ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2556 รายงานตัวต่อเยี่ย
ร่างของพวกเขาแข็งทื่อไปทันที และพวกเขาก็ทำได้แค่จ้องมองไปทางมู่เฉียนซีอย่างตกตะลึงเท่านั้น มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ในเมื่อพวกเจ้ามาจากเรือนจำปีศาจแห่งความมืด เช่นนั้นก็น่าจะรู้ว ว่ากลับไปยังเรือนจำปีศาจแห่งความมืดอย่างไรสินะ! นำทางสิ! ไม่ใช่ว่านายท่านผู้เป็นเจ้าเรือนจำของพวกเจ้าได้รับหอคอยนิรันดร์มาแล้วอย่างนั้นหรือ? ข้าเองก็อยากจะเห็นหอคอยนิรันดร์น นั่นสักครั้งอยู่พอดี”
“เจ้า…” พวกเขาจ้องมองไปทางมู่เฉียนซีด้วยความตื่นตะลึง และคิดไม่ถึงเลยว่ามู่เฉียนซีตัดสินใจที่จะทำเช่นนี้
“จะนำทาง หรือว่าไม่นำทางล่ะ!” และมู่เฉียนซีก็ได้เตรียมยาพิษบางอย่างออกมา ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันไม่มีทางทำให้พวกเขารู้สึกดีอย่างแน่นอน
พวกเขากล่าวว่า “พวกเรานำทาง! พวกเราจะนำทางให้ขอรับ!”
“เช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้าพักสักหน่อยก่อนก็แล้วกัน” หลังจากนั้นมู่เฉียนซีก็มองไปทางเจ้าแห่งขุมนรกรากษส
เมื่อถูกมู่เฉียนซีจับตามอง เขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที และรีบคุกเข่าลงอย่างรวดเร็วพลางกล่าวว่า “ขะ…ข้าจะยกตำแหน่งเจ้าแห่งขุมนรกรากษสให้กับพวกท่าน อย่าฆ่าข้าเลย! ข้า ยังไม่อยากตาย”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ฝูเซิง ไปเก็บตราประทับของผู้ครองเรือนจำแห่งนี้เอาไว้ซะ!”
“ขอรับ!”
สุดท้ายพวกเขาก็ยืดสิทธิ์ในการควบคุมขุมนรกรากษสเอาไว้ได้ ตอนนี้เรือนจำย่อยของแดนนรกเหล่านั้นล้วนถูกจัดการไปเกือบทั้งหมดแล้ว และขณะนี้นอกจากเรือนจำใหญ่ทั้งสี่แล้วก็เหลือเพี ยงเรือนจำปีศาจแห่งความมืดที่มีผู้คุมปีศาจแห่งความมืดดูแลอยู่เท่านั้นที่ยังเป็นอิสระ
ซึ่งมันคือสถานที่ที่ใหญ่ที่สุด แข็งแกร่งที่สุด และอันตรายที่สุดในบรรดาเรือนจำทั้งหมด
หลังจากที่จัดการเรื่องของที่นี่เรียบร้อยแล้ว มู่เฉียนซีก็กล่าวว่า “ทุกท่าน! เริ่มนำทางเถอะ!”
“ขอรับ!”
ทูตเหล่านั้นแหวกมิติและพุ่งทะยานออกไปทันที พวกเขากำลังคิดที่จะหลบหนี แต่มู่เฉียนซีกลับกล่าวขึ้นมาว่า “โดนพิษของข้าไปแล้วยังคิดจะหนีอีกหรือ! พวกเจ้าจะไร้เดียงสาเกินไปหน่อ อยแล้ว”
ฝูเซิงและมู่เฉียนซีอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ส่วนผู้คุมที่โดนยาพิษเหล่านั้นก็ไม่ค่อยสะดวกเท่าไรนัก ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ถูกมู่เฉียนซีไล่ตามจนทัน และในเวลานี้พวกเขาก็ ถูกลากมาเปิดมิติอีกครั้ง
“พวกเราไม่มีทางถูกพวกเจ้าจับได้แน่! และนายท่านเจ้าเรือนจำของพวกเราจะต้องแก้แค้นให้พวกเราอย่างแน่นอน”
“ตามไป!”
