ทาสแห่งเงา Shadow Slave [นิยายแปล] - ตอนที่ 91 การหลบหนี
ซันนี่เลียริมฝีปากที่แห้งผากก่อนจะพูดอย่างระมัดระวัง
“มันไม่… ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะเนฟ พวกเราติดกับดักของต้นไม้วิญญาณเข้าแล้ว มันไม่ได้เมตตา… และไม่ได้ปกป้องพวกเราเลย ความจริงมันทำตรงกันข้ามต่างหาก ถ้าพวกเราไม่ไปจากเกาะนี้ พวกเราจะต้องกลายเป็นทาสของมันไปตลอดกาล หรือไม่ก็จนกว่ามันจะเจอใครสักคนที่แข็งแกร่งกว่าแล้วจับพวกเรากิน!”
เธอเอียงคอเล็กน้อยและมองมาที่เขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา
“ไม่เอาน่า เนฟิส! จำได้ไหม! พวกเราเคยคุยเรื่องนี้กันแล้ว! ทั้งหมดนี่มันเป็นไอเดียของเธอตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ!”
ชั่วขณะหนึ่งเขาคิดว่าคำพูดของเขาได้ไปปลุกความทรงจำที่ถูกขโมยไปในใจของเธอขึ้นมาได้ แต่คำตอบของเธอกลับบดขยี้ความหวังนั้นจนไม่มีชิ้นดี
“ทิ้ง… ต้นไม้ใหญ่ไปงั้นเหรอ? นายเสียสติไปแล้วจริง ๆ”
‘บัดซบเอ๊ย!’
ดาราแปรเปลี่ยนยกดาบของเธอขึ้นและพูดด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ซันนี่ถึงกับสั่นสะท้าน
“ปล่อยแคสซี่ซะ เดี๋ยวนี้”
เขาลังเลพลางคิดหาวิธีจัดการที่ดีที่สุด จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ วางเด็กสาวตาบอดลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง
“ตกลง ฉันปล่อยแล้ว เห็นไหม? ทีนี้ฟังฉันนะ ฉันมีเรื่องสำคัญมากจะบอกเธอ…”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เนฟิสก็หายวับไปจากสายตาของเขา ซันนี่รู้ตัวทันทีว่ากำลังจะถูกโจมตี จึงเตรียมตัวตั้งรับ…
อย่างไรก็ตาม เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เขาก็ลงไปนอนกองกับพื้นเรียบร้อยแล้ว โดยมีปลายดาบสีเงินจ่ออยู่ที่คอหอย ดาราแปรเปลี่ยนยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างเขา แววตาของเธอส่องประกายด้วยแสงสีซีดจางที่ดูน่าสะพรึงกลัว
‘นั่นมัน… น่าขายหน้าชะมัด’
การฝึกฝนทั้งหมด ประสบการณ์ที่ได้รับจากการต่อสู้อันนองเลือดนับครั้งไม่ถ้วน พลังทั้งหมดที่เขาได้รับมา… ซันนี่เคยคิดจริง ๆ ว่าเขามีโอกาสดีที่จะยืนหยัดต่อสู้กับเนฟิสได้ หรืออย่างน้อยก็อาจจะเสมอ แต่สุดท้ายเขากลับยืนระยะได้เพียงวินาทีเดียวเท่านั้น
มันเป็นการแสดงที่น่าสมเพชจนเรียกว่ายอมจำนนก่อนเวลาอันควรก็คงไม่ผิดนัก
‘เอาเลย ไอ้งั่ง! เลิกเล่นตัวแล้วตั้งสติได้แล้ว!’
เมื่อสัมผัสได้ถึงเหล็กเย็น ๆ ที่แตะผิวหนัง ซันนี่พยายามขยับตัวให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาค่อนข้างมั่นใจว่าดาราแปรเปลี่ยนคงไม่ฆ่าเขาอย่างเลือดเย็น แต่มันก็ดีกว่าถ้าจะไม่ให้เหตุผลใด ๆ กับเธอในการลงมือรุนแรง
เพราะยังไงเสีย สติของเนฟก็ยังไม่สมบูรณ์นัก
ซันนี่เงยหน้ามองใบหน้าที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกของเธอ เขาเค้นเสียงจากลำคอแล้วตะโกนออกไปด้วยความอัดอั้น
“แอสเตอร์, ซอง, เวล!”
มือของเนฟิสสั่นสะท้าน ทำให้หยดเลือดไหลรินลงมาตามคอของเขา ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจและตกตะลึง จากนั้นสีหน้าเคร่งเครียดก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ
เธอกดดาบลงเล็กน้อยพร้อมกับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว และจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ลุกโชน เมื่อเธอพูด น้ำเสียงของเธอสั่นเครือด้วยอารมณ์ที่ถูกกดทับไว้
“นาย… นายรู้ชื่อพวกนี้ได้ยังไง? นายเป็นใครกันแน่?”
