ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2554 ใครว่าทำไม่ได้
ตูมมม โครมมม!
เมื่ออีกฝ่ายเข้ามาโจมตี มู่เฉียนซีและฝูเซิงก็โต้ตอบทันที
ฝูเซิงกลายเป็นร่างหลัก ซึ่งมันก็ทำให้ผู้คุมเหล่านั้นทำอะไรเขาไม่ได้เลย!
มู่เฉียนซีรับหน้าที่ร่วมมือกับฝูเซิง นางใช้พิษในการลอบโจมตีผู้คุมเหล่านั้น สามารถใช้พลังวิญญาณได้แล้วอย่างไร? อย่างไรเสียก็สกัดกั้นพิษของนางไม่ได้อยู่ดี
ปัง ปัง ปัง!
การต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย มีฝ่ายหนึ่งที่เต็มไปด้วยพลังวิญญาณ ส่วนอีกฝ่ายไม่มีพลังวิญญาณเลยแม้แต่น้อย และใช้เพียงคุณสมบัติทางร่างกายของตนเองในการต่อสู้เท่านั้น
ฉากการต่อสู้อันดุเดือดนี้ ล้วนทำให้คนที่พบเห็นต่างตกตะลึง
นักโทษเหล่านั้นตะลึงงันไปทันที พวกเขากล่าวอย่างประหลาดใจว่า “ผู้ที่ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ คิดไม่ถึงเลยว่าจะสามารถแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้”
“แน่นอนว่าพืชกลายพันธุ์ต้องแข็งแกร่งอยู่แล้ว! หากพวกเราน่ะหรือ! อย่าแม้แต่จะคิดเลย” มีคนกล่าวตอบ
“แต่ทว่านายท่านอีกคน นางเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งจริง ๆ! นอกจากนี้ยังเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งอีกด้วย คิดไม่ถึงเลยว่าจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้”
“นั่นเขาเรียกว่าปีศาจแน่นอน พวกเราเทียบไปได้หรอก!”
“แม้ว่าจะเทียบไม่ได้ แต่มันก็ยังพอมีความเป็นไปได้ หากพวกเราไม่ยอมแพ้ และพยายามอย่างสุดชีวิตแล้วละก็ แม้ว่าภายในขุมนรกแห่งนี้จะไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ พวกเราก็ยังสามารถ แข็งแกร่งขึ้นได้เช่นกัน”
ตอนนี้มู่เฉียนซีและฝูเซิงยังไม่รู้ว่าการต่อสู้ของนางกับผู้คุมเหล่านี้ ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในขุมนรกรากษสแห่งนี้ และทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะแข็งแกร่งขึ้น โดยที่ไม่ป ปล่อยให้วันเวลาเลยผ่านไปอย่างเปล่าประโยชน์อีก
และคนที่เสียเปรียบ ก็คือพวกเขาคนของฝ่ายขุมนรกรากษสนั่นเอง
สีหน้าของเจ้าแห่งขุมนรกรากษสย่ำแย่เป็นอย่างมาก เขากล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ดูเหมือนว่าข้าจะต้องลงมือเองสินะ!”
ครืนนนนน!
มีเมฆดำปกคลุมอยู่กลางอากาศ และทันใดนั้นกลางอากาศก็มีสายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนผ่าลงมาอย่างกะทันหัน
“กล้ามาอาละวาดในอาณาเขตของข้าอย่างนั้นหรือ จงตายไปซะเถอะ!” เจ้าแห่งขุมนรกรากษสกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
“เรื่องสกัดกั้นสายฟ้า ให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง” ร่างของมู่เฉียนซีรีบพุ่งทะยานไปสกัดกั้นอสนีบาตที่ตกลงมาจากท้องฟ้าเหล่านั้นราวกับสายฟ้าก็มิปาน
คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าหมอนี่จะสามารถควบคุมพลังสายฟ้าได้ แต่ถึงเขาจะเกินกว่าที่มู่เฉียนซีคาดหมายเอาไว้ แต่มีแค่พลังอสนีบาต คิดว่านางมู่เฉียนซีจะกลัวอย่างนั้นหรือ?
