ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 190 เขามาท่องเที่ยวในโลกมนุษย์จริงหรือ?
ทุกคนนั่งอยู่ที่เดิม ทว่าสายตากลับจับจ้องไปที่ถัง ขนลุกไปทั้งตัวอย่างไม่อาจควบคุม
น้ำแห่งความสุขในมือ กลับไม่มีความสุขอีกต่อไป
อยู่กับผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่ดีตรงนี้ ชอบเล่นกับจิตใจ สิ่งสำคัญคือเจ้าต้องอดทน
เฮ้อ ข้าล่ะเหนื่อย
พวกเขามองดูหลี่เนี่ยนฝานเอื้อมมือเข้าไปในถังราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น จัดซ้ายที ขวาที ผึ้งเพลิงทองในมือเขาคล้ายไม่มีทีท่าว่าจะสู้กลับ และกลายเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่ง
นอกจากนี้ผึ้งเพลิงทองมากมายที่เนืองแน่นอยู่ในถังยังบินว่อนไม่หยุด
ผลกระทบของภาพตรงหน้า ยากเกินกว่าจะจินตนาการ แค่มองก็แทบจะทำให้คนสิ้นใจ
ผึ้งเพลิงทองมากมายเช่นนี้ ต่อให้เป็นเซียนก็อาจถูกฆ่าตายได้ทันทีกระมัง
หลี่เนี่ยนฝานทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลางถามด้วยความสงสัย “ผู้เฒ่าเหยาสีหน้าดูดีขึ้นมากทีเดียว ปัญหาคลี่คลายแล้วหรือ?”
เหยาเมิ่งจีพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด เลียริมฝีปากด้วยความหวาดผวาก่อนจะเอ่ยว่า “ขอบคุณคุณชายหลี่ที่ใส่ใจ วิกฤตินับว่าผ่านไปแล้ว”
หลี่เนี่ยนฝานกล่าวอย่างจริงใจ “น่ายินดีจริงๆ”
ขณะพูดไปพลาง หลี่เนี่ยนฝานก็หยิบรังผึ้งขึ้นมาดูอย่างพินิจพิเคราะห์ ภายใต้สายตาพวกเขาที่หวาดผวาสุดขีด
รังผึ้งรังนี้ใหญ่กว่าหัวมนุษย์ ผึ้งเพลิงทองนับไม่ถ้วนโผล่หัวออกมา จ้องมองทุกคนด้วยดวงตาเย็นเยียบ จนเกือบทำให้พวกเขาวิญญาณหลุดจากร่างและตายอย่างสงบ
เวลานี้ ผึ้งเพลิงทองจำนวนหนึ่งบินออกมาอย่างช้าๆ และหยุดลงบนร่างของทุกคนอย่างแผ่วเบา
ทันใดนั้นหัวใจทุกคนพลันตึงเครียดเกร็ง แข็งทื่อเป็นรูปปั้น
ผึ้งเพลิงทองค่อยๆ ไต่ขึ้นบนใบหน้าของกู้ฉางชิง ทำให้เขาแทบจะฉี่ราดออกมา
ด้านในจี้หยก กู้ยวนหัวเราะลั่นอย่างอดไม่ได้ พูดจาเย้ยหยันมีความสุขบนความทุกข์ผู้อื่น “หลานข้า เจ้ากล้าขยับตัวหรือไม่?”
แน่นอนกู้ฉางชิงไม่กล้าขยับ เขาไม่กล้าแม้แต่จะพูด กลัวจนจิตหลุดลอย
เหยาเมิ่งจีสูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมความกล้าหาญ พูดออกไปอย่างสั่นเครือ “คุณ…คุณชายหลี่ ผึ้งนี่…”
หลี่เนี่ยนฝานเงยหน้าขึ้นมองก็หัวเราะอย่างอดไม่ได้ รีบพูดว่า “ขอโทษที ผึ้งพวกนี้บินไปทั่วจริงๆ”
เขาเอื้อมมือไปหยิบผึ้งจากตัวของทุกคน แล้วนำฝาถังมาปิดลงอีกครั้ง “มีนิสัยสัตว์ป่า เลี้ยงให้เชื่องอีกหน่อยก็จะเชื่อฟังเอง”
เลี้ยงให้เชื่อง?
ตั้งแต่อดีตกาลจนบัดนี้ ไม่มีใครเคยได้ยินว่ามีคนฝึกผึ้งเพลิงทองให้เชื่องได้
น้ำผึ้งของผึ้งเพลิงทองเป็นสมบัติหายากแม้แต่ในโลกเซียน บางคนเคยคิดที่จะเลี้ยงผึ้งเพลิงทอง แต่หลายพันปีมานี้ก็พิสูจน์แล้วว่าเป็นไปไม่ได้
ตอนนี้ข้อเท็จจริงนั้นคล้ายกับถูกตบหน้า
เจ้าพ่อ เจ้าพ่อที่ไม่เคยมีมาก่อน!
