ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 65 แสงสว่างในความมืด
ซันนี่ตื่นเต็มตาในทันที เขาลุกขึ้นนั่ง รีบขยี้ตาแล้วหันไปมองเด็กสาวตาบอด พร้อมที่จะรับฟังอย่างเต็มที่
เนฟิสเดินเข้ามาหาพวกเขาและนั่งลง ใบหน้าของเธอแทบจะมองไม่เห็นภายใต้แสงสลัวของรุ่งสาง
“อดีตหรืออนาคต?”
ซันนี่กะพริบตา
‘จริงด้วย ฉันควรจะเป็นคนถามคำถามนั้นเองนะเนี่ย’
แคสซี่นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบอย่างลังเลว่า:
“อดีตค่ะ… ฉันคิดว่านะ”
หลังจากนิ่งไปครู่สั้นๆ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นความมั่นใจ
“ไม่ค่ะ ฉันมั่นใจแล้ว”
ดาราแปรเปลี่ยนเอียงคอเล็กน้อย
“ดีแล้ว… แล้วเธอเห็นอะไรล่ะ?”
แคสซี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ และเงียบไปหลายวินาทีเพื่อรำลึกความทรงจำ ใบหน้าของเธอซีดลงเล็กน้อย แต่คราวนี้เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความกลัวของตัวเองแล้ว
“ฉันเห็นสถูปเถ้าถ่านในยามดึกสงัด ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ ลมพัดแรงจนกิ่งก้านของต้นไม้ยักษ์โน้มเอียง ราวกับมันพยายามจะหักกิ่งเหล่านั้นให้ได้ เกาะทั้งเกาะสว่างไสวด้วยสายฟ้าที่ฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสายฝนที่ตกลงมาเหมือนน้ำท่วม”
เธอหยุดพักหายใจครู่หนึ่งแล้วเล่าต่อ:
“ปีศาจกระดองอยู่ที่นั่น ยืนอยู่ท่ามกลางพายุเหมือนป้อมปราการที่สั่นคลอนไม่ได้ซึ่งทำจากเหล็กขัดเงา กระแสไฟฟ้าเต้นระบิบระยับอยู่ระหว่างหนามบนชุดเกราะของมัน แต่เจ้าปีศาจไม่ได้สนใจเลย มันเป็นอย่างที่คุณซันนี่อธิบายไว้จริงๆ… ทะนงตน มืดมน และน่าหวาดกลัว”
แคสซี่หลับตาลง
“เมื่อฉันมองเข้าไปในดวงตาของมัน ฉันรู้สึกได้ถึง… ความว่างเปล่าและการแปดเปื้อน มันเฝ้ามองพายุจนกระทั่งพายุเริ่มสงบลง ลมเริ่มอ่อนกำลัง ฝนหยุดตก ต้นไม้ยักษ์ยังคงยืนหยัดไม่หักโค่น งดงามเหมือนเช่นเคย แต่แล้ว สายฟ้าฟาดครั้งสุดท้ายก็ตกลงมาจากฟากฟ้า และปะทะเข้ากับพื้นดินข้างๆ มัน”
ซันนี่ฟังเรื่องเล่าของเธอด้วยความตั้งใจอย่างยิ่ง หวังว่าจะได้ยินข้อมูลที่เป็นประโยชน์สักชิ้น
‘งั้นไอ้อสูรกายนั่นก็ไม่กลัวสายฟ้าแฮะ เสียดายชะมัด เห็นมันมีกระดองโลหะ ฉันเกือบจะลองล่อมันออกมาจากใต้ต้นไม้ตอนพายุเข้าอยู่แล้วเชียว’
ดูเหมือนว่าแผนนั้นคงจะใช้ไม่ได้ผล
ขณะเดียวกัน แคสซี่ก็พร้อมจะเล่าต่อ:
“สายฟ้านั่นไม่มีทางทำร้ายปีศาจกระดองได้เลย นับประสาอะไรกับต้นไม้อันน่าอัศจรรย์นั่น ทว่าเมื่อมันกระแทกพื้น มันได้จุดไฟเผาใบไม้ร่วงที่ปกคลุมพื้นผิวของสถูปเถ้าถ่าน ไม่นานนัก พื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาะก็ถูกปกคลุมด้วยกองเพลิง ท่ามกลางความมืดมิดของยามค่ำคืน มันส่องสว่างราวกับเป็นประภาคาร”
ซันนี่หูผึ่งขึ้นมาเมื่อนึกอะไรบางอย่างได้ ย้อนกลับไปตอนที่พวกเขาสามคนพบกันครั้งแรกในช่วงเริ่มต้นของการผจญภัยอันตรายในโลกแห่งความฝัน พวกเด็กสาวเคยบอกว่าแสงไฟที่เขาเห็นจากรูปปั้นอัศวินยักษ์เมื่อไม่กี่คืนก่อนหน้านั้นเป็นฝีมือของพวกเธอจริงๆ