ครืนนนน!
ในตอนที่ร่างของมู่เฉียนซีถูกอสนีบาตลูกนั้นโจมตี คิ้วของมู่เฉียนซีก็เพียงแค่ขมวดมุ่นขึ้นมาเล็กน้อยเท่านั้น
ทุกคนต่างก็คิดว่ามู่เฉียนซีต้องถูกฟ้าผ่าจนกลายเป็นเถ้าถ่านแน่นอน แต่ความเป็นจริงแล้วมันกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
มู่เฉียนซีเหลือบมองไปทางเจ้าแห่งขุมนรกรากษสอย่างรังเกียจพลางกล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีด้วยสายฟ้าอะไรกัน ช่างอ่อนแอเหลือเกิน! ยังกล้าบอกว่าเป็นเจ้าแห่งขุมนรกอีกหรือ! ระดับเช่น นนี้เจ้าไม่รู้สึกอับอายบ้างหรืออย่างไร?”
เจ้าแห่งขุมนรกรากษสถูกดูถูกเหยียดหยามอย่างหนัก จนสีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีหัวใจหมูเลยทีเดียว และถึงจะทำเช่นไรเขาก็คิดไม่ออกว่า เพราะเหตุใดสายฟ้าของตนเองจึงไม่สามารถฆ่าคนที่ ใช้พลังวิญญาณไม่ได้กันแน่?
แต่ก่อนหน้านี้มีคนหนึ่งที่ถูกโจมตีจนกลายเป็นเถ้าถ่าน และตายจนไม่สามารถตายได้อีกแล้วด้วย
“อ๊ากกกก! พวกเจ้าทำให้ข้าโกรธจริง ๆ แล้วนะ!” เจ้าแห่งขุมนรกรากษสถูกมู่เฉียนซีและฝูเซิงทำให้โกรธอย่างสมบูรณ์ ดังนั้นในครั้งนี้เขาจึงใช้พลังทั้งหมดในการโจมตี
พลังในการต่อสู้ของเจ้าแห่งขุมนรกรากษสได้บรรลุไปถึงระดับอ๋องแล้ว แม้แต่ฝูเซิงเองก็ยังรับมือได้ยาก และขณะนี้ฝ่ายของท่านเจ้าแห่งขุมนรกรากษสอย่างพวกเขาก็ได้เปรียบกว่าอีกด้วย !
ทุกคนต่างพากันถอนหายใจ คงได้แพ้แน่! อย่างไรเสียก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาอยู่ดี
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เว้นแต่ท่านอ๋องจิ่วเยี่ยจะมาด้วยตนเอง มิเช่นนั้นคนอย่างพวกเจ้าไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของข้าได้แน่นอน! ฮ่า ฮ่า ฮ่า! ในเมื่อไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ก็เป็นได้เพียงแค่ มดปลวกเท่านั้น การดิ้นรนของพวกเจ้าไร้ความหมายสิ้นดี” เจ้าแห่งขุมนรกรากษสกล่าวพลางหัวเราะขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
ในเวลานี้เอง ฝูเซิงเหลือบมองไปทางเจ้าแห่งขุมนรกรากษสพลางกล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าแข็งแกร่งมากจริง ๆ คนที่ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณอย่างข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าเลย! แต่…”
“ใครบอกว่าข้าไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้ล่ะ!” ทันใดนั้น รอบตัวของฝูเซิงก็ได้ระเบิดพลังวิญญาณที่ไม่ด้อยไปกว่าเจ้าแห่งขุมนรกรากษสผู้นี้ออกมา
“และคนที่ใช้พลังวิญญาณได้อย่างข้า ต้องสามารถเอาชนะเจ้าได้แน่นอนอยู่แล้ว” ฝูเซิงกล่าวอย่างแน่วแน่
“นะ…นี่มันเป็นไปได้อย่างไร? กฏของเรือนจำอนุญาตให้มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?” เมื่อเจ้าแห่งขุมนรกรากษสผู้นี้สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่อยู่บนตัวของฝูเซิงแล้ว ก็ไ ได้กล่าวขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ
ฝูเซิงกล่าวอย่างเกียจคร้านว่า “โอ้! ดูเหมือนว่าข้าจะลืมแนะนำตัวเองไปสินะ ข้าก็คือเจ้าแห่งขุมนรกสีโลหิตคนใหม่เป็นผู้กำจัดเจ้าโลหิตที่เป็นเจ้าครองขุมนรกสีโลหิต ข้าตั้งใจมาจาก กขุมนรกสีโลหิตเพื่อเยี่ยมเยือนสหาย! ฉะนั้นข้าจึงใช้ช่องทางพิเศษระหว่างขุมนรกสีโลหิตกับขุมนรกรากษส และในฐานะที่เป็นหนึ่งในเจ้าแห่งขุมนรกทั้งสี่ ทำให้กฏระเบียบที่เข้มงวดของเร รือนจำแห่งนี้ไม่มีประโยชน์ต่อข้าเลย!”
