ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 71 ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย
เมื่อปีศาจกระดองต้องใช้เคียวมรณะของมันเพื่อค้ำยันน้ำหนักตัว ซันนี่จึงปลอดภัยจากคมดาบที่แหลมคมของมันชั่วคราว แน่นอนว่ามอนสเตอร์ตัวนี้ยังมีวิธีการโจมตีแบบอื่น ขาแต่ละข้างที่สูงตระหง่านของมันเปรียบเสมือนซุงกระทุ้งประตูเมือง ทั้งอันตรายและสามารถสร้างพลังทำลายล้างมหาศาลได้
แต่ในตอนนี้ ท่าทางของมันหมิ่นเหม่เกินกว่าจะฟาดฟันด้วยขาเหล่านั้น ซันนี่มีเวลาอย่างน้อยหนึ่งวินาทีที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนาโดยไม่มีความเสี่ยง
สิ่งเดียวที่เขาต้องหลีกเลี่ยงคือการเข้าไปอยู่ใต้ร่างของเจ้ายักษ์โดยตรง ซึ่งจะทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายจากการถูกบดขยี้จนตายด้วยร่างกายอันมหึมาของปีศาจ
ช่างประจวบเหมาะ เพราะนั่นคือสิ่งที่เขาต้องทำพอดี
‘บ้าชะมัด บ้าชะมัด บ้าชะมัด!’
ซันนี่เหลือบมองสิ่งมีชีวิตหุ้มเกราะร่างยักษ์ พลางสบถและพุ่งไปข้างหน้า ครู่ต่อมาเขาก็มุดลงไปใต้ตัวปีศาจกระดอง สัมผัสได้ถึงเงาหนาทึบที่กลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว
ทันใดนั้น เหงื่อเย็นๆ ก็ผุดพรายไปทั่วร่างซันนี่ ตอนนี้ไม่มีอะไรอยู่เหนือหัวเขานอกจากโลหะที่ขัดจนเงาวับและเจตนาฆ่าฟัน สิ่งเดียวที่มอนสเตอร์ตัวนี้ต้องทำเพื่อเปลี่ยนมนุษย์ตัวจ้อยให้กลายเป็นกองเลือดก็คือการทิ้งตัวลงบนทราย
ภายใต้น้ำหนักมหาศาลที่กดทับ อวัยวะของซันนี่จะแตกทะลักและกระดูกของเขาจะกลายเป็นผงธุลี จะไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันหลงเหลืออยู่เลย นอกจากชั้นของเหลวเหนียวข้นสีเลือดที่ฉาบอยู่บนพื้น
ไม่ใช่สถานการณ์ที่ดีนักที่จะพาตัวเองเข้ามาอยู่ตรงนี้
ด้วยเส้นประสาทที่เกือบจะหลอมละลาย ซันนี่กวัดแกว่งดาบและรุดหน้าไป ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ข้อต่อขาของปีศาจกระดอง เขาจดจ่ออย่างเต็มที่ มองหาการเคลื่อนไหวที่เล็กน้อยที่สุด เพื่อเฝ้ารอมัน
เมื่อไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด ซันนี่ผลักดันทุกความคิดและอารมณ์ที่ไม่จำเป็นไปไว้ในมุมที่ไกลที่สุดของจิตใจ ไม่ยอมให้ความหวาดกลัว ความสงสัย และนิสัยชอบคิดมากเกินไปมาทำให้เขาช้าลงแม้เพียงเศษเสี้ยววินาที
เวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าจนน่าทรมาน มันรู้สึกเหมือนผ่านไปหลายชั่วโมง แต่ในความเป็นจริงมันเป็นเพียงชั่วพริบตาเดียว ซันนี่เพิ่งจะอยู่ตรงขาคู่ที่สองของมอนสเตอร์ยักษ์เท่านั้น
และตอนนั้นเองที่ในที่สุดเขาก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แทบมองไม่เห็นในท่าทางของปีศาจ ความตึงเครียดที่ข้อต่อของมันเปลี่ยนไปเล็กน้อย บ่งบอกว่าเจ้ายักษ์กำลังจะเคลื่อนไหว
นี่คือสัญญาณที่ซันนี่ทั้งเฝ้าหวังและหวาดกลัวไปพร้อมๆ กัน ตอนนี้ การอยู่รอดของเขาขึ้นอยู่กับว่าเขาจะรวดเร็วพอหรือไม่เท่านั้น
ทันทีที่ดวงตาบันทึกความเปลี่ยนแปลงในท่าทางของสิ่งมีชีวิตตัวนี้ ซันนี่ก็หมุนตัวด้วยขาข้างหนึ่งและพุ่งออกไปด้านข้าง พยายามหนีออกมาจากใต้ร่างยักษ์หุ้มเกราะ ฝุ่นทรายคลุ้งกระจายจากการเลี้ยวที่กะทันหันของเขา
แต่ปีศาจนั้นรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ มันทิ้งตัวลงมา ตั้งใจจะบดขยี้ผู้บุกรุกที่น่ารังเกียจให้แบนเหมือนแมลง ด้วยแรงเฉื่อยและขีดจำกัดของร่างกายมนุษย์ที่รั้งซันนี่ไว้ เขาจึงรู้สึกได้ว่าพื้นผิวโลหะของกระดองเริ่มตกลงมาเหนือหัวนานก่อนที่จะถึงเขตปลอดภัย
ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาด้วยความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว
ก้าวหนึ่ง สองก้าว… เขาจะไปทันไหม?!
