ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 188 ที่นี่น่ากลัวเกินไปแล้ว ข้าอยากกลับบ้าน
หือ?
วิหคเพลิงผงะ มองดูผลแอปเปิลอย่างประหลาดใจ หรือว่าตนจะกัดไม่ตรง?
มันอ้าปากอีกครั้ง ครั้งนี้มันเบิกตากว้างจ้องมองแอปเปิลก่อนจะกัดลงไป
แต่แล้วกิ่งของแอปเปิลผลนั้นกลับเบี่ยงหลบอีกครั้งต่อหน้าต่อตา
“กิ่งไม้ขยับได้?!”
คราวนี้มันเห็นเต็มสองตา ตกใจสั่นสะท้านไปทั้งตัว
วิหคเพลิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น ก็ถึงกับกลัวจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ขนลุกชันไปทั้งตัวราวกับเม่น
ไม่รู้เมื่อไหร่ที่ตนถูกล้อมรอบด้วยกิ่งก้านของต้นไม้ กิ่งก้านนับไม่ถ้วนเหล่านั้นราวกับกรงเล็บมารที่ห่อหุ้มตัวมันมิดชิด กระทั่งน้ำก็ไม่อาจไหลผ่าน กิ่งก้านหนาครอบฟ้าคลุมดิน แค่เห็นก็รู้สึกศีรษะชาหนึบ
ขณะนั้นเสียงหัวเราะขำขันก็ดังแว่วเข้ามาในหูของมัน ยิ่งชวนให้ขนพองสยองเกล้าขึ้นไปอีก
ปีศาจ ต้นไม้พวกนี้เป็นปีศาจไปแล้ว!
“แควก!”
วิหคเพลิงหวาดกลัวร้องเสียงหลง แต่ทันทีที่มันอ้าปาก เปลวไฟสีเหลืองก็ปะทุออกมาราวกับทะเลเพลิง พุ่งเข้าปกคลุมกิ่งไม้เหล่านั้น!
ด้านนอกเรือนสี่ประสาน
ขณะทุกคนยังโต้เถียงกันไป ร่างกายก็สั่นเทิ้มไม่หยุด
ฉินม่านอวิ๋นก้มหน้าพูดอย่างหวาดกลัว “เมื่อครู่นี้มัน…เสียงร้องของวิหคเพลิง?”
“น่าจะ…ไม่ผิดแน่” เหยาเมิ่งจีพยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่น
กู้ฉางชิงส่ายหน้า “น่าสังเวชนัก ไม่รู้ว่าในนั้นพบเจอสิ่งใดบ้าง ทำให้นกที่ไม่เห็นกฎหมายกฎสวรรค์ในสายตากรีดร้องออกมาเช่นนี้”
โลกของเจ้าพ่อ น่ากลัวอย่างที่เจ้าไม่อาจจะจินตนาการได้
เช่นนี้ ยิ่งทำให้ความสัมพันธ์กับตนห่างเหิน!
“นั่นเป็นนกของท่าน!”
“ของข้ากับผีน่ะสิ นกตัวนั้นบินออกจากตัวเจ้าไป เห็นชัดๆ ว่าเป็นของเจ้า!”
“เป็นของพวกเจ้านั่นแหละ! ข้าบริสุทธ์ที่สุด!”
…
ดวงตาวิหคเพลิงเบิกกว้างอย่างสยดสยอง ตัวสั่นเทิ้ม จ้องมองไปในอากาศ เห็นเปลวไฟเหล่านั้นค่อยๆ สลายหายไป
วินาทีถัดมา ความหวาดกลัวในดวงตาของมันก็ยิ่งทวีความเข้มข้น
กิ่งก้านเหล่านั้นยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ปกคลุมมืดฟ้ามัวดิน ไม่เคลื่อนไหว ไม่มีแม้แต่ร่องรอยเผาไหม้ของเปลวไฟ
วิหคเพลิงสั่นไปทั้งตัว ทรุดฮวบลงกับพื้น แทบลมจับ ตาเหลือกเห็นเป็นสีขาว
โลกทัศน์ของมันถูกทำลายสิ้น
ไฟข่มไม้
เป็นหลักการแห่งฟ้าดิน
ยิ่งไปกว่านั้นตนยังมีสายเลือดวิหคสวรรค์ ไฟที่พ่นออกมาก็คือไฟของวิหคสวรรค์ที่แท้จริง แต่กลับไม่สามารถแม้แต่จะแผดเผาใบไม้สักใบ
นี่มันปีศาจต้นไม้เซียนอะไรกัน?