“อะไรนะ?” ผู้คนต่างมองไปทางฝูเซิงด้วยความหวาดกลัว
เดิมทีพวกเขาภูมิใจมากที่สามารถใช้พลังวิญญาณกดดันอีกฝ่ายได้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าสุดท้ายแล้วพวกเขาจะโดนอีกฝ่ายตีแสกหน้าเช่นนี้!
เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร? พวกเขาคิดไม่ถึงมาก่อนเลยจริง ๆ!
นอกจากฝูเซิงที่เป็นเจ้าแห่งขุมนรกสีโลหิตจะสามารถใช้พลังวิญญาณได้แล้ว มู่เฉียนซีก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
นางหยิบกระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณออกมา หลังจากนั้นธาตุอัคคีที่น่าสะพรึงกลัวก็ร้องคำรามขึ้นมาเสียงดังลั่น จากนั้นพลังธาตุวารีก็ระเบิดออกมา นอกจากนี้ยังมีพลังธาตุวายุลอยอย ยู่โดยรอบอีกด้วย
แต่การที่ระดับของพลังวิญญาณไม่ได้สูงเลยแม้แต่น้อยนั้น แน่นอนว่าถือเป็นเรื่องที่โชคดีสำหรับพวกเขาอยู่แล้ว
ฝูเซิงกล่าวว่า “ข้าได้มอบสถานะผู้ติดตามให้กับเจ้านายของข้าแล้ว ดังนั้นนางเองก็สามารถใช้พลังวิญญาณได้เช่นกัน ผลลัพธ์เช่นนี้ พวกเจ้าพอใจหรือไม่?”
หากพอใจก็แปลกแล้ว ตอนนี้เจ้าแห่งขุมนรกรากษสโมโหจนแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว
เขากล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าเป็นเจ้าแห่งเรือนจำหลักเหมือนกัน เหตุใดถึงต้องมาสร้างความวุ่นวายในขุมนรกรากษสของข้าด้วย นี่เจ้าจะไม่เห็นกฏของเรือนจำอยู่ในสายตามากเกินไปแล้ว ไม่เห็นท ท่านผู้คุมปีศาจแห่งความมืดอยู่ในสายตาเลยสินะ”
มู่เฉียนซีกล่าวกับเขาว่า “เจ้าคิดว่า ตอนนี้ยังมีเรือนจำอยู่อีกกี่แห่งที่อยู่ในการควบคุมของผู้คุมปีศาจแห่งความมืด? เรือนจำในตอนนี้ ข้าอยากให้มีกฏแบบไหนก็ต้องเป็นกฏแบบนั น เพราะผู้ที่พ่ายแพ้ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นผู้ออกกฏไม่ใช่หรืออย่างไร?”