ปีศาจกระดองร่วงลงสู่พื้นด้วยเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ส่งคลื่นฝุ่นทรายขนาดใหญ่พุ่งขึ้นสู่อากาศ แรงกระแทกนั้นรุนแรงมากจนเกาะทั้งเกาะสั่นสะเทือน
ก้อนโลหะและหนามที่ตกลงมาด้วยความบ้าคลั่งพลาดตัวซันนี่ไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เขากระเด็นออกมาจากใต้ร่างปีศาจในวินาทีสุดท้ายด้วยการพุ่งตัวหลบอย่างสุดชีวิต
ซันนี่กระแทกเข้ากับทราย ม้วนตัวหนีแล้วกระโดดกลับขึ้นมายืนอีกครั้ง โดยยังรู้สึกมึนงงเล็กน้อยจากแรงอัดของการที่เจ้ายักษ์ล้มลง
‘หือ… ฉันรอดมาได้จริงๆ ด้วย’
บางครั้ง ชีวิตก็เต็มไปด้วยเรื่องประหลาดใจ
แต่ถ้าตัดเรื่องตลกออกไป เขาก็ไม่ได้ประหลาดใจจริงๆ หรอก การกระทำของเขาแม้จะเสี่ยงตาย แต่ก็ผ่านการคิดคำนวณมาอย่างรอบคอบแล้ว เขาไม่มีนิสัยชอบเอาชีวิตไปเสี่ยงโดยไม่มั่นใจว่าจะมีโอกาสรอดชีวิตอย่างน้อยก็ในระดับปานกลาง
การกระทำของเขามักจะมีจุดมุ่งหมายและมุ่งสู่เป้าหมายเฉพาะเสมอ
ในกรณีนี้ เป้าหมายคือการทำให้ปีศาจกระดองล้มลง
มีเพียงการบังคับให้สิ่งมีชีวิตยักษ์ตัวนี้ลงมาที่พื้น ให้อยู่ในระยะของคมดาบเท่านั้น พวกเขาถึงจะหวังฆ่ามันได้
ในแง่นั้น การเดิมพันที่อันตรายนี้จบลงด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม ตอนนี้ไอ้บ้านั่นนอนหมอบอยู่บนพุง กระดองและลำตัวส่วนบนที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ซึ่งเป็นที่รวมของอวัยวะสำคัญทั้งหมด อยู่ในระยะการโจมตีของดาราแปรเปลี่ยนพอดิบพอดี
ตอนนี้ซันนี่แค่ต้องสร้างช่องว่างเพื่อให้เธอลงดาบสังหาร… แม้ว่าเขาจะยังนึกไม่ออกเลยว่าเธอวางแผนจะผ่านปราการเกราะปีศาจที่เจาะไม่เข้าได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม การสร้างช่องว่างนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้ว่าความคล่องตัวของมอนสเตอร์จะลดลงอย่างมาก แต่ระยะห่างระหว่างมันกับผู้หลับใหลทั้งสองก็เล็กลงมากเช่นกัน ซึ่งทำให้การหลบหลีกการโจมตีของมันยากขึ้นไปอีกหลายเท่า
ซันนี่กำลังจะได้สัมผัสกับความยากลำบากนั้นด้วยตัวเอง
เขายังแทบไม่ทันจะยืนได้อย่างมั่นคง เคียวที่น่าหวาดกลัวก็ฟาดผ่านอากาศ ขู่ว่าจะสับร่างเขาให้ขาดเป็นสองท่อน ซันนี่ไม่รู้เลยว่าเนฟิสเป็นอย่างไรบ้างที่อีกด้านหนึ่งของร่างอันใหญ่โตนั้นในการรับมือก้ามหนีบ แต่การรับมือกับเคียวนั้นแทบจะเกินความสามารถของเขาแล้ว
ดวงตาที่ลุกโชนของปีศาจที่จับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย
