางตัวมีความยาวมากกว่าสามเมตร มีเปลือกไคตินสีแดงเป็นมันวาวและมีขาเล็กๆ นับร้อยที่วิ่งยั้วเยี้ย พวกมันรวดเร็วและคล่องแคล่วอย่างน่ารังเกียจ สามารถเคลื่อนที่ผ่านโคลน ปีนกำแพงปะการัง หรือแม้แต่กระโดดลงมาใส่เหยื่อที่ไม่ทันตั้งตัวจากด้านบนด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ
ที่แย่ไปกว่านั้น ร่างกายของพวกมันสามารถหลั่งน้ำมันสีดำที่มีฤทธิ์กัดกร่อนซึ่งสามารถละลายเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดได้ในไม่กี่วินาที ข้อดีเพียงอย่างเดียวของมอนสเตอร์ตะขาบคือเปลือกไคตินของมันไม่แข็งนักและสามารถแทงทะลุได้ง่ายด้วยดาบ
ซันนี่ตอบโดยไม่หันกลับมามอง:
“ใช่ มากันหกตัวแน่ะ แล้วก็นักเก็บกวาดอีกสองสามตัว เราปล่อยให้พวกมันกัดกันเองแล้วค่อยจัดการพวกที่รอดตาย”
แคสซี่ลอบกลืนน้ำลาย
“นายบาดเจ็บไหมคะ?”
“ไม่มีอะไรที่ชุดเกราะเรารับมือไม่ได้หรอก”
“แล้วเซนจูเรียนล่ะคะ?”
เขาชำเลืองมองซากศพที่ถูกกินไปครึ่งหนึ่งแล้วยิ้มออกมา
“มันไม่มาสร้างปัญหาให้เราอีกแล้วล่ะ”
นี่คือมอนสเตอร์ระดับตื่นรู้ตัวที่สองที่พวกเขาสังหารได้หลังจากเข้าสู่โลกแห่งความฝัน เมื่อเทียบกับการเผชิญหน้าครั้งแรก การต่อสู้ครั้งนี้ราบรื่นกว่ามาก ไม่มีใครตาย และไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส
แม้แต่เสียงสะท้อนก็ยังรักษาตัวก้ามไว้ได้ครบทั้งสองข้าง
“เราได้เศษเสี้ยววิญญาณมาเท่าไหร่คะ?”
ซันนี่นับดู
“น่าจะสิบเอ็ดชิ้นนะ”
คราวนี้เป็นตาของแคสซี่ยิ้มบ้าง
“นั่นเป็นการเก็บเกี่ยวที่มากที่สุดเท่าที่เราเคยทำมาเลยนะคะ! มากกว่าเดิมตั้งเยอะ!”
เขาพยักหน้า “ใช่”
อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงล้มเหลวในการได้รับความทรงจำอีกครั้ง ซันนี่ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะโชคร้ายของเขาหรือเปล่า แต่ทั้งเขาและเนฟิสไม่สามารถครอบครองความทรงจำเพิ่มได้เลยตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ราวกับว่ามนต์ฝันร้ายตัดสินใจว่าพวกเขาได้รับมาเพียงพอแล้ว
‘มันไม่มีคำว่าพอหรอกโว้ย!’ เขาถอนหายใจ
หนึ่งในเกมที่เขาและแคสซี่ชอบเล่นตอนอยู่ที่ค่ายคือการคุยกันว่าพวกเขาจะซื้ออะไรหลังจากกลับไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงและกลายเป็นคนรวย แต่เขาต้องสะสมความทรงจำสักสองสามชิ้นเพื่อเอาไปประมูลให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นเงินจะมาจากไหนล่ะ?
ด้วยความโลภที่ครอบงำ ซันนี่เดินเข้าไปหาเสียงสะท้อนและมองมันด้วยสายตาไม่พอใจ
“นี่แก! หยุดเคี้ยวได้แล้ว!”
เจ้านักเก็บกวาดหยุดนิ่งอย่างเชื่อฟัง ทั้งที่มีชิ้นเนื้อยังห้อยคาปากอยู่
“คายออกมา!”
