ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 187 แย่แล้ว นกของเจ้าซวยแล้ว!
ทุกคนเดินตามกันไปอย่างเป็นระเบียบ ไม่นานเรือนสี่ประสานหน้าตาเรียบง่าย ทว่ายังทรงพลังน่าเกรงขามก็ปรากฏสู่สายตา
ฉินม่านอวิ๋นเอ่ยเสียงเรียบ “ถึงแล้ว!”
จู่ๆ หัวใจกู้ฉางชิงก็เต้นกระชั้นขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม แม้ว่าเขาจะเคยพบเจอกับปรมาจารย์มาก่อนแล้ว แต่ทว่าคราวนี้มาเยือนถึงบ้านของปรมาจารย์ ยากจะไม่รู้สึกประหม่า
จี้หยกบนหน้าอกของเขาเริ่มขยับเคลื่อนไหวเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากู้ยวนเองก็วิตกกังวลอยู่เหมือนกัน
บุคคลที่สามารถวาดอีกาทองคำสามขา แม้แต่เจ้าสำนักเมฆาคราม ยามอยู่ต่อหน้าบุคคลผู้นี้ยังไม่อาจเทียบเคียง หากเป็นโลกเซียน ข้ากู้ยวน แม้แต่โอกาสจะพบหน้าสักครั้งก็ไม่มีคุณสมบัติพอจะคู่ควร
ยามนี้…จะได้มาเยี่ยมเยียนแล้วหรือ?
ทั้งประหม่า วิตกกังวล และเฝ้าตั้งตารอ
วิหคเพลิงกวาดสายตามองสำรวจผ่านๆ แววตาหยามเหยียดดูแคลนยิ่งฉายชัด
เรือนสี่ประสานแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดพิเศษ หากเทียบกับที่สถิตตระกูลเซียนแล้วต่างกันคนละโลก ไม่ได้ดีอะไร
แต่โคลงหน้าประตูบทนั้นนับว่าไม่เลว คล้ายกับมีทำนองมรรคาไหลเวียน ถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่พอถูไถ
แต่คิดจะใช้ขู่วิหคอย่างข้า เป็นไปไม่ได้หรอก!
“ข้าจากโลกมนุษย์มาเยือน แสวงหาอายุขัยยืนยาว?”
ไม่เจ๋งพอล่ะสิ วิหคอย่างข้ามีสายเลือดวิหคสวรรค์ เกิดมาแม้ไม่ต้องฝึกฝนก็มีอายุขัยสองพันปี หากฝึกฝนบำเพ็ญเพียงเล็กน้อย อายุขัยยืนยาวก็มิใช่ความฝัน
อายุขัยยืนยาวจำเป็นต้องแสวงหา? หรือว่าจะไม่ได้เป็นโดยกำเนิด?
วิหคเพลิงยังคงอวดดีไม่หยุด
ฉินม่านอวิ๋นมองเรือนสี่ประสาน สูดหายใจเข้าก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเคารพ “ขอถามหน่อย คุณชายหลี่อยู่หรือไม่?”
สิ่งที่ตอบกลับพวกเขามีเพียงความเงียบงันเนิ่นนาน
ฉินม่านอวิ๋นผงะไปครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ “คุณชายหลี่ ม่านอวิ๋นต้องการขอพบท่าน”
แต่แล้วก็ยังไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ จากเรือนสี่ประสาน
ด้านในเรือน ต้าเฮยนอนแผ่หลาหลับปุ๋ยอยู่บนพื้น ไม่กระดิกลืมตาแม้แต่น้อย
ส่วนเสี่ยวไป๋กำลังง่วนกับการทำงานบ้าน เจ้านายเดินทางไปหลายวัน นำเสื้อผ้าที่เปลี่ยนแล้วกลับมาด้วยกองหนึ่ง แถมยังต้องให้ตนซักด้วยมือทีละตัวๆ
เฮ้อ เสี่ยวไป๋ในใจแสนขมขื่น!
นอกประตู เหยาเมิ่งจีถอนหายใจเบาๆ เอ่ยปากว่า “ดูเหมือนผู้ยิ่งใหญ่จะไม่อยู่ ไม่เช่นนั้นกลับไปก่อนดีหรือไม่?”