“ปีศาจ ที่นี่มีแต่ปีศาจ! ช่วยด้วย!”
มันยกปีกขึ้นปกคลุมหัวของตน ตื่นกลัวจนเริ่มพูดจาสะเปะสะปะ ปีกสองข้างกางออกพุ่งไปยังช่องว่างระหว่างกิ่งไม้
แต่แล้วกิ่งไม้กิ่งหนึ่งก็ยกขึ้นอย่างแผ่วเบาพลิ้วไหว ฟาดลงมาราวกับแส้!
“เพียะ!”
วิหคเหลิงถูกหวดกลับขึ้นไป ก้นจ้ำเบ้าลงกับลำต้นของต้นไม้
มันยังไม่ทันจะได้สติรับรู้ กิ่งไม้มากมายก็คืบคลานออกมาราวกับงูพิษ เลื้อยไปตามลำตัว มัดตรึงมันไว้แน่น จากนั้นก็ดึงปีกและขาทั้งสองข้างของมันให้กางออก ห้อยอยู่กลางอากาศเป็นดาวห้าแฉกที่แสนอัปยศ
เสียงหัวเราะขำขันดังก้องไปทั่วทั้งรอบข้าง ทำให้วิหคเพลิงสั่นระริก
“ได้อาบเปลวเพลิงเมื่อครู่สบายตัวไม่เบา เจ้านกกระจอกน้อย จัดมาอีกสักทีสิ” น้ำเสียงเอื่อยลอยมา ชวนให้วิหคเพลิงศีรษะชา จิตใจระทมขมขื่น
อาบ...เปลวเพลิง?
วิหคเพลิงสั่นสะท้าน ไหนเลยจะกล้ารีรอไม่ทำตาม มันรีบอ้าปากพ่นไฟ
“ฟู่ๆๆ!”
จู่ๆ ที่แห่งนี้ก็กลายเป็นทะเลเพลิง ปีศาจต้นไม้เหล่านั้นอาบกายด้วยเปลวเพลิง ยังบิดเอวไปมา ถูซ้ายถูขวา คล้ายสบายกายผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
ฉากนี้น่าสั่นประสาทยิ่งนัก โดยเฉพาะในสายตาวิหคเพลิง เป็นฝันร้ายน่ากลัวที่แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝัน
น้ำตาใสร่วงรินลงจากดวงตาของมัน อับจนหนทางถึงขีดสุด “กลับบ้าน ข้าอยากกลับบ้าน…”
พ่นไฟมาครึ่งชั่วยามแล้ว ขนาดเปลวไฟยิ่งเล็กลงไปทุกที ท้ายที่สุดวิหคเพลิงเอียงคอ สิ่งที่พ่นออกมาไม่ใช่เปลวไฟอีกต่อไป ทว่าเป็นเพียงควันไฟ
น้ำเสียงแหบพร่าแผ่วเบาแทบไม่ได้ยินเล็ดลอดออกจากปากของมัน “ข้าไม่ไหวแล้ว…”
“ไม่ไหวแล้วหรือ? เอาเถอะ ใช้เสร็จแล้วก็โยนทิ้งไปแล้วกัน”
เห็นได้ชัดว่าปีศาจต้นไม้มีความไม่พอใจอยู่บ้าง ยกกิ่งโยนวิหคเพลิงตกลงในสระน้ำที่อยู่ตรงนั้นอย่างไม่ใยดี
“ตูม!”
“แค่กๆๆ”
วิหคเพลิงสำลักกลืนน้ำลงไปสองสามอึก รู้สึกได้ว่าคอที่แหบแห้งชุ่มชื้นขึ้นมาทันที ความหิวกระหายก็พลันบรรเทาลง
ทันใดนั้นมันตัวแข็งทื่อ เผยสีหน้าเหลือเชื่อ “นี่มัน…ธาราปราณ?”
ทว่ายังไม่ทันจะได้ตกตะลึง ร่างมหึมาร่างหนึ่งก็ลอยขึ้นจากก้นบ่อสู่ผิวน้ำอย่างช้าๆ
บัดนี้วิหคเพลิงนอนแผ่อยู่บนกระดองเต่า มันตัวเล็กจิ๋ว ขนาดที่ว่ายังเทียบไม่ได้กับลายบนกระดองเต่าแม้แต่ช่องเดียว
มันรีบบินลงจากกระดองเต่าด้วยความหวาดกลัว ตกไปยังขอบสระ และเริ่มถอยออกไปอย่างหวาดระแวง
น่ากลัว น่าขนหัวลุกเกินไปแล้ว!