ซันนี่ส่ายหัวพลางช่วยแคสซี่ปีนขึ้นไปนั่งบนหลังของมันและส่งสายจูงให้เธอ
“ไอ้ตัวประหลาดนี่มันเขมือบเซนจูเรียนไปเกือบครึ่งตัวเลยนะ อะไรของมันเนี่ย? ในบรรดาเสียงสะท้อนทั้งหมดบนโลก ทำไมฉันต้องมาติดแหง็กกับตัวที่มันบกพร่องแบบนี้ด้วยนะ?”
เงาของเขาส่งสัญญาณพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม แสดงออกว่ามันเข้าใจความรู้สึกของเขาอย่างถ่องแท้ ซันนี่หรี่ตามองมัน เป็นการแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันที่หาได้ยากยิ่งนะเนี่ย แต่เดี๋ยวนะ เงาไม่มีเสียงสะท้อนนี่นา…
แล้วที่ว่าติดแหง็กกับตัวบกพร่องเนี่ย หมายถึงใครกันฮะ?
‘ไอ้เงาเจ้าเล่ห์…’
แคสซี่หัวเราะ “อย่าไปว่าพาหนะของฉันสิคะ เขาเป็นเสียงสะท้อนที่ยอดเยี่ยมนะ! ฉันชอบเขามากเลย”
‘กลายเป็น “เขา” ไปแล้วเรอะ?’
ซันนี่ส่ายหัวอีกรอบแล้วเริ่มเลาะเนื้อที่เหลือจากซากเซนจูเรียน จากนั้นเขาก็นำเนื้อใส่ลงในถุงอานที่ทำจากสาหร่ายซึ่งผูกติดกับตัวเสียงสะท้อน
เขาทำถุงเหล่านี้ขึ้นมาเองเพื่อเพิ่มความสามารถในการแบกสัมภาระของกลุ่ม ท้ายที่สุดแล้วเสียงสะท้อนก็น่าจะแข็งแกร่งมาก—การไม่ใช้ประโยชน์จากจุดนี้ถือเป็นความผิดพลาด
หลังจากนั้น ซันนี่ถอนหายใจและเริ่มทำงานที่น่ารื่นรมน้อยที่สุด—นั่นคือการเก็บถุงน้ำมันจากซากมอนสเตอร์ตะขาบ แต่ละตัวจะมีสองถุงเชื่อมต่อกับต่อมพิเศษ กระบวนการทั้งหมดนี้ดูน่าสะอิดสะเอียนมากกว่าอันตราย เพราะฤทธิ์กัดกร่อนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อของเหลวจากทั้งสองถุงผสมกันเท่านั้น
พวกเขายังหาวิธีใช้ประโยชน์จากน้ำมันตะขาบไม่ได้ แต่เนฟิสยืนกรานให้เก็บไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เธอมั่นใจว่าวันหนึ่งมันจะต้องมีประโยชน์แน่ๆ
อย่างน้อยที่สุด น้ำมันนี่ก็น่าจะติดไฟได้ดีมาก
พูดถึงเนฟิส เมื่อซันนี่เก็บถุงน้ำมันเสร็จ เธอก็รวบรวมเศษเสี้ยววิญญาณทั้งหมดเสร็จพอดีและมายืนรออยู่ที่หน้าเสียงสะท้อน เขาโชว์ผลงานให้เธอเห็นก่อนจะเก็บพวกมันลงในถุงอานแยกต่างหาก
“เรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
เธอพยักหน้า
ซันนี่มองท้องฟ้าเพื่อกะเวลา ดวงอาทิตย์อยู่ตรงหัวพอดีท่ามกลางท้องฟ้าสีเทา ยังเหลือเวลาอีกมากก่อนจะค่ำ
“เธอคิดว่าไง? ตอนนี้เราอยู่กึ่งกลางระหว่างเนินราบกับสันกระดูก เราควรกลับไปที่เดิมหรือจะลองไปให้ถึงสันกระดูกภายในวันนี้เลยดี?”