แต่ถึงแม้จะกล่าวเช่นนี้ กลับไม่มีใครสักคนขยับตัว ไม่มีความคิดที่จะกลับไปเลยแม้แต่น้อย
กู้ฉางชิงยิ้มน้อยๆ “พี่เมิ่งจี เก็บความคิดของท่านกลับไปจะดีกว่า บัดนี้เป็นเวลาที่จะทดสอบความจริงใจ ข้าจะเฝ้ารออยู่ที่หน้าประตู ต่อให้สวรรค์ร่วงลงมาก็ไม่ไปไหนทั้งสิ้น!”
เหยาเมิ่งจีฉีกยิ้ม “เช่นนั้นก็รอด้วยกันเถอะ”
ทั้งสองประสานสายตา ต่างฝ่ายต่างก่นด่ากันอยู่ในใจ ไอ้หมาขี้ประจบ!
วิหคเพลิงมองดูทุกคนที่กำลังยืนรออยู่หน้าประตูอย่างนอบน้อม แววตาดูถูกเหยียดหยามฉายชัด
เหอะ เจ้าโง่!
มันมองไปรอบๆ จากนั้นก็มองไปที่เรือนสี่ประสาน ประกายคมแปลบวาบผ่านดวงตา
ใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดสามารถขวางกั้นข้าไม่ให้เข้าประตูได้ ไม่เคยมี และจะไม่มีวันมี!
ผู้ยิ่งใหญ่หรือ? เช่นนั้นตอนนี้ก็ให้ข้าลองดูเจ้าสักตั้ง ดูว่าเจ้าจะยิ่งใหญ่จริงหรือไม่!
ปีกสองข้างของมันกางออก กระพือ “พึบ” กลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งตรงไปยังเรือนสี่ประสาน
กู้ฉางชิงยังคงห้ำหั่นกับเหยาเมิ่งจีด้วยกลอุบาย รู้สึกเพียงน้ำหนักบนไหล่ที่เบาลง ยังไม่ทันรู้สึกตัวก็เห็นร่างสีแดงเพลิงเข้าไปในเรือนสี่ประสานแล้ว
น่ะ นั่น…
กู้ฉางชิงตะลึงค้าง สติกระเจิง เส้นผมชี้ตั้งไปทั้งหัว
กระอักเลือดโดยไม่ลังเล ระเบิดความเร็วสูงสุดของตนพุ่งตามไป
แต่พวกเขาอยู่ใกล้กับเรือนสี่ประสานเกินไป กว่าจะใช้เวลากระอักเลือด เงาร่างวิหคเพลิงก็หายไปแล้ว
เหยาเมิ่งจีตกใจตะลึงค้าง สมองว่างเปล่าขาวโพลน สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว น้ำเสียงสั่นเครือดุกร้าว “กู้ฉางชิง เจ้าจะทำอะไร? ปล่อยเจ้านกโง่นั่นเข้าไปทำไม?!”
แย่แล้วๆๆ!
บุกรุกที่อยู่ของผู้ยิ่งใหญ่ ตายแน่ ข้าแย่แน่!
เขาเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ร้อนรนกระวนกระวายจนหน้าแดง “กู้ฉางชิง ข้าต้องถูกเจ้าลากลงหลุม!”
น้ำตาของฉินม่านอวิ๋นใกล้จะไหลรินลงมา ได้แต่ยืนอยู่ข้างๆ ทำอะไรไม่ถูก
กู้ฉางชิงก็พูดขึ้นอย่างร้อนรน “ไม่เกี่ยวกับข้านะ เจ้านกโง่นั่นมันบินเข้าไปเอง! ข้าคิดอยู่แล้วเชียวว่าเจ้านกโง่นั่นไว้ใจไม่ได้!”
“แล้วนกโง่นั่นไม่ใช่ของเจ้าหรือ? ข้าถามว่ามันเป็นนกของเจ้าหรือไม่?!”
เหยาเมิ่งจีสั่นระริกด้วยความโกรธ พูดอย่างสะเปะสะปะ “ข้าไม่น่าพาเจ้ามาเลย ข้ากับเจ้าไม่ได้เป็นศัตรูคู่แค้น ไยเจ้าต้องใช้นกของเจ้าทำร้ายข้าด้วย!”
“ทำอย่างไร? ทำอย่างไรดี?” กู้ฉางชิงเองก็ตื่นตระหนก มีเสียงหวึ่งๆ ดังก้องอยู่ในหัว “ท่านปู่ ทำอย่างไรกันดี?”
