ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 87 แผนการหลบหนี
เนฟิสยังคงอยู่ที่ชายฝั่งทางตะวันตกของเกาะ จ้องมองไปยังผืนน้ำสีดำที่กำลังลดระดับลง ดูเหมือนว่าเธอแทบจะไม่ขยับเขยื้อนเลยนับตั้งแต่ครั้งล่าสุดที่ซันนี่เห็นเธอ
เมื่อมองดูเธอด้วยดวงตาที่แจ่มใสและหลุดพ้นจากผลกระทบที่บั่นทอนที่สุดของการถูกครอบงำแล้ว เขาจึงสังเกตเห็นสิ่งที่เคยมองข้ามไป
ผมของเนฟิสยาวขึ้นจริงๆ ตอนอยู่ที่สถาบันมันสั้นและมักจะปัดไปด้านข้าง แต่ตอนนี้เส้นผมสีเงินยาวพอที่จะปิดใบหูได้แล้ว มันยุ่งเหยิงและไร้ซึ่งความเงางามตามปกติ
ใบหน้าของดาราแปรเปลี่ยนดูซูบผอมลงมาก มีรอยคล้ำใต้ดวงตา และมีสีหน้าที่หม่นหมองไร้ชีวิตชีวา ความมั่นใจและพลังงานที่เคยมีหายไป แทนที่ด้วยความนิ่งสงบที่แสนเหนื่อยล้า
เธอดูราวกับว่ามีอาการป่วยลึกลับบางอย่างกำลังกัดกินจากภายใน ค่อยๆ เปลี่ยนเด็กสาวที่เคยโชติช่วงให้กลายเป็นเพียงเงาซีดจางของตัวตนในอดีต
ซันนี่สงสัยว่าเขารู้ว่าอาการป่วยนั้นคืออะไร
เขารู้มานานแล้วว่าเนฟิสมีเป้าหมายที่ลึกลับ และความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นก็น่าหวาดหวั่นไม่น้อย ความปรารถนาอันแรงกล้าของเธอนั้นดูเหมือนจะแข็งแกร่งพอที่จะต้านทานได้แม้กระทั่งการสะกดจิตของต้นไม้กลืนวิญญาณ
อย่างไรก็ตาม แม้ความรู้สึกจะยังอยู่ แต่ความทรงจำจริงๆ กลับหายไป ด้วยเหตุนี้เนฟิสจึงถูกทิ้งให้อยู่กับความโหยหาบางอย่างที่เธอไม่รู้จักอย่างสิ้นหวัง โดยไม่มีหนทางที่จะเข้าใจธรรมชาติของอารมณ์หรือตอบสนองความต้องการนั้นได้ ความขัดแย้งภายในนี้เองคือสาเหตุของสภาพที่ย่ำแย่ของเธอ
ซันนี่เดินเข้าไปใกล้แล้วนั่งลง มองดูเนฟิสโดยหวังว่าจะได้เห็นดวงตาสีเทาอันโดดเด่นของเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันสลายอีกครั้ง
“นี่ เนฟ”
เธอหันหน้ามาทางเขาแต่ไม่ได้พูดอะไร ซันนี่กัดฟัน รู้สึกถึงความโกรธแค้นที่ผุดขึ้นในใจ
‘ไอ้ต้นไม้สารเลวนั่น!’
“ฉันมีบางอย่างจะบอกเธอ”
เขาพยายามสงบสติอารมณ์และเล่าทุกสิ่งที่ค้นพบให้เนฟิสฟัง เขาบอกเธอเกี่ยวกับการปีนขึ้นไปบนส่วนยอดของต้นไม้แห่งวิญญาณ รังยักษ์ที่เขาพบ ทายาทของวิหคโจรกรรมใจโฉดและวิธีที่เขาสังหารมัน ความทรงจำประหลาดที่ไม่มีระดับและประเภท คุณลักษณะใหม่ที่ได้รับ และคุณลักษณะที่ซ่อนอยู่ที่เขาบังเอิญค้นพบ
ในที่สุด ซันนี่ก็ได้บอกเธอเกี่ยวกับลักษณะของคุณลักษณะนั้น ธรรมชาติที่แท้จริงของต้นไม้กลืนวิญญาณ ระยะเวลาที่พวกเขาติดอยู่บนเกาะ และสิ่งที่พวกเขาได้ลืมเลือนไป
เมื่อเขาเล่าจบ สีหน้าของดาราแปรเปลี่ยนก็ไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เธอมองไปทางอื่นและพูดสั้นๆ ว่า:
“เข้าใจแล้ว”
ซันนี่กะพริบตา
“เข้าใจแล้ว? เข้าใจแล้วเนี่ยนะ?! เธอมีเรื่องจะพูดแค่นี้เหรอ?!”