ระดับพื้นดินของเขาวงกตนั้นไม่สม่ำเสมอ บางส่วนอยู่สูงกว่าส่วนอื่น ปัจจุบันพวกเขาอยู่ในพื้นที่ลักษณะนั้น ทะเลทมิฬที่นี่ตื้นกว่ามาก ซึ่งหมายความว่ามีภูมิประเทศทางธรรมชาติที่โผล่พ้นน้ำในช่วงกลางคืนมากกว่า ทำให้ระยะห่างระหว่างจุดพักสั้นลง
เนฟิสครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า:
“ไปให้ถึงสันกระดูกกันเถอะ”
พวกเขาสะกดรอยสำรวจเส้นทางส่วนใหญ่ไว้แล้วเมื่อวาน ดังนั้นจึงไม่มีอันตรายจากการหลงทางหรือไปไม่ทันเวลามากนัก และเมื่อเซนจูเรียนกระดองตายไปแล้ว ปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้ซึ่งคอยทำให้ชีวิตพวกเขาลำบากในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาก็หมดไป เมื่อพิจารณาจากสิ่งนี้ การตัดสินใจของดาราแปรเปลี่ยนจึงดูสมเหตุสมผล
ซันนี่พยักหน้า “ตกลง”
พูดจบ เขาก็ส่งเงาของเขาล่วงหน้าไปก่อน
เวลาต่อมา พวกเขากำลังเข้าใกล้สันกระดูก ดวงอาทิตย์เตรียมจะลับขอบฟ้า แต่ยังพอมีเวลาเหลือเฟือที่จะไปยังที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ซันนี่กลับรู้สึกตื่นตระหนกและไม่สบายใจ
ความรู้สึกนี้เริ่มตามหลอกหลอนเขาหลังจากที่พวกเขาออกจากหน้าผามาได้ไม่นาน มันมักจะปรากฏขึ้นในช่วงใกล้ค่ำและคงอยู่จนถึงนาทีสุดท้ายของอาทิตย์อัสดง จากนั้นก็หายไป ทิ้งให้เขางุนงงและไม่สบายใจ ยิ่งพวกเขาเดินทางไปทางตะวันตกมากเท่าไหร่ ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
มันราวกับว่ามีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโลกในช่วงเวลานั้น แต่ไม่ว่าซันนี่จะพยายามทำความเข้าใจว่าความผิดปกตินั้นคืออะไร เขาก็ทำไม่ได้
สุดท้าย เขาตัดสินใจแชร์ความไม่สบายใจนี้ให้คนในกลุ่มฟัง หลังจากฟังเขาแล้ว พวกเด็กสาวต่างก็ประหลาดใจ ดูเหมือนพวกเธอจะไม่สังเกตเห็นอะไรผิดปกติเลย แม้แต่แคสซี่ที่มีความเชื่อมโยงกับนิมิตและมีสัญชาตญาณอันเหลือเชื่อก็ไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกประหลาดนั้น
อย่างไรก็ตาม เธอได้เสนอทฤษฎีหนึ่งขึ้นมา เนื่องจากซันนี่เป็นคนเดียวที่รับรู้ถึงความรู้สึกนี้ได้ จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะสันนิษฐานว่ามีบางอย่างที่พิเศษในตัวเขาที่ทำให้รับรู้ได้ และสิ่งเดียวที่เขามีต่างจากพวกเธอในแง่ของการรับรู้ก็คือ สัมผัสแห่งเงา
ซึ่งหมายความว่าต้นตอของความผิดปกตินี้ น่าจะเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของเงา
ด้วยคำแนะนำของเธอ ในที่สุดซันนี่ก็เข้าใจถึงสาเหตุของความไม่สบายใจของเขา ปรากฏว่าแคสซี่พูดถูก—ในช่วงเวลาที่ใกล้พระอาทิตย์ตกที่สุด เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก จะมีเงาขนาดมหึมาเคลื่อนผ่านเขาวงกต ส่งผลต่อประสาทสัมผัสของเขาและทำให้เขารู้สึกขนลุกซู่
เงานั้นอยู่ไกลเกินไปและใหญ่โตเกินกว่าจะมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่เขาสามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของมัน
เมื่อเขาบอกแคสซี่เรื่องเงายักษ์นั้น เธอก็พยักหน้า ราวกับว่ามันอธิบายทุกอย่างได้กระจ่างแจ้ง
จากนั้นเธอก็พูดว่า:
“นั่นคือเงาของหอคอยสีแดงก่ำค่ะ”