อย่างไรก็ตาม การจุดไฟในตอนนั้นกลับกลายเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ ในยามค่ำคืน แหล่งกำเนิดแสงใดๆ ก็ตามเปรียบเสมือนเหยื่อล่อสำหรับมอนสเตอร์แห่งชายฝั่งที่ถูกลืม… รวมถึงสิ่งมีชีวิตน่าสยดสยองที่ซุ่มซ่อนอยู่ในส่วนลึกของทะเลทมิฬด้วย นั่นคือเหตุผลที่นับตั้งแต่นั้นมา พวกเขาจึงระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่จุดไฟหลังจากดวงอาทิตย์ตกดิน โดยยอมทนต่อความมืดแทนที่จะดึงดูดความสยองขวัญที่ไม่รู้จักจากใต้เกลียวคลื่น
เมื่อเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปในนิมิตของแคสซี่ เขาจึงรอให้เด็กสาวตาบอดพูดต่อ เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย
“ก่อนที่เปลวไฟจะมอดดับลง ทะเลทมิฬก็กระเพื่อมไหว และ… และมีสิ่งหนึ่งคลานออกมาจากน้ำ ร่างของมันปกคลุมเกือบจะทั่วทั้งเนินของสถูปเถ้าถ่าน มันดูเหมือน… เหมือนกลุ่มก้อนของกระดูกและเนื้อเน่าที่เชื่อมต่อกันด้วยสาหร่ายสีดำ พร้อมด้วยดวงตาน่าเกลียดน่ากลัวนับพันที่จ้องมองมาที่ฉันอย่างหิวโหยจากเบื้องล่าง หนวดที่ม้วนพันกันดูยั้วเยี้ยขณะที่มันดันตัวเองมุ่งหน้าไปยังต้นไม้ยักษ์”
ใบหน้าของเธอเริ่มเขียวคล้ำเล็กน้อย แค่เพียงจดจำอสูรกายตัวนั้นได้ก็ทำให้แคสซี่รู้สึกคลื่นไส้ แต่เธอก็ข่มใจกัดฟันเล่าต่อไป
“นั่นเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารังเกียจที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยค่ะ ทว่ามันดูเชื่องช้าและงุ่มง่าม ราวกับว่าการขึ้นมาบนบก พ้นจากน้ำสีดำ จะทำให้มันอ่อนแอลง ปีศาจกระดองไม่ได้ลังเลเลยที่จะพุ่งเข้าใส่สิ่งมีชีวิตตัวนั้น โดยไม่สนใจความจริงที่ว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าตัวเองอย่างน้อยสิบเท่า มันเหมือนกับว่า… เหมือนมันเสียสติไปโดยสมบูรณ์ โกรธแค้นที่มีสิ่งบุกรุกเข้ามาบนเกาะ”
เนฟิสเอ่ยขึ้นทันควัน:
“แล้วเจ้าปีศาจรอดมาได้ยังไง?”
เด็กสาวตาบอดลังเล
“ฉัน… ฉันไม่ทราบค่ะ ฉันไม่ได้เห็นการต่อสู้ด้วยตัวเอง เห็นเพียงช่วงเริ่มต้นและจุดจบเท่านั้น เมื่อรุ่งสางมาถึง ปีศาจกระดองก็คลานกลับเข้าสู่ร่มเงาของต้นไม้ยักษ์ มันบาดเจ็บสาหัส ขาหายไปหลายข้าง และเคียวของมันก็เต็มไปด้วยรอยร้าวที่ดูเหมือนใยแมงมุม ไฟดับไปแล้ว และไม่มีว่องรอยของสิ่งมีชีวิตจากทะเลหลงเหลืออยู่ให้เห็นเลย”
เธอนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยเสียงแผ่วเบา:
“แผลที่สาหัสที่สุดอยู่บนหน้าอกของมัน ชุดเกราะเหล็กกล้าของปีศาจแตกหักและแยกออกจากกัน เผยให้เห็นหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ข้างใน เลือดสีครามไหลรินออกมาจากบาดแผล ผสมปนเปไปกับทรายสีเถ้า ปีศาจคลานไปที่โคนต้นไม้และวางร่างที่แหลกเหลวของมันไว้ระหว่างรากไม้”
แคสซี่ถอนหายใจ
“สิ่งสุดท้ายที่ฉันเห็นคือการผ่านไปของเวลา ฉันไม่รู้ว่ามันนานแค่ไหน แต่ในที่สุด ปีศาจกระดองก็สามารถฟื้นตัวจากบาดแผลได้ เคียวของมันซ่อมแซมตัวเอง ขาของมันงอกกลับมา รอยแยกบนหน้าอกเป็นส่วนสุดท้ายที่สมานตัว อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หายสนิทเสียทีเดียว ภายใต้จุดที่ลับตาคน ชุดเกราะของมันยังคงมีจุดอ่อนอยู่”
ทั้งซันนี่และเนฟิสต่างนิ่งเงียบไปนานเพื่อใช้ความคิด
ดาราแปรเปลี่ยนเป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ
“งั้นมันก็ไม่ได้ไร้เทียมทานไปเสียทีเดียวสินะ”
จากนั้นเธอก็มองมาที่ซันนี่แล้วถามว่า:
“แผนของนายไปถึงไหนแล้ว?”