เธอเหลือบมองเขาและยิ้มอย่างเย็นชา
“นายอยากให้ฉันพูดว่าอะไรล่ะ?”
เขาอ้าปากค้างและกำหมัดแน่น
“ว้าว! มันช่างน่าสยดสยองจริงๆ! ทำได้ดีมากซันนี่! อย่างน้อยก็น่าจะพูดอะไรบ้างสิ! มันยากนักเหรอที่จะทำตัวเหมือนมนุษย์น่ะ?!”
เธอหันหน้าหนีและไม่ตอบ ซันนี่จ้องมองเธออยู่หลายวินาที ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยล้าและยอมแพ้:
“ฉันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว บอกฉันทีว่าต้องทำยังไง เนฟ เราจะออกไปจากที่นี่ได้ยังไง?”
เธอนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง จนซันนี่เกือบจะคิดว่าดาราแปรเปลี่ยนลืมทุกสิ่งที่เขาเพิ่งบอกไปแล้ว แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นประกายแสงสีขาวเต้นระบำอยู่ในส่วนลึกของดวงตาของเธอ
เนฟิสเปิดใช้งานความสามารถของแอสเปกต์ ใช้ความเจ็บปวดเพื่อให้ตัวเองยังคงมีสติสัมปชัญญะให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในที่สุด เธอก็จ้องมองไปยังทะเลสีดำที่กำลังลดระดับลงและพูดว่า:
“เราต้องสร้างเรือ”
ซันนี่กะพริบตา
“อะไรนะ?”
ดาราแปรเปลี่ยนถอนหายใจและหันมาสบตาเขา
“เราอยู่ที่เกาะนี้มาหลายสัปดาห์แล้ว จิตใจของเรากำลังถูกต้นไม้แห่งวิญญาณลบเลือนไปอย่างช้าๆ เพื่อเปลี่ยนเราให้เป็นทาสของมัน ตลอดกาล แต่อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์”
เขาพยักหน้าฟัง
“ความคิดอะไรที่ต้นไม้แห่งวิญญาณยัดเยียดใส่หัวพวกเรา? ว่ามันช่างเมตตาและยิ่งใหญ่ ว่าผลไม้ของมันเป็นที่ปรารถนา และเราไม่ควรจากเกาะนี้ไป ให้เฝ้าอยู่ใกล้ๆ มันให้มากที่สุด คำสั่งสองข้อแรกนั้นสมเหตุสมผลดี แต่ข้อที่สามกลับไม่ง่ายแบบนั้น”
เนฟิสผายมือไปยังผืนน้ำสีดำอันกว้างใหญ่
“จากคำสั่งข้อที่สาม เราสามารถสรุปได้ว่าผลของการครอบงำโดยต้นไม้แห่งวิญญาณจะอ่อนกำลังลงตามระยะห่าง และถ้าเราอยู่ห่างจากต้นไม้มากพอ ผลของมันก็จะถูกทำลายลง”
ใบหน้าของซันนี่ดูสดใสขึ้นเมื่อเขาเข้าใจตรรกะของเนฟิส แสดงว่ามันยังมีหนทาง! พวกเขาแค่ต้องออกจากเนินเถ้าถ่านและหนีไป โดยไม่หันหลังกลับมามองจนกว่าตราประทับของต้นไม้กลืนวิญญาณจะหายไปจากวิญญาณของพวกเขา แต่ทว่า…
“แต่ทำไมต้องเป็นเรือล่ะ? ทำไมไม่หนีไปด้วยเท้า?”