ซันนี่กะพริบตา เขาก็ประหลาดใจกับปฏิกิริยาของเธอไม่แพ้กัน เขาเคยคิดว่าคำประหลาดพวกนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของรหัสลับเพื่อกระตุ้นความจำของเธอเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่…
‘แอสเตอร์, ซอง, เวล… มันหมายความว่ายังไงกันแน่? อะไรที่ทำให้เนฟิสเสียอาการได้ขนาดนี้? มันต้องเป็นเรื่องสำคัญมากแน่ ๆ…’
เขาพยายามนิ่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พลางเหลือบมองใบดาบอย่างระมัดระวังและตอบไปตามตรง
“ฉันยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่านี่คือชื่อคน มันเป็นสิ่งที่เธอบอกให้ฉันพูดกับเธอ ในกรณีที่เธอหลงลืมสิ่งที่ต้องทำไป เธอเคยบอกว่าถ้าฉันบอกคำพวกนี้ เธอจะยอมฟังฉัน”
เนฟิสจ้องมองเขา เงาแห่งความลังเลปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปและถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยว เธอกัดฟันและขู่คำรามออกมา
“นายสังกัดอาณาเขตไหน?!”
ซันนี่ไม่มีเบาะแสเลยว่าเธอต้องการให้เขาตอบว่าอะไร ดังนั้นเขาจึงถามกลับไปว่า
“อาณาเขตคืออะไร?”
เธอยิ้มเหยียด ประกายตาที่ดูบ้าคลั่งปรากฏขึ้นในดวงตาของเธอ นี่ไม่ใช่เนฟิสที่สงบและเยือกเย็นคนเดิมเลย หากซันนี่ไม่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังมาก่อน เขาคงคิดว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคนละคนกันอย่างสิ้นเชิง
เป็นคนที่คาดเดายากและอันตรายกว่าเดิมมาก
ในขณะเดียวกัน เนฟก็พูดขึ้นว่า
“อย่ามาแสร้งทำเป็น… ทำเป็น…”
ทันใดนั้นเธอก็ชะงักไปแล้วขมวดคิ้ว ดูเหมือนว่าคำถามของซันนี่จะไปสะกิดบางอย่างในใจของดาราแปรเปลี่ยนเข้า ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ขึ้น ไม่กี่วินาทีผ่านไป หัวคิ้วของเธอก็ยิ่งขมวดมุ่นลึกขึ้นเรื่อย ๆ
ในที่สุด ความสงบนิ่งที่คุ้นเคยก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่ดวงตาของเธอ ดูเหมือนว่าเธอจะยังจำไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็อย่างที่เนฟิสเคยสัญญาไว้ มันเพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอยอมรับฟังสิ่งที่ซันนี่ต้องการจะพูด
เขารับรู้ได้จากการที่เธอถอนปลายดาบออกจากคอของเขาในที่สุด และยังช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้นยืนด้วย
เธอมองซันนี่ด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาดก่อนจะถามว่า
“ฉันบอกคำพวกนั้นกับนายจริง ๆ เหรอ?”
เขาถูคอที่ถูกบาดเล็กน้อยแล้วพยักหน้าตอบเพียงสั้น ๆ ใยโลหิตกำลังยุ่งอยู่กับการสมานแผลที่ผิวหนังของเขาอย่างรวดเร็ว
เนฟิสก้มหน้าลงแล้วหลับตาลงครู่หนึ่ง เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาก็เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ฉันต้องทำอะไรบ้าง?”
ซันนี่อยากจะถามเธอถึงความหมายของชื่อลึกลับทั้งสามนั้นใจจะขาด แต่เขาก็ตัดสินใจไม่ถาม เพราะพวกเขาต้องรีบแล้ว
“บอกให้แคสซี่เรียกไม้เท้าของเธอออกมา แล้วพาเธอขึ้นเรือไป”
ดาราแปรเปลี่ยนสลายดาบของเธอทิ้ง พลางเหลือบมองเขาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเดินตรงไปหาเพื่อนของเธอ
ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เนฟิสก็สามารถเกลี้ยกล่อมให้แคสซี่ยอมตามเธอขึ้นเรือที่น่าสยดสยองลำนั้นได้สำเร็จ เธออาจจะต้องโกหกหลายเรื่อง แต่ซันนี่ก็ไม่อยากถาม เพราะกลัวว่าจุดบกพร่องของเขาจะทำให้ทุกอย่างพังทลายลง
เมื่อเด็กสาวทั้งสองเข้าไปอยู่ในเรือแล้ว เขาจึงโอบล้อมร่างกายที่เหนื่อยล้าด้วยเงาและวางมือลงบนตัวเรือโลหะ ทุกส่วนในร่างกายของเขาดูเหมือนจะประท้วงด้วยความเจ็บปวดในรูปแบบที่ต่างกันไป