“จะ…เจ้าคือคนที่ท่านอ๋องจิ่วเยี่ยส่งมาหรือ” คำพูดที่อวดดีเช่นนี้ราวกับแสดงให้ว่าเรือนจำใหญ่ต่าง ๆ ล้วนอยู่ในกำมือของนางแล้วก็มิปาน และมีเพียงคนที่อ๋องจิ่วเยี่ยผู้นั้น ส่งมาเท่านั้น ถึงจะกล้าพูดจาโอ้อวดขนาดนี้ได้
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ความจริงแล้วข้าก็น่าจะแนะนำตัวเองสักหน่อย ข้าคือมู่เฉียนซีเจ้าเมืองของเมืองหนามโลหิต!”
“จะ…เจ้าคือมู่เฉียนซีคนนั้น ผู้หญิงของท่านอ๋องจิ่วเยี่ย เจ้า…”
นางสามารถเป็นตัวแทนของอ๋องจิ่วเยี่ยได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะไม่โชคร้ายพอที่จะต้องเจอกับอ๋องจิ่วเยี่ย แต่การเผชิญหน้ากับผู้หญิงของเขา และเผชิญหน้ากับหนามโลหิตที่ยากจะรับมือ มันก็ทำให้เจ้าแห่งขุมนรกรากษสปวดหัวมากเช่นกัน
เขากล่าวว่า “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร ไม่สนว่าพวกเจ้ามีสถานะเช่นไร แต่การที่กล้ามาสร้างความวุ่นวายในขุมนรกรากษสเช่นนี้ ข้าไม่มีทางให้อภัยพวกเจ้าแน่! แต่ในเมื่อเป็นความผิด ครั้งแรก ฉะนั้นขอเพียงพวกเจ้าออกไปตอนนี้ ข้าจะยอมปล่อยผ่านให้ก็ได้!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “หากเจ้านำสิทธิ์ในการควบคุมขุมนรกรากษสออกมาอย่างเชื่อฟังแล้วละก็ เรื่องที่เจ้าลงมือกับข้าก่อนหน้านี้ พวกข้าก็ยอมปล่อยผ่านได้เช่นกัน”
“พวกเจ้าอย่าโลภให้มันมากเกินไปนัก ก็เห็นอยู่ว่าควบคุมเรือนจำไปมากมายถึงขนาดนั้นแล้ว นี่เจ้าไม่กลัวท่านผู้คุมปีศาจแห่งความมืดจะโกรธบ้างเลยหรืออย่างไร?” เจ้าแห่งขุมนรกรากษสก กล่าว
“ข้ากลัวว่าเขาจะไม่โกรธน่ะสิ ช่างมีความอดทนเสียเหลือเกิน อีกทั้งยังเอาแต่ซ่อนตัวอยู่ที่คุกแห่งความมืดไม่ยอมออกมาเสียที! เจ้าจะให้เขามาตอนนี้เลยก็ได้ ให้เขามาช่วยเจ้า และให ห้เขามาจัดการคนที่สร้างปัญหาอย่างพวกเราได้เลย! ข้ายินดีต้อนรับเป็นอย่างมาก”
“พวกเจ้ารนหาที่ตายนัก ข้าจะทำให้พวกเจ้าสมความปรารถนาเอง” เจ้าแห่งขุมนรกรากษสไม่มีทางอ่อนข้อให้อยู่แล้ว คนที่เขาหวาดกลัวมีเพียงอ๋องจิ่วเยี่ยเท่านั้น ฉะนั้นเขาไม่มีทางกลัวสองค คนนี้อย่างแน่นอน!
ผู้คุมจำนวนมากพุ่งทะยานไปทางมู่เฉียนซี แต่มู่เฉียนซีกลับใช้การเคลื่อนย้ายภายในชั่วพริบตาเพื่อหลบหลีกการโจมตีของพวกเขา และหลังจากนั้นกระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณก็วาดโค้งขึ้นไ ไปกลางอากาศ
มู่เฉียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “เพลิงนภาพิฆาต!”
หลังจากนั้นก็โจมตีเข้าไปอีกกระบวนท่าหนึ่ง “ทักษะโลหิตเจ็ดชั้น!”