ตอนนี้นกตัวนั้นเข้าไปแล้ว อย่างไรพวกเราก็ตามเข้าไปไม่ได้ จะหวังให้นกตัวนั้นกลับออกมาเองก็เป็นไปไม่ได้ ช่างเป็นสถานการณ์ที่แก้ไม่ตก
“ตอนนี้มีหนทางเดียวที่ทำได้” กู้ยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง น้ำเสียงลอยมาเอื่อยๆ
กู้ฉางชิงดีอกดีใจยกใหญ่ “ท่านปู่โปรดชี้แนะ”
“เสียเรือรักษาขุน[1]!”
กู้ยวนกล่าวต่อ “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น หลานรัก เจ้าจงยืนหยัด ภายภาคหน้าข้าจะสร้างอนุสาวรีย์ไว้ให้เจ้า ประกาศให้เจ้าเป็นวีรบุรุษแห่งตระกูลกู้ของข้า!”
อนุสาวรีย์น้องท่านน่ะสิ!
กู้ฉางชิงค้านกลับ
“ท่านปู่ หากปรมาจารย์กล่าวโทษขึ้นมา ข้าจะส่งท่านออกไปคนแรก อย่าโทษข้านะ ก็นั่นเป็นนกของท่าน ท่านเป็นผู้รับผิดชอบหลัก”
กู้ยวนพลันร้อนรน จี้หยกกำลังสั่นระริก “นกข้าอะไรกันล่ะ? อย่ามาใส่ความข้า! เห็นชัดๆ ว่าเป็นนกของเจ้า!”
“ของข้ากับผีน่ะสิ นกของท่าน!”
“ของเจ้าต่างหาก!”
เหยาเมิ่งจีก็มาร่วมวงด้วย “เป็นนกของพวกเจ้าทั้งคู่นั่นแหละ ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า!”
…
ด้านนอกทะเลาะโต้เถียงกันพัลวัน ทว่าภายในเรือนสี่ประสานยังคงเงียบสงบ
วิหคเพลิงบินเข้ามาด้วยความเร็วสูง จนทะลุเรือนด้านในมาถึงลานด้านหลังในรวดเดียว
ทันทีที่มาถึงลานด้านหลัง ร่างกายของมันก็สั่นสะท้าน รู้สึกเพียงปีกสองข้างที่กางออก ต้องใช้แรงมากขึ้นเพื่อขยับโผบิน สีหน้าของมันตื่นตกใจเล็กน้อย “ทำนอง…มรรคาที่นี่เข้มข้นนัก”
ความแข็งแกร่งของทำนองมรรคาเหล่านี้มีพลังมาก จนดูราวกับว่ากฎเดิมระหว่างฟ้าดินก็ยังแปรปรวนสับสน เกิดเป็นโลกใบใหม่ที่สุดแสนพิเศษ
มันจำใจต้องหยุดพักบนต้นไม้อย่างไม่มีทางเลือก
จะมีทำนองมรรคาที่ทรงพลังเช่นนี้ได้อย่างไร?
สถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่ในโลกเซียนก็ไม่กล้าแม้แต่จะคิด!
หากอัจฉริยะผู้มีความตื่นรู้สูงส่งมาที่นี่ ปิดตัวบำเพ็ญสักร้อยปี ต้องสามารถเหินหาวได้เป็นแน่แท้!
ต่อให้เป็นพวกไม้ผุไม่อาจขัดเกลามาอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ก็ยังสามารถกลายร่างเป็นมังกรได้!
นี่มัน…สถานที่มหัศจรรย์แบบไหนกัน?
แค่เห็นยอดภูเขาน้ำแข็ง มันก็เก็บความคิดดูหมิ่นก่อนหน้านี้ทั้งหมด ความเกรงกลัวในใจเริ่มก่อตัวขึ้น
หรือว่า…ผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้จะเป็นของจริง?
เป็นเรื่องโกหกกระมัง โลกมนุษย์จะมีบุคคลผู้อยู่เหนือกฎธรรมชาติเช่นนี้ได้อย่างไร
หัวใจของมันเต้นโครมคราม มองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นลูกแอปเปิลผลหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล
ทันใดนั้น กลิ่นหอมประหลาดของผลไม้พลันพุ่งปะทะจมูกของมัน
ผลไม้ที่ปลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่!
มันน้ำลายไหล อ้าปากกัดผลแอปเปิลในทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด
ทว่าขณะที่จะงอยปากกำลังจะกัดโดนผลแอปเปิล แอปเปิลผลนั้นกลับเบี่ยงหลบเล็กน้อย ทำให้มันกัดได้เพียงอากาศ
………………………………………………
[1] เสียเรือรักษาขุน เปรียบถึงการเสียสละส่วนน้อย เพื่อรักษาส่วนใหญ่ไว้