ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 186 ถึงเวลาท่านบรรพบุรุษแล้ว
กู้ฉางชิงถามด้วยความสงสัย “ปรมาจารย์ช่วยเจ้าผ่านตู้เจี๋ยอย่างไร?”
“ต้องเป็นวิธีที่เจ้าไม่กล้าแม้แต่จะคิดแน่นอน!” เหยาเมิ่งจีลูบเคราทอดถอนใจเบาๆ “ปรมาจารย์ให้ความสำคัญกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าละอายใจจริงๆ ต่อไปมีแต่ต้องจัดการเรื่องต่างๆ ให้ปรมาจารย์อย่างดีเพื่อเป็นการตอบแทนแล้ว!”
ใครก็มองออกว่าเหยาเมิ่งจีกำลังโอ้อวดตนเอง
ถึงอย่างไร การได้รับความสำคัญจากปรมาจารย์ก็เป็นสิ่งที่คู่ควรแก่การโอ้อวดอย่างยิ่งในชีวิตนี้แล้ว แสดงให้เห็นว่าตนได้เป็นสุนัขรับใช้ตัวสำคัญภายใต้อาณัติแห่งผู้ยิ่งใหญ่ ช่างเป็นเกียรติเสียนี่กระไร!
สีหน้ากู้ฉางชิงกระตุกเล็กน้อย “ข้าถามว่าปรมาจารย์ช่วยเจ้าอย่างไร”
เหยาเมิ่งจีเอ่ยอย่างลึกซึ้งยากจะคาดเดา “พูดไม่ได้ๆ เจ้ารู้ไว้แค่ว่า มันเป็นวิธีที่เจ้าไม่กล้าแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ”
กู้ฉางชิงแทบอกแตกตาย แววตาที่จ้องมองเหยาเมิ่งจีไม่ดีนัก ดูเหมือนว่าการสำเร็จตู้เจี๋ยของเขาจะเริ่มไปกับสายลมแล้ว
กู้ยวนส่งข้อความทางจิตมาว่า “หลานข้าไม่ต้องกังวลไป มันก็แค่ประจบปรมาจารย์ได้ก่อนเราเท่านั้น หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล ปู่ของเจ้าอยู่แดนเซียนมานานขนาดนี้ หากไร้ความสามารถเชี่ยวชาญอย่างใดอย่างหนึ่ง ไหนเลยข้าจะมีสถานะเช่นยามนี้? หมารับใช้อันดับหนึ่งข้างกายผู้ยิ่งใหญ่ในภายภาคหน้า ต้องเป็นพวกเราอย่างแน่นอน!”
วาจาเช่นนี้สามารถเอ่ยกับหลานของตนออกมาได้ แสดงให้เห็นว่าทักษะการประจบสอพลอของกู้ยวนนั้นแน่นอนทีเดียว
“เหอะๆ คุยโม้โอ้อวดไม่คิดไตร่ตรอง!”
จู่ๆ ก็มีน้ำเสียงไม่เข้าพวกเสียงหนึ่งดังขึ้น กลับเป็นวิหคเพลิงที่กระโดดออกมา แววตาดูถูกเหยียดหยาม จ้องมองเหยาเมิ่งจีราวกับมดตัวหนึ่ง “แค่มดตัวหนึ่งผ่านตู้เจี๋ย ยังกระหยิ่มยิ้มย่องภาคภูมิใจหนักหนา ไร้สาระ น่าขันสิ้นดี! กู้ยวน นี่คือคนที่เจ้าเชิญมากระมัง? เจ้านี่ช่างทุ่มเทพยายามเพื่อพาข้าไปเป็นสัตว์พาหนะให้ผู้อื่นซะจริง! แต่คำโกหกราคาถูกอย่างช่วยเหลือให้ข้ามผ่านตู้เจี๋ยก็คิดจะมาหลอกข้า เจ้าไม่คิดว่าน่าขันไปหน่อยหรือ?”
ทัณฑ์สวรรค์ไม่อาจก้าวล่วง!
สิ่งนี้ทุกคนต่างก็รู้ดี
เมื่อใดก็ตามที่ใครคนหนึ่งช่วยผู้อื่นข้ามผ่านตู้เจี๋ย ทั้งสองฝ่ายจะต้องแบกรับพิโรธแห่งทัณฑ์สวรรค์ แล้วยังอาจทำให้พลังอำนาจแห่งทัณฑ์สวรรค์ยิ่งเพิ่มมากขึ้น แม้แต่โลกเซียนก็ยังไม่มีใครทำได้
วิหคเพลิงแสดงสีหน้ามองทะลุประโปร่ง เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง
สายเลือดวิหคสวรรค์เป็นที่ต้องการของผู้คนนับหมื่น หลายหมื่นปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเหตุการณ์ใดมันประสบพบเจอมาแล้วทั้งนั้น อย่างวีรบุรษช่วยวิหคที่กำกับเองแสดงเอง การแก้แค้นอันแสนขมขื่น และแม้แต่ความรักระหว่างมนุษย์กับวิหคที่เป็นไปไม่ได้ มันก็เห็นมานักต่อนัก
คนพวกนี้พยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้ตนไปเป็นปีศาจเลี้ยงของบุคคลที่ถูกเรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่อะไรนั่นไม่ใช่หรือ? ยามนี้แม้แต่เรื่องช่วยคนผ่านตู้เจี๋ยยังกุขึ้นมาได้ สอดรับกันเป็นทอดๆ แสดงได้เหมือนทีเดียว
แต่น่าเสียดายที่ข้ามองออกหมดแล้ว
“พูดไม่ได้หรือ? เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ไงล่ะ!” วิหคเพลิงสรุปเองเสร็จสรรพ
“เจ้านกนี่คือ…”
เหยาเมิ่งจีขมวดคิ้ว ถึงได้รู้ว่ามันคือวิหคเพลิง
ทันทีที่เห็นเขาก็ตะลึงค้าง ดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจสุดขีด
“น่ะ…นี่มันวิหคเพลิง?!”
