ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 90 ยามค่ำคืน
เนฟิสจ้องมองซันนี่ด้วยความตกตะลึงกับการทำร้ายตัวเองอย่างกะทันหันของเขา เขาครางฮือผ่านไรฟันที่ขบแน่นก่อนจะสลายเศษเสี้ยวเที่ยงคืนไป แล้วค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน
“อ๊าก! บัดซบ! เจ็บเป็นบ้าเลย!”
นิ้วนางที่น่าสงสารของเขาบวมแดงและเต้นตุบ ๆ ตามจังหวะความเจ็บปวดที่แล่นพล่าน มันหักอย่างไม่ต้องสงสัย ซันนี่รู้สึกสมเพชตัวเองจนอยากจะร้องไห้ออกมา
‘ทำไมฉันถึงซวยขนาดนี้? ทีแรกก็ฝันร้ายในรังนั่น ตอนนี้ยังต้องมาเจอเรื่องนี้อีก ทำไมคนอื่นถึงไม่ลำบากเหมือนฉันเลยนะ มีแต่ฉันคนเดียวที่ต้องทน…’
เขาสะดวกใจที่จะลืมไปเสียสนิทว่าดาราแปรเปลี่ยนต้องทรมานตัวเองมานานหลายสัปดาห์ และแคสซี่เองก็มักจะมีรอยฟกช้ำตามตัวเสมอเพราะมองไม่เห็น
เมื่อได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด เด็กสาวตาบอดก็หันหน้ามาถาม
“…ซันนี่? เกิดอะไรขึ้นคะ?”
เขาหน้าเบ้และพยายามจะยิ้ม
“อา… ไม่มีอะไรหรอก จริง ๆ นะ ฉันแค่… กระแทกมือแรงไปหน่อยน่ะ”
เนฟิสอ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่เขารีบขัดจังหวะสิ่งที่เธอจะพูดทันที
“เอาเป็นว่า เนฟ ช่วยฉันลากไอ้ผลงานชิ้นเอกที่น่าสยดสยองของเธอไปที่ริมเกาะหน่อยได้ไหม?”
ในตอนนี้ คำถามที่ผิดพลาดเพียงข้อเดียวอาจทำให้เรื่องราวซับซ้อนขึ้นมาก เขาไม่อยากเปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของการกระทำของเขาจนกว่าจะถึงนาทีสุดท้าย ด้วยวิธีนี้เขาจะมีโอกาสจัดการกับปัญหาได้มากขึ้น… หากมีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้น
ดาราแปรเปลี่ยนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไหวไหล่และมองเขาด้วยหัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันด้วยความกังวล
“นายแน่ใจนะว่าไม่เป็นไร ซันนี่?”
เขาฝืนยิ้ม
“จะดีมากถ้าเธอช่วยฉัน”
เธอยอมแพ้ ส่ายหัวแล้วเดินไปที่ด้านหน้าของเรือ ซันนี่หันไปหาแคสซี่
“เราจะไปกันแล้วนะแคส รออยู่ที่นี่แป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวฉันจะกลับมารับ”
เธอนิ่งงันไปราวกับไม่เข้าใจคำพูดของเขานัก ก่อนจะตอบกลับด้วยสีหน้าที่ไม่มั่นใจ
“เอ่อ… ค่ะ”
ซันนี่เงื้อมมือข้างที่ยังดีอยู่จะไปแตะไหล่เธอ แต่เขาก็ลังเลแล้วหันหลังกลับด้วยแววตาที่หม่นหมอง เขาอดทนต่อความเจ็บปวดแล้วเดินตรงไปที่เรือ