ด้วยเวลาที่มีให้ตอบโต้อย่างจำกัด ซันนี่ทำสิ่งเดียวที่เขานึกออก—เขากระโดดให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วดึงขาเข้าหาหน้าอก ม้วนตัวไปข้างหน้าอย่างเก้ๆ กังๆ
เพราะจำนวนเศษเสี้ยววิญญาณที่เขาบริโภคเข้าไปและการเสริมพลังทางกายภาพจากเงา ความสูงในการกระโดดของเขาจึงน่าประทับใจมากหากเทียบตามมาตรฐานมนุษย์ คมเคียวหวีดหวิวผ่านใต้ร่างซันนี่ไป ใกล้เสียจนเขารู้สึกได้ถึงลมที่ปะทะหน้า
เมื่อลงสู่พื้น เขาก็พุ่งตัวไปข้างหน้า ซันนี่รู้ว่าเคียวจะเหวี่ยงกลับมาอีกครั้ง แต่เขามีเวลาวินาทีหรือสองวินาทีที่จะเปลี่ยนตำแหน่งไปอยู่ข้างหน้าเจ้ายักษ์
เขาต้องทำให้สิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ลืมเรื่องเนฟิสไปให้หมด และจดจ่อกับการรับมือเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น เพื่อการนั้น เขาต้องเข้าไปอยู่ในระยะของทั้งเคียวและก้ามหนีบ
ช่างเป็นหน้าที่ที่น่ารื่นรมย์อะไรอย่างนี้!
เมื่อรู้สึกว่าเวลาของเขากำลังจะหมดลง ซันนี่ก็หมุนตัวกลับและชูดาบฟ้าครามขึ้น
เป็นอย่างที่เขาคิด ปีศาจกระดองกำลังเหวี่ยงเคียวเข้าใส่เขาอีกครั้ง คราวนี้เป็นการแทงในแนวราบอย่างโหดเหี้ยม ปลายเคียวที่แหลมคมพุ่งผ่านอากาศ เล็งตรงมาที่หน้าอกของเขา
ทว่า เขาประเมินความเร็วในการตอบโต้ของปีศาจต่ำไปเล็กน้อย ผลที่ตามมาคือไม่มีเวลาให้หลบหลีกอีกต่อไปแล้ว
ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยคือเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตายบนชายฝั่งที่ถูกลืม
ภาพเหตุการณ์การต่อสู้ครั้งแรกกับเซนจูเรียนกระดองวาบขึ้นในใจของซันนี่ สถานการณ์ช่างคล้ายคลึงกันจนน่าขนลุก เมื่อความหายนะที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงพุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทั้งรวดเร็วและใกล้เกินกว่าจะหลบพ้น
ซึ่งมาพร้อมกับคมเคียวของสิ่งมีชีวิตประเภทกระดอง
แต่ซันนี่ไม่ใช่คนเดิมเหมือนเมื่อก่อน นับตั้งแต่การต่อสู้ที่ชี้ชะตาครั้งนั้น เขาใช้เวลาฝึกฝนทุกวัน สั่งสมประสบการณ์และรวบรวมพลัง เขาต่อสู้ฟันฝ่าผ่านนรกแห่งนี้มา โดยยอมจ่ายค่าตอบแทนด้วยเลือดสำหรับทุกๆ ก้าวที่เดิน
เขาไม่ใช่คนที่จะถูกฆ่าได้ง่ายๆ อีกต่อไป
แทนที่จะเป็นเนื้อนุ่มๆ เคียวกลับเข้าปะทะกับเหล็กกล้าที่แข็งแกร่งของดายฟ้าคราม ไม่เพียงแต่ซันนี่จะบล็อกการโจมตีได้เท่านั้น เขายังจัดการเอียงองศาดาบเพื่อเบี่ยงเบนแรงปะทะส่วนใหญ่ออกไป แทนที่จะรับแรงกระแทกทั้งหมดเข้าตรงๆ