พวกเหยาเมิ่งจีทั้งสี่ต่างตื่นตะลึง ยิ้มอยู่ข้างๆ
กู้ฉางชิงถาม “คุณชายหลี่ได้ผึ้งพวกนี้มาจากที่ใดหรือ?”
หลี่เนี่ยนฝานกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ว่าไปแล้วก็เป็นโชคดี ข้าบังเอิญพบผู้เฒ่าหลินข้างนอก และได้ตามเขาไปสู่ซากโบราณเซียน แม้ว่าสิ่งของในนั้นจะไม่มีประโยชน์สำหรับข้า แต่กลับได้พบกับผึ้งเหล่านี้ ถือว่าได้ประโยชน์มาโดยบังเอิญ”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ ในใจพวกเขาพลันเต้นระส่ำ
ใต้หล้านี้คงมีเพียงคุณชายหลี่ที่กล้าพูดว่าสิ่งที่อยู่ในซากโบราณเซียนนั้นไร้ประโยชน์
ผึ้งเพลิงทองพวกนี้ดูเหมือนจะเป็นกำไรเล็กน้อยสำหรับเขา สิ่งของในโลกนี้ที่ปรมาจารย์จะเอ่ยถึงมีไม่มากนะ!
เหยาเมิ่งจีเลิกคิ้ว ผู้เฒ่าหลินผู้นั้นแปดส่วนคงเป็นหลินมู่เฟิงกระมัง
เขาเป็นคนที่ติดตามปรมาจารย์ไปซากโบราณเซียนซะมากกว่า!
เจ้านั่นคงได้ประโยชน์ไปไม่น้อย ทำบุญมาดีเสียจริง
หลี่เนี่ยนฝานยกถัง กล่าวขอโทษ “เอาล่ะ พวกท่านนั่งที่นี่ก่อน ข้าจะไปที่สวนด้านหลังเพื่อจัดการผึ้งและรังผึ้งนี้ ดูว่าพอจะเก็บน้ำผึ้งได้บ้างหรือไม่ ขออภัยที่ต้องขอตัวไปก่อน”
“ไม่เป็นไรๆ คุณชายหลี่ ท่านรีบไปเถอะ”
“ใช่ ไม่ต้องสนใจพวกเราหรอก จริงๆ นะ”
พวกเหยาเมิ่งจีทั้งสามรีบร้อนพูด หวังให้หลี่เนี่ยนฝานรีบนำถังออกไปให้ห่างๆ
น่ากลัวจะตายอยู่แล้ว
หลี่เนี่ยนฝานพยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม ช่างเป็นผู้บำเพ็ญเซียนที่เข้าอกเข้าใจผู้อื่นเสียจริง
ต๋าจี่ลุกขึ้นตามไป “คุณชาย ข้าจะไปกับท่าน”
“จริงสิ ในเมื่อพวกท่านนำไก่ตัวนี้มาแล้ว ตัวเดียวก็ได้อยู่ ไม่เช่นนั้นอยู่กินด้วยกันเถอะ”
หลี่เนี่ยนฝานเหลือบมองไก่งวงในเรือน พูดไปพลางๆ ว่า “เสี่ยวไป๋ เอาไก่ตัวนั้นไปทำความสะอาดก่อน เตรียมพร้อมเชือด!”
“ขอรับนายท่าน” เสี่ยวไป๋พยักหน้า เดินไปทางไก่งวง
เชือด?
จะกินข้า?
ข้าไม่ใช่ไก่จริงๆ นะ!
วิหคเพลิงกระพือปีก กรีดร้องอย่างหวาดกลัว “จีๆๆ!”