‘อดทนอีกนิดนะแคสซี่ ทุกอย่างจะจบลงเร็ว ๆ นี้ ฉันสัญญา…’
ค่ำคืนกำลังจะมาเยือนแล้ว
ซันนี่และเนฟิสช่วยกันลากเรือข้ามเกาะ พลางออกแรงดึงราวกับวัวที่ถูกเทียมเข้ากับเกวียน ทรายสีเถ้าไม่ใช่พื้นผิวที่เคลื่อนย้ายลำบากที่สุด แต่หนามแหลมบนตัวเรือประหลาดลำนี้ทำให้งานยากขึ้น โชคดีที่เรือเบากว่าที่มันดูภายนอกมาก
ซันนี่รู้จากประสบการณ์ที่ได้ใช้เศษเสี้ยวเที่ยงคืนว่าโลหะผสมจากกระดองของปีศาจนั้นเบาเป็นพิเศษ เพราะดาบเล่มนั้นก็ถูกตีขึ้นจากโลหะที่เป็นประกายชนิดเดียวกัน หากเขาจะเชื่อคำบรรยายของดาบ โลหะมหัศจรรย์นี้มาจากเศษเสี้ยวของดวงดาวที่ร่วงหล่น
ไม่ว่าลางนี้จะดีหรือร้าย เขาก็ไม่อาจรู้ได้
ไม่นานนัก พวกเขาก็ได้ยินเสียงคำรามดังกึกก้องมาจากที่ไกล ๆ มันมาจากทิศทางของหลุมยักษ์ขนาดมหึมานั่น
ทะเลทมิฬกำลังตื่นจากการหลับใหล
ซันนี่ขบฟันแน่น คว้าเชือกสีทองที่พันอยู่รอบหน้าอกแล้วออกแรงดึงให้หนักกว่าเดิม
‘เอาหน่อย! เร็วเข้า!’
ดวงอาทิตย์กำลังจะแตะเส้นขอบฟ้าในตอนที่พวกเขามาถึงริมขอบเกาะ ซันนี่ทรุดเข่าลง ปล่อยเชือกแล้วหอบหายใจเอาอากาศเข้าปอดอย่างบ้าคลั่ง หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง คลื่นแห่งความเหนื่อยล้าที่ถาโถมกำลังกลืนกินประสาทสัมผัส ทำให้ยากที่จะประคองสติไม่ให้หลับไป
‘ยัง… ยังยอมแพ้ตอนนี้ไม่ได้…’
เนฟิสนิ่งเงียบ เธอมองเขาด้วยหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น เป็นครั้งแรกที่ซันนี่รู้สึกยินดีที่เธอเป็นคนพูดน้อยโดยธรรมชาติ
เขารวบรวมพละกำลังลุกขึ้นยืนแล้วเหลือบมองท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง เวลาใกล้จะหมดแล้ว
ซันนี่หันไปหาเนฟ พยายามเค้นคอที่แห้งผากพูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
“ฉันจะอธิบายทุกอย่างเมื่อพาแคสซี่มาถึงที่นี่ อย่าไปไหนจนกว่าฉันจะพาเธอมานะ ตกลงไหม? ขอร้องล่ะ”
ดาราแปรเปลี่ยนจ้องมองเขาอยู่สองสามวินาที ก่อนจะไหวไหล่อย่างไม่ยินดียินร้ายและไม่พูดอะไร
‘ฉันจะถือว่านั่นคือคำตกลง’
เขาจะทำอะไรได้อีกล่ะ?
ซันนี่สบถพึมพำในใจก่อนจะหันหลังแล้วรีบเร่งจากไป เขาเหลือภารกิจสุดท้ายที่ต้องทำก่อนจะกลับมารับแคสซี่
ในเวลาต่อมา เขาก็กลับมาถึงจุดที่เขาละแคสซี่ไว้ เด็กสาวตาบอดกำลังนั่งอยู่ตรงนั้น ห่างจากซากศพของปีศาจกระดองไประยะหนึ่ง และเหม่อมองพื้นอย่างเลื่อนลอย
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าที่ใกล้เข้ามา เธอก็ยิ้มออกมาบาง ๆ
“ซันนี่เหรอคะ?”