มือข้างหนึ่งของเขาจับอยู่ที่ด้ามดาบ อีกข้างหนึ่งกำปลายดาบไว้ด้วยแรงที่มากพอเพื่อไม่ให้คมดาบตัดนิ้วเขาขาด
แรงที่หลงเหลืออยู่ยังมากพอที่จะทำให้เขากระเด็นไปข้างหลัง… แต่มันไม่มากพอที่จะหักกระดูกในมือของเขา โดยเฉพาะเมื่อมีเงาช่วยเสริมความทนทานให้กับร่างกาย
…ทว่า ดาบฟ้าครามไม่ได้โชคดีขนาดนั้น
ดาบแตกสลายด้วยเสียงคร่ำครวญอันเศร้าสร้อย มันหักออกใกล้กับโกร่งดาบ เศษเหล็กกล้าสีน้ำเงินที่สวยงามร่วงหล่นสู่พื้น
ซันนี่กัดฟันแน่น รู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
มนต์ขานรับ ประกาศถึงการทำลายล้างของดาบที่เขาไว้ใจ
[ความทรงจำของคุณถูก…]
เขาไม่มีโอกาสได้ฟังส่วนที่เหลือของประโยค เพราะในวินาทีต่อมา ร่างของเขากระแทกเข้ากับพื้น ซันนี่กระดอนไปมาสองสามครั้ง สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านผ่านกระดูก เขาม้วนตัวและในที่สุดก็หยุดนิ่ง
เขาถือว่ายังโอเคอยู่
ซันนี่ลุกขึ้นยืน เขาสะดุดและแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เขาเหลือบมองไปรอบๆ และสังเกตเห็นว่าลำต้นของต้นไม้มโหฬารอยู่ไม่ไกลนัก
ห่างออกไปยี่สิบเมตร ปีศาจกระดองกำลังค่อยๆ หันหัวของมันไป ตั้งใจจะทุ่มเทความโกรธแค้นที่มุ่งร้ายไปที่เนฟิส ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับเป้าหมายที่ซันนี่ต้องทำให้สำเร็จโดยสิ้นเชิง
เขาต้องดึงดูดความสนใจของมอนสเตอร์ตัวนี้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง
แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ?
ขณะที่เศษซากของดาบฟ้าครามในมือเริ่มเปล่งแสงอ่อนๆ พร้อมจะสลายกลายเป็นละอองประกายไฟ ซันนี่ก็ยกมือขึ้นแล้วขว้างดาบหักนั้นออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี
ทว่า เขาไม่ได้ขว้างมันใส่ปีศาจ
แต่เขากลับขว้างมันไปที่ต้นไม้ปาฏิหาริย์ ราวกับพยายามจะทำร้ายมัน
ห่างออกไปไม่ไกล ปีศาจหยุดชะงักลงทันที แม้จะเป็นเพียงชั่ววินาทีเดียว ดวงตาสีแดงฉานของมันมองตามความทรงจำที่เปล่งประกายขณะพุ่งผ่านอากาศ เข้าใกล้ลำต้นของต้นไม้มโหฬาร
จากนั้นดาบหักก็แตกสลาย กลายเป็นประกายไฟสีขาวที่โปรยปรายลงมา แล้วหายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีประกายไฟดวงไหนแตะต้องเปลือกไม้สีนิลเลยแม้แต่นิดเดียว
อย่างไรก็ตาม ดาบฟ้าครามได้บรรลุจุดประสงค์ของมันแล้ว
มันเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้ายักษ์ไปได้ในช่วงเวลาล้ำค่าไม่กี่วินาที
สำหรับดาราแปรเปลี่ยน นั่นมันเกินพอแล้ว