เขากะพริบตา สลัดตัวเองออกจากฝูงความคิดที่รุมเร้า ซันนี่มองเพื่อนร่วมทางทั้งสองแล้วยิ้มออกมา
“ไปได้สวยเลยล่ะ เดิมทีฉันก็พอจะมีความคิดลางๆ แล้วว่าจะต้องทำยังไงต่อ แต่นิมิตของแคสซี่ช่วยเสริมแรงบันดาลใจให้ฉันได้มากทีเดียว”
เนฟิสเลิกคิ้ว
“งั้นเหรอ?”
เขาพยักหน้าอย่างมั่นใจ
“ใช่ มันเป็นไอเดียที่บ้าบิ่นหน่อยนะ แต่มันอาจจะใช้ได้ผล… มั้งนะ ไม่ว่ายังไงมันก็เสี่ยงมาก และเราต้องมีการเตรียมตัวกันสักหน่อย”
ทั้งแคสซี่และเนฟิสมองเขาอย่างคาดหวัง เด็กสาวตาบอดถามอย่างระมัดระวัง
“แล้ว… แผนของนายคืออะไรคะ? เราจะหลอกเจ้าปีศาจนั่นได้ยังไง?”
ซันนี่กอดอก
“มันไม่ซับซ้อนเท่าไหร่หรอก ความจริงฉันได้ไอเดียมาจากชายโบราณที่เนฟชอบเล่านั่นแหละ เราจะสร้าง…”
เขาเว้นจังหวะอย่างมีจริตจะก้าน แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มลึกลับ:
“…ลาโทรจัน”
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาของพวกเธอไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคาดหวังไว้ เด็กสาวทั้งสองกะพริบตาปริบๆ แล้วจ้องมองเขาด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูก ก็นะ แคสซี่ไม่ได้จ้องหรอกเพราะเธอมองไม่เห็น แต่สีหน้าของเธอก็เป็นแบบเดียวกับดาราแปรเปลี่ยนเป๊ะ
ประหลาดแฮะ
“…สร้างอะไรนะ?”
ซันนี่เกาท้ายทอยแก้เก้อและกระแอมไอ
“เอ่อ… ฉันใช้คำผิดเหรอ? ฉันนึกว่าตาคนชื่อโอดิสเซียสนั่นสร้างสัตว์ไม้ขึ้นมาตัวนึง? เอ่อ… ลา… ใช่ไหม?”
เนฟิสยกมือขึ้นกุมหน้าผากพลางหลับตาลง
‘แปลกแฮะ เธอปวดหัวเหรอ?’
“เอ่อ เธอโอเคไหม?”
เธอถอนหายใจยาว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า:
“ม้า… มันคือม้าต่างหาก…”
วันต่อมา พวกเขาเดินทางกลับไปยังสถานที่ที่เคยเกิดการต่อสู้ระหว่างกองพันกระดองและมอนสเตอร์ตะขาบ เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเขาเคยล่อเซนจูเรียนกระดองมาที่นี่เพื่อซุ่มโจมตี แต่กลับกลายเป็นต้นเหตุให้เกิดการเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างอสูรแห่งฝันร้ายสองเผ่าพันธุ์
ซากของมอนสเตอร์บางตัวยังคงอยู่ที่นั่น ถูกฝังอยู่ใต้โคลนเล็กน้อย
แน่นอนว่าไม่มีเนื้อเหลืออยู่บนโครงกระดูกของพวกมันแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้อยู่อาศัยในเขาวงกตส่วนใหญ่ก็เป็นพวกกินซากอยู่แล้ว
ทว่าผู้หลับใหลทั้งสามไม่ได้สนใจเรื่องเนื้อ พวกเขามาที่นี่เพื่ออย่างอื่น
เมื่อหยุดลงตรงหน้ากระดองเปล่าของเซนจูเรียนที่ถูกสัตว์ป่าไม่ทราบชนิดกัดกินเนื้อจนเกลี้ยง เขามองดูกระดองสีดำแดงนั่นด้วยความพึงพอใจ
เนฟิสเดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ เขา ด้วยสีหน้าที่อ่านไม่ออก
“นี่คือสิ่งที่นายต้องการงั้นเหรอ?”
ซันนี่เผยรอยยิ้ม
“ใช่เลยเป๊ะๆ ฉันรู้อยู่แล้วว่าคงไม่มีตัวอะไรบ้าพอจะมาเคี้ยวสารไคตินเล่นหรอก แต่… ในสถานที่แบบนี้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ ฉันเลยไม่ค่อยมั่นใจเรื่องสภาพของมันน่ะ”
แต่สภาพของมันยังดีอยู่
อันที่จริง มันสมบูรณ์แบบเลยล่ะ