เขาเดินเข้าไปหาด้วยความเหนื่อยล้าถึงกระดูก และพูดโดยพยายามรักษาโทนเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด
“ใช่ ฉันเอง”
แคสซี่เหม่อไปชั่วครู่ก่อนจะถามขึ้น
“นายมีผลไม้ไหม? ฉันหิวจัง”
เขาสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะส่ายหัว
“ไม่มีหรอก ฟังนะ เราต้อง…”
“…ฉันหิว มีผลไม้ไหมคะ?”
ซันนี่ชะงัก จ้องมองเด็กสาวตาบอดด้วยสีหน้าที่ว้าเหว่ เธอฟังดูเหมือนตุ๊กตาที่เสียแล้ว พูดประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา สภาพของเธอไม่ดีเลยจริง ๆ
เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผาก
“ตามฉันมาสิ แล้วความหิวของเธอจะหายไป”
นี่คือการพูดจาเลี่ยงประเด็นที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะนึกออกภายใต้ข้อจำกัดของข้อบกพร่อง อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เขากลับไม่ได้รับผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
แคสซี่ยิ้มแล้วพูดว่า
“จริงเหรอคะ? นายจะพาฉันไปหาผลไม้เหรอ?”
เพราะความเหนื่อยล้าและผลจากการถูกครอบงำที่บั่นทอนสติ ซันนี่เผลอเสียสมาธิไปชั่วขณะจนไม่สามารถควบคุมข้อบกพร่องได้ เขาอ้าปากและพูดออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า
“เปล่า”
แคสซี่ทำหน้ามุ่ยและก้มหน้าลง
“นิสัยไม่ดีเลยซันนี่ ทำไมนายต้องโกหกฉันด้วย?”
ซันนี่ยังคงมึนงงกับความผิดพลาดของตัวเอง เขาพลาดจังหวะสำคัญและทำให้เรื่องราวแย่ลงไปอีก โดยเปลี่ยนความประมาทเล็กน้อยให้กลายเป็นปัญหาใหญ่
“…เพราะฉันต้องการจะพาเธอออกไปจากเกาะที่ถูกสาปนี่”
ทันทีที่คำพูดนั้นหลุดจากปาก ซันนี่ก็นิ่งงันและเบิกตากว้าง เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตัวเองจะทำพลาดขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม ความเสียหายได้เกิดขึ้นแล้ว
แคสซี่หันมาหาเขาพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น
“พาฉัน… ออกไปงั้นเหรอ? แต่ฉันไม่อยากไป ฉันจะทิ้งต้นไม้แห่งวิญญาณไปทำไมกันคะ?”
ซันนี่สบถในใจและตะโกนออกมา โดยละทิ้งความพยายามที่จะควบคุมตัวเองอีกต่อไป
“เพราะไอ้ต้นไม้นั่นมันคือปีศาจ! มันคือฝันร้ายชัด ๆ! มาเถอะ ไปกันได้แล้ว…”
เขาคว้ามือเธอและพยายามจะดึงเด็กสาวที่บอบบางคนนั้นออกไป แต่เธอกลับขัดขืนด้วยพละกำลังที่น่าประหลาดใจ
“ปล่อยฉันนะคนบ้า!”
แคสซี่สะบัดมือออกจากการเกาะกุมของเขาได้สำเร็จและถอยกรูด มองซันนี่ด้วยความโกรธ
“ฉันบอกว่าไม่ไปไง! นายทำตัวแปลก ๆ นะซันนี่! หยุดเถอะค่ะ ขอร้องล่ะ!”
ซันนี่ยืนนิ่ง ทำอะไรไม่ถูก
“ฉันแค่…”
“เกาะนี้คือบ้านของพวกเรา! ที่นี่ดีจะตาย พวกเราสามคนได้อยู่ด้วยกัน! ทำไมนายถึงอยากจะไปนัก?!”