เล่าขานกันว่าวิหคเพลิงมีสายเลือดของวิหคสวรรค์ เป็นหนึ่งในปีศาจที่ยอดเยี่ยมที่สุดไม่ที่หนึ่งก็ที่สองสำหรับโลกบำเพ็ญเซียน พบเจอได้ทว่าไม่อาจร้องขอ
วิหคเพลิงหัวเราะเย็นชา “ฮ่าๆ แสดงเลย เจ้าแสดงต่อไปได้เลย”
เหยาเมิ่งจีมองกู้ฉางชิงอย่างล่องลอย “นี่เจ้าจะ…มอบวิหคเพลิงให้ปรมาจารย์หรือ?”
ถึงคราวที่กู้ฉางชิงจะโอ้อวดบ้าง เขาพูดด้วยท่าทางสบายๆ ว่า “ไปเยี่ยมเยียนปรมาจารย์ครั้งแรก ย่อมต้องมีของขวัญพบหน้าสักหน่อย คราวก่อนปรมาจารย์บอกว่าอยากได้ปีศาจที่บินได้มาเป็นสัตว์สำหรับขี่สักตัว ไม่รู้ว่าปรมาจารย์จะชื่นชอบวิหคเพลิงตัวนี้หรือไม่ เฮ้อ ข้าล่ะกังวลนัก!”
เหยาเมิ่งจีตะลึงตาค้างอีกครั้ง “ปรมาจารย์บอกว่าอยากได้ปีศาจที่บินได้?”
“ก็ใช่น่ะสิ ตอนอยู่ที่หุบเขาเมฆาคราม คำใบ้ของปรมาจารย์ชัดเจนยิ่งนัก ทำไมล่ะ? ท่านเมิ่งจีไม่ได้เตรียมไว้หรือ?”
เหยาเมิ่งจีหันขวับมองไปทางฉินม่านอวิ๋น “ม่านอวิ๋น เป็นความจริงหรือ?”
ฉินม่านอวิ๋นพยักหน้า “เป็นเช่นนี้จริง แต่ครั้งก่อนที่ข้ากลับมา ท่านอาจารย์กำลังฝ่าด่านตู้เจี๋ย ข้าเลยไม่มีเวลาบอกท่าน”
“เจ้าเลอะเลือน!” เหยาเมิ่งจีชี้ไปที่ฉินม่านอวิ๋นอย่างสั่นเทา ใบหน้าแดงฉานด้วยความร้อนใจเป็นกังวล “ตู้เจี๋ยของข้าจะสำคัญอะไร! ตายก็แค่ตาย! สิ่งสำคัญที่สุดคือเอาอกเอาใจผู้ยิ่งใหญ่ ในเมื่อรู้ว่าผู้ยิ่งใหญ่ต้องการสิ่งใด ไยยังละเลยไม่สนใจ? เจ้า เจ้า เจ้า…เจ้าทำให้ข้าโกรธจะตายอยู่แล้ว!”
กู้ฉางชิงหัวเราะร่า “ท่านเมิ่งจี พวกท่านไม่มีนกก็ช่างเถอะ อย่ารอช้าเลย ข้าต้องรีบไปเยี่ยมเยียนปรมาจารย์แล้ว”
เหยาเมิ่งจีขมวดคิ้วแน่น อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามอย่างขมขื่น “เจ้าไปนำวิหคเพลิงนี้มาจากที่ใด?”
“นอกจากข้าแล้ว ยังมีใครที่จะมีฝีมือระดับนี้อีกหรือ?” เสียงของกู้ยวนดังออกมาจากจี้ห้อยคอ แม้จะเลือนรางบางเบา ทว่ามีพลังน่าเกรงขาม ทำให้หัวใจของเหยาเมิ่งจีถึงกับกระตุกวูบ
เซียน?
เหยาเมิ่งจีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อ “ท่านคือ…บรรพบุรุษตระกูลกู้? พวกเจ้าสามารถติดต่อไปยังโลกเซียนได้แล้วหรือ?”