ดาราแปรเปลี่ยนก้มหน้าลงและพูดเบาๆ
“เราไม่มีวันไปถึงซิทาเดลด้วยการเดินเท้าหรอก เราคงจะตายก่อน ก่อนหน้านี้ฉันหยิ่งผยองเกินไปที่คิดว่า… ช่างมันเถอะ ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว การจะเดินอ้อมหลุมยักษ์ผ่านเขาวงกตต้องใช้เวลาหลายเดือน โดยเฉพาะตอนนี้ที่เราไม่มีเสียงสะท้อนแล้ว และทุกวันที่เราใช้เวลาอยู่ที่นั่น คือการเสี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่ฆ่าพวกเราได้โดยไม่ต้องออกแรงเลยด้วยซ้ำ”
เธอถอนหายใจ
“พวกเราโชคดีมากแล้วที่รอดชีวิตมาได้นานขนาดนี้ แต่ในท้ายที่สุด ไม่ว่าเราจะต่อสู้และอดทนมากเค่ไหน เราก็ยังมาพบกับต้นไม้แห่งวิญญาณอยู่ดี นี่ควรจะเป็นจุดจบของพวกเราแล้วเจ้ารู้ไหมว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะได้มีโอกาสมาสนทนากันแบบนี้?”
ซันนี่ส่ายหัวอย่างลังเล
“อย่างแรก เราต้องมีผู้พยากรณ์อยู่ในกลุ่มเพื่อมองเห็นอนาคต จากนั้น แคสซี่ต้องวางแผนและดำเนินแผนการอันชาญฉลาดในช่วงเวลาสั้นๆ ที่ความทรงจำของเธอยังสมบูรณ์ แผนการนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่ามีใครบางคนที่มีความทรงจำระดับตื่นรู้เทียร์ห้าอยู่ในกลุ่มของเรา แถมยังเป็นของที่เสริมพลังด้วยคุณลักษณะป้องกันทางจิตที่หาได้ยากยิ่ง…”
ผู้พยากรณ์นั้นมีน้อยมาก และผู้หลับใหลที่มีความทรงจำที่เทียบเท่ากับผ้าคลุมผู้ควบคุมเชิดหุ่นนั้นยิ่งหายากเข้าไปใหญ่
“…จากนั้นคนคนนั้นต้องออกตามหาและสังหารมารระดับยิ่งใหญ่ และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือเขาต้องได้รับความทรงจำประเภทสายเลือดมาจากมันด้วย ฉันต้องอธิบายไหมว่าเหตุการณ์ที่ประจวบเหมาะกันขนาดนี้มันเหลือเชื่อแค่ไหน?”
ซันนี่ค่อยๆ ส่ายหัว
เนฟิสหลับตาลง
“ประเด็นของฉันคือ… หากเราเข้าไปในเขาวงกต เราก็จะต้องพบกับต้นไม้แห่งวิญญาณต้นต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ และถึงแม้เราจะรอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ เราก็จะพบต้นต่อไป และต้นต่อไปอีก ไม่ช้าก็เร็วเราก็ต้องตาย”
เธอมองไปทางทิศตะวันตก ที่ซึ่งเศษเสี้ยวสุดท้ายของทะเลสีดำกำลังเลือนหายไปจากเส้นขอบฟ้า
“แต่ถ้าเราสร้างเรือและใช้ไม้เท้าของแคสซี่เพื่อสร้างลมใส่ใบเรือ… เราอาจจะถูกสัตว์ร้ายแห่งฝันร้ายในส่วนลึกเขมือบ หรือพวกมันอาจจะไม่สนใจเราเลยก็ได้ มันเป็นการเสี่ยงดวงทั้งสองทาง ไม่ว่าเราจะตาย ซึ่งก็ไม่ต่างจากการกลับไปในเขาวงกต หรือเราจะรอด ถ้าเรารอด เราจะสามารถเดินทางได้หนึ่งร้อย หรืออาจจะสองร้อยกิโลเมตรในคืนเดียว ซึ่งเป็นระยะทางที่มากกว่าที่เราเคยผ่านมาทั้งหมดเสียอีก”
ซันนี่ชะงักไป เขาตกตะลึงกับตัวเลขนั้น
ตลอดหลายสัปดาห์ก่อนการต่อสู้กับปีศาจกระดอง พวกเขาเดินทางมาได้ไม่เกินหนึ่งร้อย หรือหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลเมตรจากรูปปั้นอัศวินยักษ์เท่านั้น มันเป็นระยะทางที่มากพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าแต่ละก้าวในเขาวงกตสีเลือดนั้นยากลำบากเพียงใด
การเดินทางได้ไกลขนาดนั้น หรืออาจจะมากกว่านั้นในวันเดียว… มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก แต่ทว่า…
ล่องเรือ… บนทะเลสีดำเนี่ยนะ?
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกหนาวสั่นและดูตัวเล็กจ้อยลงไปถนัดตา