เขารีรอ พยายามทำในสิ่งที่เขารู้ว่าต้องทำ ในที่สุดซันนี่ก็ขบฟันแน่นแล้วพูดโพล่งออกไปว่า
“เพราะมันมีห้าคนไง! จำได้ไหม?!”
‘ฉันขอโทษนะแคสซี่…’
จากนั้นเขาก็พุ่งเข้าไปคว้าตัวเด็กสาวตาบอดไว้อย่างรุนแรง สยบการขัดขืนของเธอได้อย่างง่ายดาย
“นายจะทำอะไรน่ะ?! หยุดนะ! ช่วยด้วย! ช่วยด้วยค่ะ! เนฟ!”
ซันนี่แบกเธอขึ้นบ่าแล้วหันหลังวิ่งกลับไปที่ชายหาดริมเกาะ แคสซี่ขัดขืนอย่างบ้าคลั่ง ใช้กำปั้นเล็ก ๆ ระดมต่อยลงบนหลังของเขาไม่หยุด
แม้ว่าเธอจะไม่เคยเข้าร่วมการต่อสู้กับสัตว์ร้ายแห่งฝันร้ายในชายฝั่งที่ถูกลืมเลย แต่เธอก็ยังคงแข็งแกร่งกว่าคนปกติมาก เศษเสี้ยววิญญาณทั้งหมดที่ดาราแปรเปลี่ยนแบ่งปันให้เธอ ทำให้ซันนี่รู้สึกได้ถึงทุกหมัดที่กระแทกลงมา
มันไม่มากพอที่จะทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส แต่มันมากพอที่จะทำให้เจ็บเจียนตาย
‘ขอโทษนะ ฉันขอโทษจริง ๆ แคสซี่…’
ซันนี่ที่กำลังว้าวุ่นใจพยายามปิดกั้นเสียงร้องไห้อย่างสิ้นหวังของแคสซี่ แล้วรีบพุ่งตรงไปที่เรือ เหงื่อเย็น ๆ ไหลซึมทั่วหน้าผากของเขา
ในขณะที่แสงสุดท้ายกำลังจะลับหายไปจากเส้นขอบฟ้า ในที่สุดเขาก็กลับมาถึงริมเกาะ เรือที่น่าสยดสยองจอดนิ่งอยู่บนผืนทราย ห่างจากน้ำทะเลสีดำที่ปั่นป่วนเพียงไม่กี่เมตร ดาราแปรเปลี่ยนกำลังพักผ่อนอยู่ตรงหน้าเรือ เธอเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียงแห่งความวุ่นวายนั้น
“เนฟ! ช่วยด้วย! ซันนี่เป็นบ้าไปแล้ว!”
เนฟิสค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน สีหน้าที่เย็นชาของเธอแผ่รังสีที่น่าขนลุกออกมา เธอยื่นมือข้างหนึ่งออกมาเล็กน้อย
‘ซวยแล้ว’
“เดี๋ยว! มันไม่ใช่…”
ก่อนที่เขาจะพูดจบประโยค ดาบสีเงินก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ปลายดาบชี้ลงพื้น… ในตอนนี้
“อธิบายมา”
น้ำเสียงของดาราแปรเปลี่ยนราบเรียบและสงบ แต่นิ่งลึกจนซันนี่สัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่ซ่อนอยู่ ทันใดนั้นเขาก็มองเห็นเธอในมุมมองใหม่… หรือจะพูดให้ถูกคือมุมมองเดิมที่เขาเคยสัมผัส
ในฐานะศัตรูที่อาจเกิดขึ้นได้
ความคิดที่จะต้องเผชิญหน้ากับเนฟิสทำให้เขารู้สึกเสียวสันหลังวาบ เขาเกือบลืมความรู้สึกตอนที่อยู่ในสถาบันไปแล้ว ตอนที่มองดูเธอจัดการกับผู้หลับใหลเกือบทั้งรุ่นได้อย่างง่ายดาย
เขาลืมไปเลยว่าเธอก็เป็นสัตว์ประหลาดตนหนึ่งเช่นกัน