กู้ฉางชิงพยักหน้ายิ้มน้อยๆ
มิน่าล่ะถึงสามารถพาวิหคเพลิงมาได้ พยายามสุดกำลังเพื่อเอาอกเอาใจผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าพวกขี้ประจบ!
เหยาเมิ่งจีมีสีหน้าเปลี่ยนไปไม่หยุด เขารีบหันตัวเดินไปยังส่วนลึกของอารามเต๋าหลินเซียน “โปรดรอข้าสักเดี๋ยว!”
ในนานเขาก็มาถึงห้องโถงบรรพบุรุษของอารามเต๋าหลินเซียน
โค้งคำนับ กระอักเลือด จุดธูป อัญเชิญ
“ท่านบรรพบุรุษ ท่านรีบสำแดงฤทธิ์เดชออกมาเถอะ ป้ายฉายาสุนัขรับใช้อันดับหนึ่งใต้บังคับบัญชาผู้ยิ่งใหญ่ ต้องอาศัยการปกปักษ์คุ้มครองจากท่านแล้ว เจ้าพวกหุบเขาเมฆาครามมาแย่งชิงความโปรดปรานแล้วนะ!”
เหยาเมิ่งจียังคงพึมพำไม่หยุด ทว่าหลังจากแผ่นศิลาเซียนเปล่งแสงแล้วกลับค่อยๆ อ่อนแสงลงไป
ล้มเหลวอีกแล้ว?
เขากัดฟัน ในใจเกรี้ยวกราด ลองดูใหม่อีกครั้ง!
โค้งคำนับ กระอักเลือด จุดธูป อัญเชิญ
“ท่านบรรพบุรุษ ถึงเวลาท่านบรรพบุรุษแล้ว รีบปรากฏกายออกมาทีเถอะ!”
คราวนี้ แผ่นศิลาเซียนไม่แม้แต่จะเปล่งแสง
เหยาเมิ่งจีจิตใจอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง
กลับต้องพ่ายแพ้ลงในช่วงเวลาสำคัญ บรรพบุรุษ ท่านก็พึ่งไม่ได้เอาเสียเลย
ถึงไม่ได้วิหคเพลิง ได้นกเพลิงสักตัวก็ยังดี อย่างน้อยก็ถือเป็นน้ำใจส่วนหนึ่งของพวกเรา
เขาสีหน้าบูดบึ้ง กระอักเลือดจนหน้าซีด เดินออกจากห้องโถงบรรพบุรุษอย่างไม่มีทางเลือก
กู้ฉางชิงหัวเราะลั่น “สหายเต๋าเมิ่งจี ยังรออะไรอีก รีบไปกันเถอะ”
เหยาเมิ่งจีทอดถอนใจ “เฮ้อ ไปกันเถอะ”
คราวนี้โชคชะตาไม่อำนวยจริงๆ ทั้งที่โอกาสจะทำให้ปรมาจารย์พึงพอใจได้สบายๆ มาถึงขนาดนี้แล้วแท้ๆ
ผิดพลาดมหันต์ ผิดพลาดมหันต์!
ไม่อยากคิด น้ำตาจะไหล
เหยาเมิ่งจีและฉินม่านอวิ๋นนำกู้ฉางชิงขี่ลำแสง ไม่นานก็มาถึงเชิงเขา
ฉินม่านอวิ๋นเอ่ยขึ้นว่า “ผู้ยิ่งใหญ่อยู่บนเขา เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อปรมาจารย์ พวกเราต้องเดินเท้าขึ้นไป”
“เช่นนี้เหมาะสมแล้วๆ!” กู้ฉางชิงพยักหน้าเห็นด้วย และไม่ลืมที่จะเอ่ยเตือน “วิหคเพลิง อีกเดี๋ยวเจ้าต้องทำผลงานให้ดี ทำให้ปรมาจารย์ชื่นชอบให้ได้”
“เหอะๆ”
วิหคเพลิงหัวเราะน้ำเสียงเย็นชา แสดงออกถึงการดูถูกเหยียดหยาม
มันคอยเฝ้าดูการแสดงของมนุษย์กลุ่มนี้อยู่เงียบๆ มาตลอด
ต้องบอกเลยว่าฝีมือการแสดงของพวกเขานั้นยอดเยี่ยมไม่เลวจริงๆ ปั้นแต่งภาพลักษณ์ปรมาจารย์ผู้ปลีกวิเวกออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากไม่ใช่เพราะสติปัญญาของตน เกรงว่าคงถูกปั่นจนหัวหมุน ตั้งหน้าตั้งตารอเป็นสัตว์พาหนะของผู้ยิ่งใหญ่อะไรนี่
ทำได้ทุกวิถีทางขนาดนี้ ดูท่าคงอยากครอบครองตนจะแย่แล้ว ให้ข้าดูหน่อยเถอะ ที่เรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่จะศักดิ์สิทธิ์ขนาดไหนกัน!
กู้ฉางชิงแอบมุ่นคิ้วขมวด รู้สึกว่าวิหคเพลิงตัวนี้ดูพึ่งพาไม่ค่อยได้
………………………………………………