“อ๊ากกก!” ในตอนที่พวกเขาคิดว่าตนเองปลอดภัยแล้ว กลับต้องมาเจอกับอันตรายที่ร้ายแรง และพายุอันน่าสะพรึงกลัวของมิติก็ได้ทำลายพวกเขาทั้งหมดไปทันที
มู่เฉียนซีและฝูเซิงไล่ตามพวกเขาไปอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าพายุมิตินี้ก็ห่อหุ้มพวกเขาเอาไว้เช่นกัน และทันใดนั้นมู่เฉียนซีก็ร้องตะโกนว่า “ฝูเซิง!”
ฝูเซิงที่กลายร่างเป็นเถาวัลย์ได้พันรอบต้นแขนของมู่เฉียนซีทันที หลังจากนั้นลำแสงสีฟ้าอ่อนก็ได้ห่อหุ้มมู่เฉียนซีเอาไว้ เพื่อสกัดกั้นพายุมิติเหล่านี้ และต่อให้พายุมิติเหล่านี้จ จะทรงพลังมากเพียงใดก็ไม่สามารถทำอันตรายเจ้านายที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของเจ้าแห่งมิติอย่างผู้พิทักษ์นิรันดร์ได้แม้แต่น้อยแน่นอนอยู่แล้ว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “เป็นเช่นนี้อีกแล้ว ข้าคาดเอาไว้แล้วล่ะ”
“ซีเอ๋อร์ เรายังได้อะไรมาบ้างนะ! เพราะท่านเฮยอิ่งได้ซ่อมแซมร่างหลักให้ข้า มันจึงทำให้พลังของข้ายกระดับขึ้นบ้างแล้ว ตอนนี้ข้าสามารถยืนยันตำแหน่งของเรือนจำปีศาจแห่งความมื ดได้แล้วว่ามันอยู่ที่ใดกันแน่? ซีเอ๋อร์เจ้าอยากจะไปตอนนี้เลย หรือว่า…? ” เสียงของสุ่ยจิงอิ๋งดังออกมา
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “หากพวกเราไปที่เรือนจำปีศาจแห่งความมืดโดยไม่บอกไม่กล่าว คาดว่าจื่อโยวได้บ้าตายเป็นแน่ เรือนจำปีศาจแห่งความมืดไม่เหมือนกับขุมนรกรากษส นอกจากนี้ข้าต้องไปราย ยงานตัวกับจิ่วเยี่ยสักหน่อยด้วย”
“ตกลง! เช่นนั้นข้าส่งซีกลับไปที่เมืองเทพสังหารก่อนก็แล้วกัน!” สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวตอบ
หลังจากที่ผ่านความว่างเปล่ามาได้ นางก็ได้มาถึงเมืองเทพสังหารอย่างฉับพลัน นอกจากนี้ยังมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าจื่อโยวอีกด้วย
“คนงาม!” การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของมู่เฉียนซี ทำให้จื่อโยวประหลาดใจเป็นอย่างมาก!