มันอยากจะหนีไป แต่เสี่ยวไป๋ก็ยกมือขึ้นจับมันเบาๆ ราวกับกำลังอุ้มลูกเจี๊ยบที่หยิบขึ้นมาได้ตามใจ จากนั้นก็พาวิหคเพลิงไปข้างลำธาร และเริ่มล้างมันด้วยสายยาง
ทันใดนั้นเสียงน้ำไหลซู่ พร้อมกับเสียงร้องอันน่าสังเวชของไก่งวงก็ดังก้องอยู่ในเรือน
พวกฉินม่านอวิ๋นทั้งสี่ที่เห็นฉากนี้ต่างเงียบกริบ
จู่ๆ ฉินม่านอวิ๋นก็เอ่ยขึ้น “น้ำที่ใช้ล้างวิหคเพลิง คือธาราปราณ”
เหยาเมิ่งจีพยักหน้ากล่าวว่า “ถูกชำระล้างด้วยธาราปราณอันเลอค่าก่อนตายเช่นนี้ ก็นับว่าสมกับฐานะสัตว์เซียนแล้ว”
กู้ฉางชิงเอ่ยขึ้นว่า “ได้เป็นอาหารของปรมาจารย์ ก็นับว่าเป็นพรของมันแล้ว”
กู้ยวนในจี้หยกพูดต่อ “แปดส่วนคงเพราะปรมาจารย์ไม่ถูกใจวิหคเพลิงตัวนี้ แต่อย่างน้อยก็ยอมกิน ก็ถือว่าพวกเราได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับปรมาจารย์แล้ว เป้าหมายลุล่วง”
คนทั้งสี่เลิกสนใจวิหคเพลิง และหันสายตากลับมาด้านในเรือน มองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย
กู้ฉางชิงยิ้มและพูดว่า “ท่านปู่ดูที่นั่นสิ นั่นคือไข่มุกปลุกจิตที่ข้ามอบให้ปรมาจารย์เมื่อคราวก่อน น้ำแห่งความสุขของปรมาจารย์ก็ทำจากมันนี่ล่ะ”
กู้ยวนชื่นชม “ทำได้ไม่เลว รู้จักให้เกียรติปรมาจารย์จึงจะไปได้ไกล ต่อไปพวกเราปู่หลานต้องหมั่นเพียร สิ่งใดดีอย่าได้ปิดบังซ่อนเร้น ขอเพียงปรมาจารย์สนใจ ก็นำออกมา หากปรมาจารย์ยอมรับไว้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี!”
กู้ฉางชิงยิ้มน้อยๆ “ต้องให้ท่านบอกอีกหรือ? ข้าเข้าใจความหมายที่แท้จริงแล้ว”
เหยาเมิ่งจีแววตากระชับ เห็นสายล่อฟ้าบนหลังคา เอ่ยว่า “พวกเจ้าดูบนหลังคาสิ นั่นเรียกว่าสายล่อฟ้าที่ปรมาจารย์สร้างเองกับมือ สายล่อฟ้านี่ล่ะที่สามารถดึงดูดทัณฑ์สวรรค์ของข้า จนข้ารอดมาได้อย่างปลอดภัย!”
พวกกู้ฉางชิงทั้งสามใจเต้นระส่ำ รีบหันไปมองสายล่อฟ้า แต่ยิ่งมองก็ยิ่งตกใจ
ไม่ใช่เพราะมันมีอะไรแปลกประหลาด แต่เพราะว่ามันธรรมดาเกินไป แม้แต่การเคลื่อนไหวของพลังปราณเพียงเล็กน้อยก็ไม่มี ยิ่งไม่ต้องพูดถึงประกายแสงของอาวุธวิเศษที่ควรจะมี แม้ว่าวัสดุจะพิเศษอยู่บ้าง แต่อาศัยเพียงเท่านี้ก็สามารถต้านทานทัณฑ์สวรรค์ได้แล้วหรือ?
หากมิใช่เพราะพวกเขารู้ว่าเหยาเมิ่งจีไม่ได้พูดเล่น พวกเขาคงไม่มีทางเชื่อเป็นแน่
กู้ฉางชิงทอดถอนใจอย่างอดไม่ได้ “หลายสิ่งหลายอย่างอยู่ที่ว่ามาจากมือผู้ใด! บุคคลผู้เหนือธรรมดาเป็นดั่งเทพเช่นปรมาจารย์ แม้เป็นของธรรมดา ขอเพียงผ่านมือเขา ย่อมสามารถมีรากฐานของทำนองมรรคา ไม่ว่าสัมผัสสิ่งใดล้วนแล้วแต่กลายเป็นจิตวิญญาณ!”
เขานึกถึงนกกระดาษตัวนั้น ไม่ใช่ว่าปรมาจารย์พับขึ้นจากกระดาษแผ่นเดียวหรอกหรือ?
กู้ยวนจิตใจสั่นสะท้าน หลี่เนี่ยนฝานล้มล้างความเข้าใจเกี่ยวกับความแข็งแกร่งยิ่งใหญ่แต่เดิมของเขา ตามหาทั่วโลกเซียนทั้งใบก็เกรงว่ายังไม่มีผู้ใดสามารถเทียบเทียมเขาได้
เขาพึมพำด้วยความยำเกรง “ไม่ธรรมดา สูงสุดคืนสู่สามัญ! ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ล้นฟ้าปรากฏขึ้นในโลกใบนี้ เขามาท่องเที่ยวในโลกมนุษย์จริงหรือ?”
………………………………………………