จิตใจของเขาอ่อนล้าถึงขีดสุด
‘เอาเถอะซันนี่ อีกเฮือกเดียวเท่านั้น’
เขายิ้มอย่างขมขื่นพลางเกร็งกล้ามเนื้อและผลักเรือมุ่งหน้าสู่ผืนน้ำสีดำ
เมื่อแสงสุดท้ายของโพล้เพล้เลือนหายไปและโลกถูกจมลงสู่ความมืดมิด เรือที่สร้างจากกระดูกของปีศาจก็ลื่นไถลจากทรายสีเถาสู่การโอบกอดที่หนาวเหน็บของทะเลทมิฬ
ตามคำแนะนำของซันนี่ แคสซี่ชูไม้เท้าขึ้นและเปิดใช้งานการเสริมพลังของมัน ทำให้เกิดลมพายุที่พัดเข้าหาใบเรือที่แสนเรียบง่ายของพวกเขา
ในตอนแรกเรือเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ เสากระโดงเรือส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดภายใต้แรงกดดัน แต่ฝีมือการสร้างของดาราแปรเปลี่ยนนั้นละเอียดรอบคอบและเชื่อถือได้ กระดูกสันหลังของปีศาจยังคงมั่นคง และทีละเล็กทีละน้อย เรือลำเล็กก็เริ่มทำความเร็วขึ้น
ซันนี่นั่งอยู่ที่ท้ายเรือ คอยบังคับพายท้ายเรือ เบื้องหน้าของพวกเขาคือผืนน้ำสีดำอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า ซุกซ่อนความสยองขวัญที่ยากจะพรรณนาไว้ภายใต้ความลึก
เบื้องหลังของพวกเขา ต้นไม้วิญญาณที่แสนน่ากลัวค่อย ๆ เล็กลงตามระยะทาง
ซันนี่จ้องมองมันพลางรู้สึกถึงความเสียดายที่บีบคั้นอยู่ในใจ เขาปรารถนาว่าตนเองจะมีพลังมากพอที่จะทำลายมัน การจากไปเฉย ๆ โดยไม่ได้แก้แค้นเจ้าสัตว์ประหลาดบรรพกาลตัวนั้นทำให้เขาเต็มไปด้วยความโกรธ
เอาเถอะ… อย่างน้อยเขาก็ทิ้งของขวัญเอาไว้ให้มันชิ้นหนึ่ง
กลับไปที่เนินเถ้าถ่าน เทียนเล่มหนึ่งกำลังมอดไหม้อยู่ในซอกหินเล็ก ๆ ที่ช่วยกำบังเปลวไฟจากสายลม ใกล้กับเทียนเล่มนั้นมีกองใบไม้แห้งสุมพะเนินเทินทึกอยู่เหนือซอกหินนั้น
ซันนี่ใช้เวลานานมากในการรวบรวมกองใบไม้นั้น เขาออกสำรวจไปทั่วเกาะด้วยความหวังว่าจะทำให้มันสูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นอกจากนี้เขายังผสมสาหร่ายแห้งและไขมันที่เหลือของปีศาจกระดองลงไปในกองใบไม้ด้วย
ในเวลาต่อมา เทียนเล่มเล็กก็ใกล้จะถึงจุดจบของอายุการใช้งาน ไขผึ้งส่วนใหญ่ละลายไปจนทำให้มันเล็กลงไปอีก ในจังหวะที่เปลวไฟกำลังจะดับลง มันก็ได้จุดติดกองใบไม้ หลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที กองเพลิงขนาดมหึมาที่แผดเผาก็ลุกโชนขึ้นกลางเกาะ ส่องแสงสว่างไปทั่วใบไม้สีแดงฉานของต้นไม้อันชั่วร้าย แทบจะในทันที ผืนน้ำสีดำรอบ ๆ เกาะก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง
ซันนี่อยู่ไกลเกินกว่าจะมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว
เขาไม่รู้ว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตแห่งทะเลทมิฬจะสามารถทำลายผู้กลืนกินวิญญาณลงได้หรือไม่ เขาค่อนข้างสงสัยว่าสัตว์ประหลาดบรรพกาลตัวนั้นคงไม่ถูกทำลายได้ง่ายดายขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อปีศาจกระดองตายไป และมนุษย์ทั้งสามที่จะมาแทนที่มันก็จากไปแล้ว ก็ไม่มีใครบนเกาะที่จะคอยปกป้องต้นไม้ผู้หิวโหยลำนี้อีก อย่างน้อยมันก็น่าจะได้รับบาดเจ็บสาหัสบ้าง
ในตอนนี้ นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาจะทำได้
เขามองกลับไปในทิศทางของเนินเถ้าถ่าน ซันนี่กัดฟันแน่นและคิดในใจว่า
‘วันหนึ่ง ฉันจะแข็งแกร่งพอที่จะทำลายต้นไม้นั่น สัตว์ประหลาดพวกนี้ และใครก็ตามที่บังอาจขวางทางฉัน วันหนึ่ง ฉันจะแข็งแกร่งจนไม่ต้องหวาดกลัวใครหรืออะไรอีกต่อไป แต่พวกมันทั้งหมดนั่นแหละที่จะต้องเป็นฝ่ายหวาดกลัวฉัน!’
เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ในขณะที่เขากำลังคิดคำเหล่านั้นอยู่ แคสซี่ก็จู่ ๆ ก็เงยหน้าขึ้นและหันมาทางเขา
บนใบหน้าของเธอปรากฏสีหน้าที่มืดหม่น แต่ก็ถูกลบเลือนไปอย่างรวดเร็วด้วยความไม่มั่นใจและความลังเลใจ