“ทุกอย่างราบรื่นดีหรือไม่?” จื่อโยวกล่าวถาม
“พวกเราจัดการขุมนรกรากษสได้อย่างราบรื่นดี นอกจากนี้ข้ายังยืนยันที่ตั้งของเรือนจำปีศาจแห่งความมืดได้แล้วด้วย และทูตของเรือนจำปีศาจแห่งความมืดก็ได้บอกอีกว่าผู้คุมปีศาจแห่งคว วามมืดหาหอคอยนิรันดร์เจอแล้วจริง ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาตั้งใจให้ทุกคนรู้เรื่องนี้ หลังจากนั้นก็รอให้เหยื่อเข้าไปติดเบ็ดในที่สุด!” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“เช่นนั้นคนงาม เจ้ายิ่งไปไม่ได้ใหญ่เลย! หากเจ้าไปก็จะต้องติดกับดักของเขาอย่างแน่นอน!” จื่อโยวรู้สึกโชคดีเล็กน้อย เพราะคนงามยังถือว่าเฉลียวฉลาดอยู่บ้าง ที่ไม่ตรงไปยังเรือนจำ ำปีศาจแห่งความมืดทันทีที่ค้นพบที่ตั้งของมัน
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าการลงมือครั้งนี้มันอันตรายเกินไป ฉะนั้นข้าจึงไม่ลงมือทำอะไรอย่างบุ่มบ่าม! แต่ตอนนี้ข้ามาเพื่อทักทายเจ้าก่อน นอกจากนี้ข้าคงต้องรบกวนให้เจ้าดูแลทั งแดนนรกและเมืองหนามโลหิตด้วย ข้าจะต้องไปรายงานตัวกับจิ่วเยี่ยสักหน่อย หลังจากนั้นค่อยวางแผนอีกที”
หากนางตรงไปทั้งอย่างนี้ แล้วจิ่วเยี่ยที่อยู่ในเหวนรกไม่รู้เรื่องอะไรเลย นางก็คงจะไม่เป็นอะไร
แต่หากว่าเรื่องนี้ถูกเปิดเผย นางอาจจะไม่สามารถทนต่อการลงโทษของจิ่วเยี่ยได้ ดังนั้นไม่สู้บอกไปตั้งแต่แรกน่าจะดีกว่า
จื่อโยวกล่าวว่า “คนงาม เยี่ยไม่มีทางยอมแน่นอน!”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “สุ่ยจิงอิ๋ง พวกเราไปที่เหวนรกกันเถอะ!”
“ตกลง!”
เพราะได้รับการซ่อมแซ่มจากเฮยอิ่งจึงทำให้พลังของสุ่ยจิงอิ๋งเพิ่มขึ้นมากจริง ๆ ไม่นานมู่เฉียนซีก็มาถึงทางเข้าของเหวนรกอย่างรวดเร็ว และร่างหลักของฝูเซิงก็ปรากฏตัวขึ้น จากนั้น นจึงผลักประตูบานนั้นเปิดออก
ตูมมมม!
มีเสียงดังสะนั่นหวั่นไหวเกิดขึ้น เมื่อประตูใหญ่ของเหวนรกเปิดออก
ฝูเซิงกล่าวว่า “คราวที่แล้วร่างแยกเป็นคนเข้ามา แต่ในที่สุดคราวนี้ร่างหลักอย่างข้าสามารถเข้ามาในเหวนรกในตำนานได้เสียที”
“นี่คือเหวนรกจริง ๆ อย่างนั้นหรือ? ช่างเปล่าเปลี่ยวนัก!” ฝูเซิงกล่าวพลางมองไปที่เหวนรกแห่งนี้
เมื่อประตูใหญ่ถูกเปิด ผู้พิทักษ์ชั้นที่หนึ่งย่อมตื่นตกใจอยู่แล้ว ตอนนี้เขาอยู่อย่างสุขสบาย อย่างไรเสียหากไม่มีปีศาจแห่งเหวนรกให้ต้องจัดการ เขาก็คงจะต้องใช้ชีวิตอย่างน่าเบื อเช่นนี้ไปอีกหลายหมื่นปีแล้ว
“ท่านซี ท่านมาแล้ว” ตอนนี้ผู้พิทักษ์ชั้นที่หนึ่งได้กลายเป็นคนช่างประจบไปเสียแล้ว
ไม่มีทางเลือก เพราะลูกพี่ใหญ่ที่แข็งแกร่งที่สุดในเหวนรกทั้งสองต่างให้ความสำคัญต่อท่านซีมากเป็นพิเศษกันทั้งนั้น และผู้ที่แข็งแกร่งและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าท่านจิ่วเยี่ยก็ให้คว วามสำคัญกับนางเช่นกัน
มู่เฉียนซีกล่าวถามว่า “จิ่วเยี่ยล่ะ?”