ที่นี่ต้องไม่ใช่ที่สำหรับมนุษย์ อันตรายไปทุกย่างก้าว หากอยู่นานกว่านี้คงได้ตกใจจนตายแน่!
มันเดินไปพลาง ลอบสังเกตดูรอบข้างไปพลาง แต่ยิ่งเห็นก็ยิ่งตกใจ ใบหญ้าทุกใบ ต้นไม้ทุกต้นที่นี่ หรือแม้กระทั่งดิน หากอยู่ในแดนเซียนล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งล้ำค่าไม่อาจประมาณ
ข้าต้องเดินทางท่องเวลามาอยู่ในสมัยโบราณแล้วเป็นแน่
ข้าเป็นแค่นกน้อยตัวเล็กกระจิ๋วหลิว ข้าผิดไปแล้ว ข้าไร้ปัญญา ข้าโง่เขลาโง่งม โปรดเมตตาไว้ชีวิต โปรดให้อภัย โปรดออมมืออ่อนโยนกับข้า
มันพึมพำในใจไม่หยุด เพียงเสี้ยววินาทีกลับต้องชะงัก
จะงอยปากอ้ากว้าง ถมึงมองจนลูกตาแทบหลุดออกจากเบ้า
มันหันขวับ จ้องมองต้นกล้าเล็กๆ ที่อยู่ข้างสระน้ำไม่ละสายตา สมองแทบจะสูญเสียความสามารถในการคิดวิเคราะห์
อารมณ์เหลือเชื่อ ตื่นเต้น หวาดผวา เคารพเลื่อมใสต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปมาอยู่ตลอด จนเกือบจะทำให้หน้าของมันเป็นอัมพาต
“นะ นั่นมัน…”
ไอเซียน?!
ไม่ผิดแน่!
เป็นไอเซียนอย่างแน่นอน!
ต้นกล้าเหล่านั้นคืออะไรกันแน่ สามารถผลิตไอเซียนได้!
เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ ตื่นตระหนกตกใจ!
มิน่าเส้นทางเซียนปุถุชนถึงกลับมาเชื่อมต่อกันอีกครั้ง ที่แท้ก็มีเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ฟื้นคืนไอเซียน!
“โลกมนุษย์ซุกซ่อนคนผู้ไร้เทียมทานเช่นนี้ไว้ ข้าทำอะไรลงไป? ข้าบุกรุกเรือนของเจ้าพ่อ ข้า ข้า ข้า…” น้ำเสียงมันสั่นเครือ “ข้าไม่เพียงพลาดพรอันยิ่งใหญ่ ยัง…เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะมีหนาว แถมเป็นหนาวที่น่าอเนจอนาถเสียด้วย!”
จบเห่ๆ ข้าจบเห่แน่!
เลือดในร่างกายวิหคเพลิงคล้ายกับแข็งตัว ขนทั่วร่างไม่เพียงแค่ลุกชัน แต่ยังแข็งมากขึ้นทุกที หวาดกลัวจนต่อมไร้ท่อเสียสมดุล จิตใจไม่ปกติ
“ฮวบๆๆ!”
น้ำในสระค่อยๆ เอ่อขึ้นมา หัวสีทองโผล่ออกมาเพียงครึ่งหนึ่ง ดวงตาที่เต็มไปด้วยความองอาจสง่างามเหลือบมองวิหคเพลิง
ทันใดนั้นวิหคเพลิงก็รู้สึกราวกับร่างกายถูกตรึงไว้ กระทั่งคำพูดก็ยังไม่อาจเปล่งออกมา รู้สึกแต่ว่ามีบางอย่างจุกอยู่ในคอ สมองไม่อาจแบกรับผลกระทบในวันนี้ได้อีก ตกอยู่ในสภาวะชะงักล่องลอย
“นี่น่ะหรือของขวัญที่คนนำมามอบให้เจ้านาย หากจับกินไปคงไม่ดีนัก อีกอย่างนกตัวนี้ก็ไม่ได้มีเนื้อหนังสักเท่าไหร่ ยังไม่พอจะอุดช่องว่างระหว่างซี่ฟันด้วยซ้ำ ช่างเถอะ สั่งสอนบทเรียนสักนิด ระบายอารมณ์สักหน่อย ก็คงช่วยให้มันไม่ไปก่อเรื่องต่อหน้าเจ้านายได้”
มังกรทองยกหางขึ้นจากสระน้ำ วาดผ่านๆ ตบวิหคเพลิงกระเด็นปลิวออกไปจากหลังเรือน เช่นเดียวกับตบแมลงวัน…
………………………………………………