“เมื่อครู่ท่านจิ่วเยี่ยเพิ่งจะต่อสู้กับท่านยวนเสร็จ และตอนนี้กำลังพักผ่อนอยู่ที่ชั้นเจ็ดขอรับ” พูดตามตรง ในตอนที่ท่านทั้งสองต่อสู้กันแต่ละครั้ง เขากลัวเหลือเกินว่าเหวนรก กแห่งนี้จะถูกพวกเขาทำลายลงอย่างสมบูรณ์
หลังจากที่มู่เฉียนซีมาถึง นางก็รักษาอาการบาดเจ็บให้จิ่วเยี่ย แต่ยวนกลับทำได้เพียงจ้องมองตาปริบ ๆ เท่านั้น และสุดท้ายมู่เฉียนซีก็ได้บอกเรื่องเรือนจำปีศาจแห่งความมืดให้จิ่วเยี่ ยฟัง
“ไม่ว่าอย่างไรมันก็ถือว่าเป็นเบาะแสอย่างหนึ่ง! เพื่อหาหอคอยนิรันดร์ให้เร็วยิ่งขึ้น ข้าจำเป็นต้องไปลองดูสักตั้ง” มู่เฉียนซีกล่าวกับเขา
จิ่วเยี่ยขมวดคิ้วมุ่น เขาอุ้มมู่เฉียนซีหายไปจากชั้นที่เจ็ด และหลังจากนั้นก็ก้าวออกไปจากเหวนรก
แม้ว่าจะต้องไปที่เรือนจำปีศาจแห่งความมืด เขาก็อยากที่จะไปด้วยกันกับซี
เพียงแต่ว่าทันทีที่เขาเดินออกมา มู่เฉียนซีก็กล่าวว่า “จิ่วเยี่ย…”
แน่นอนว่าทันทีที่ออกไปจากเหวนรก และไม่มีเหวนรกคอยเป็นปราการป้องกันให้อยู่ ร่างกายของจิ่วเยี่ยก็เกิดความผิดปกติบางอย่างขึ้น
แม้ว่าครั้งนี้จิ่วเยี่ยจะพยายามเฝ้าระวัง จนทำให้มันไม่สามารถทำสำเร็จได้ในทันที แต่เขาก็ไม่อาจทนเอาไว้ได้เป็นเวลานานเท่าไรนัก
มู่เฉียนซีลากจิ่วเยี่ยกลับไปทันที นางกล่าวกับจิ่วเยี่ยว่า “จิ่วเยี่ย เจ้าจำเป็นต้องฟังข้า”
หลังจากที่กลับมาในเหวนรกแล้ว สถานการณ์ก็ดีขึ้นมาก จิ่วเยี่ยกล่าวว่า “ไม่มีปัญหา! ตอนนี้ข้าสามารถออกไปได้แล้ว”
“ออกไปได้หรือ ข้าไม่ยอมให้เจ้าออกไปหรอก! ผู้พิทักษ์ชั้นที่หนึ่ง มีวิธีปิดผนึกประตูใหญ่ของเหวนรกจนคนอื่นออกไปไม่ได้บ้างหรือไม่!” มู่เฉียนซีกล่าวกับผู้พิทักษ์ชั้นที่หนึ่ง
ผู้พิทักษ์ชั้นที่หนึ่งเหงื่อแตกพลั่กในทันที เขาได้แต่บ่นอยู่ในใจเท่านั้น ท่านซี นี่ท่านกำลังจะทำเรื่องใหญ่อยู่อย่างนั้นหรือ! มีใครที่ไหนเอาคนรักของตนเองมาขังไว้ในเหวนรก เช่นนี้บ้าง?
แม้ว่าจิ่วเยี่ยจะทำให้ตนเองตกอยู่ในอันตราย แต่เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้มู่เฉียนซีไปเหยียบที่เรือนจำปีศาจแห่งความมืดเพียงลำพังแน่นอน และมู่เฉียนซีก็ไม่อยากให้จิ่วเยี่ยต้องไปเสี่ยง เลยแม้แต่น้อย
จิ่วเยี่ยกอดนางเอาไว้แน่น และไม่ยอมปล่อยนางไป หากนางไม่พาเขาไปด้วย นางก็จะต้องอยู่ที่เหวนรกเป็นเพื่อนเขา
เมื่อทั้งสองได้แต่หยุดชะงักอยู่เช่นนี้ มู่เฉียนซีจึงกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “สุ่ยจิงอิ๋ง พวกเราไปกันเถอะ!”